Café Invest
Ideas

Global Asset Strategies with Andrew Stotz Report (August 2026)

Global Asset Strategies with Andrew Stotz Report (August 2026)

ภาพรวมตลาดเดือนสิงหาคม 2026

เดือนสิงหาคม 2026 สินทรัพย์เสี่ยงกลับมาปรับตัวขึ้นเกือบทุกกลุ่ม หลังแรงขายทำกำไรในหุ้นเอเชียเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยหุ้นโลกปรับขึ้น 2.7% ขับเคลื่อนจากกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีน้ำหนักกว่า 30% ของดัชนี ขณะที่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่โดดเด่นที่สุดของเดือน ปรับขึ้น 10.6% และปิดเดือนที่ 4,448 เหรียญฯ ต่อออนซ์ จากความกังวลเรื่องหนี้ภาครัฐที่ผลักดันเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้น 4.4% นำโดยกลุ่มเกษตรและโลหะมีค่า หลังการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางไม่คืบหน้าและราคาน้ำมันกลับมาปรับขึ้น โดย EIA เลื่อนคาดการณ์การกลับมาสะสมสต็อกน้ำมันของโลกออกไปเป็นปี 2027 จากเดิมที่คาดไว้ในไตรมาส 4 ปี 2026 สะท้อนภาวะอุปทานที่ตึงตัวกว่าที่เคยประเมิน

ในบรรดาสินทรัพย์หลักสี่กลุ่ม ตราสารหนี้โลกเป็นกลุ่มเดียวที่ปรับลง โดยลดลง 0.2% ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้น โดยหลังถ้อยแถลงของประธาน Fed เมื่อ 28 ส.ค. ตลาดกลับมาให้น้ำหนัก 60% ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยสู่กรอบ 3.75-4.00% ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. 2026 เพิ่มขึ้นจาก 32% เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ขณะที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ High Yield อยู่ที่ราว 3% ซึ่งเป็นระดับที่ตึงตัว ทำให้ตราสารหนี้กลุ่ม Investment Grade น่าสนใจกว่าในเชิงเปรียบเทียบ

ในฝั่งตลาดหุ้น เอเชียเป็นภูมิภาคที่นำตลาด โดยไต้หวันปรับขึ้น 7.0% เซินเจิ้น 5.7% เซี่ยงไฮ้ 4.0% ญี่ปุ่น 3.8% NASDAQ 3.9% และเกาหลีใต้ 3.4% สวนทางกับยุโรปที่ปรับลง 0.6% ฮ่องกง 1.2% และไทย 1.8% (ผลตอบแทนในสกุลเงินท้องถิ่น) ผลที่ตามมาคือทั้งสามกลยุทธ์ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีชี้วัดในเดือนนี้ โดยกลยุทธ์ที่ถือสินทรัพย์ทางเลือกในสัดส่วนสูงได้ประโยชน์มากที่สุด

พอร์ตการลงทุน: Global Inflation Plus Strategy (GIPS) [ความเสี่ยงต่ำ]

📊 สรุปผลการดำเนินงาน (Performance Summary)

ในเดือนสิงหาคม 2026 พอร์ตการลงทุนมีผลการดำเนินงานดังนี้:

  • ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม 2026: +1.96% (ดัชนีชี้วัด +1.08%)
  • ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2026: +4.66% (ดัชนีชี้วัด +3.03%)
  • ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต (1 ก.ย. 2565): +22.88% (ดัชนีชี้วัด +31.41%)

พอร์ตการลงทุนให้ผลตอบแทน +1.96% สูงกว่าดัชนีชี้วัดที่ +1.08% และพลิกกลับมาเป็นบวก หลังจากปรับลง 1.37% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ +4.66% สูงกว่าดัชนีชี้วัดที่ +3.03% โดยส่วนที่สร้างผลตอบแทนให้พอร์ตในเดือนนี้คือสัดส่วนหุ้น 30% และสินทรัพย์ทางเลือก 10% ขณะที่แกนตราสารหนี้ 60% ทำหน้าที่ประคองความผันผวนตามที่ออกแบบไว้

💡 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ (Performance Attribution)

🟢 ปัจจัยบวก (Positive Factors)

  • หุ้นโลก (World Equity): +3.93% จากสัดส่วนการลงทุน 20% คิดเป็นแรงหนุนต่อพอร์ตประมาณ 0.79% เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเดือน โดยกองทุนหุ้นโลกแบบ Active (TLA-GEQ) ทำผลงานได้ดีกว่าดัชนีหุ้นโลกในเดือนนี้ ตามการประเมินของผู้จัดการกลยุทธ์ จากการให้น้ำหนักกลุ่มเทคโนโลยีและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นสองกลุ่มที่นำตลาด
  • ทองคำ (Gold): +8.59% จากสัดส่วนการลงทุน 5% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.43% โดยราคาทองคำในตลาดโลกปรับขึ้น 10.6% และปิดเดือนที่ 4,448 เหรียญฯ ต่อออนซ์
  • หุ้นเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): +7.34% จากสัดส่วนการลงทุน 5% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.37% ฟื้นตัวจากแรงขายทำกำไรในเดือนก่อน โดยไต้หวันปรับขึ้น 7.0% และเกาหลีใต้ 3.4% ตามการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังเร่งตัว
  • สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities): +6.68% จากสัดส่วนการลงทุน 5% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.33% ตามราคาน้ำมันที่กลับมาปรับขึ้นหลังการเจรจาสันติภาพหยุดชะงัก
  • หุ้นเทคโนโลยีโลก (World Info. Tech. Equity): +5.12% จากสัดส่วนการลงทุน 5% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.26% ตามกระแสการลงทุนใน AI ที่ยังแข็งแกร่ง

🔴 ปัจจัยลบ (Negative Factors)

  • พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (TIPS): -0.81% จากสัดส่วนการลงทุน 10% ฉุดพอร์ตประมาณ 0.08% ทำผลงานได้ต่ำกว่าตราสารหนี้ทั่วไปในเดือนนี้ สวนทางกับเดือนกรกฎาคม
  • ตราสารหนี้โลก (Global Bonds): -0.14% จากสัดส่วนการลงทุน 45% ซึ่งเป็นน้ำหนักมากที่สุดของพอร์ต ฉุดพอร์ตประมาณ 0.06% โดยปรับลงเพียงเล็กน้อยตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้น หลังตลาดกลับมาให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed

🔄 การปรับพอร์ตและมุมมองการลงทุน (Portfolio Movements & Rationale)

ปรับสัดส่วนการลงทุน (Rebalance) มีผลตั้งแต่ 1 ก.ย. 2026

  • เข้าลงทุนใหม่ในหุ้นพลังงานโลก 5% (KT-ENERGY-A) เพื่อรับประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม ที่กระทบอุปทานพลังงานและเส้นทางขนส่งปุ๋ยของโลก ประกอบกับ EIA เลื่อนคาดการณ์การกลับมาสะสมสต็อกน้ำมันออกไปเป็นปี 2027
  • ปิดสถานะหุ้นเทคโนโลยีโลก (B-INNOTECH) ซึ่งเดิมมีสัดส่วน 5% โดยพอร์ตยังคงมี exposure ต่อธีม AI ผ่านหุ้นเอเชียแปซิฟิกและกองทุนหุ้นโลกที่ให้น้ำหนักกลุ่มเทคโนโลยี
  • คงตราสารหนี้รวม 60% แบ่งเป็นตราสารหนี้โลก 45% พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ 10% และตลาดเงิน 5% เนื่องจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง และหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น
  • คงหุ้นเอเชียแปซิฟิก 5% เพื่อรับประโยชน์จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์จากกระแส AI โดยการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 146% และการส่งออกรวมของไต้หวันเพิ่มขึ้น 45% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026
  • คงสินค้าโภคภัณฑ์ 5% และทองคำ 5% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ โดยประเมินว่าความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์จะทำให้ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง

โครงสร้างพอร์ตหลังการปรับยังคงสัดส่วนหุ้น 30% ตราสารหนี้ 60% สินค้าโภคภัณฑ์ 5% และทองคำ 5% เท่าเดิม การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นการสับเปลี่ยนภายในสัดส่วนหุ้นจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่กลุ่มพลังงาน ไม่ใช่การเพิ่มหรือลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต

📈 สัดส่วนการลงทุนรายสินทรัพย์ (Portfolio Allocation)

สัดส่วนที่ถือครองระหว่างเดือนสิงหาคม 2026 (มีผลตั้งแต่ 4 มิ.ย. 2026)

  • KT-BOND (Global Bonds): น้ำหนัก 45.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม -0.14%
  • TLA-GEQ (World Equity): น้ำหนัก 20.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +3.93%
  • KTILF (TIPS): น้ำหนัก 10.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม -0.81%
  • TLFVMR-ASIAX (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +7.34%
  • B-INNOTECH (World Info. Tech. Equity): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +5.12%
  • ES-TM (Money Market): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +0.05%
  • SCBCOMP (Commodities): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +6.68%
  • SCBGOLDH (Gold): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +8.59%

รวมทั้งสิ้น 100% แบ่งเป็นหุ้น 30% ตราสารหนี้ 60% และสินทรัพย์ทางเลือก 10%

สัดส่วนใหม่ที่มีผลตั้งแต่ 1 ก.ย. 2026: KT-BOND 45.0% | TLA-GEQ 20.0% | KTILF 10.0% | TLFVMR-ASIAX 5.0% | KT-ENERGY-A 5.0% | ES-TM 5.0% | SCBCOMP 5.0% | SCBGOLDH 5.0% (หุ้น 30% ตราสารหนี้ 60% สินทรัพย์ทางเลือก 10%)

พอร์ตการลงทุน: A. Stotz Global Asset Enhancing Strategy (GAES) [ความเสี่ยงปานกลาง]

📊 สรุปผลการดำเนินงาน (Performance Summary)

ในเดือนสิงหาคม 2026 พอร์ตการลงทุนมีผลการดำเนินงานดังนี้:

  • ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม 2026: +5.08% (ดัชนีชี้วัด +1.52%)
  • ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2026: +16.91% (ดัชนีชี้วัด +5.76%)
  • ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต (1 ก.ย. 2565): +72.80% (ดัชนีชี้วัด +47.59%)

พอร์ตการลงทุนให้ผลตอบแทน +5.08% สูงกว่าดัชนีชี้วัดที่ +1.52% อยู่ 3.6% และเป็นผลตอบแทนรายเดือนที่ดีที่สุดในสามกลยุทธ์ โดยเป็นผลจากการที่พอร์ตให้น้ำหนัก 25% ทั้งในหุ้นเอเชียแปซิฟิกและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นสองกลุ่มที่ทำผลงานดีที่สุดของเดือน ทำให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีขยับขึ้นเป็น +16.91% เทียบกับดัชนีชี้วัดที่ +5.76%

💡 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ (Performance Attribution)

🟢 ปัจจัยบวก (Positive Factors)

  • หุ้นเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): +7.34% จากสัดส่วนการลงทุน 25% คิดเป็นแรงหนุนต่อพอร์ตประมาณ 1.84% เป็นแรงขับเคลื่อนอันดับหนึ่งของเดือน และเป็นการฟื้นตัวจากที่เคยเป็นตัวฉุดหลักในเดือนกรกฎาคม โดยกองทุนให้น้ำหนักมากในเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไต้หวัน
  • สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities): +6.68% จากสัดส่วนการลงทุน 25% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 1.67% ซึ่งเป็นน้ำหนักที่สูงที่สุดในสามกลยุทธ์ ตามราคาน้ำมันที่กลับมาปรับขึ้นและอุปทานที่ตึงตัวกว่าที่ตลาดเคยประเมิน
  • หุ้นสหรัฐฯ (US Equity): +2.45% จากสัดส่วนการลงทุน 25% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.61% ตามการปรับขึ้นของ NASDAQ ที่ 3.9% และ NYSE ที่ 1.5%
  • หุ้นโลก (World Equity): +3.93% จากสัดส่วนการลงทุน 15% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.59%
  • ทองคำ (Gold): +8.59% จากสัดส่วนการลงทุน 5% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.43%

🔴 ปัจจัยลบ (Negative Factors)

  • ตราสารหนี้โลก (Global Bonds): -0.14% จากสัดส่วนการลงทุน 5% ฉุดพอร์ตประมาณ 0.01% เป็นรายการเดียวที่ให้ผลตอบแทนติดลบในเดือนนี้ และมีผลต่อพอร์ตน้อยมากจากน้ำหนักที่ต่ำ

🔄 การปรับพอร์ตและมุมมองการลงทุน (Portfolio Movements & Rationale)

ปรับสัดส่วนการลงทุน (Rebalance) มีผลตั้งแต่ 1 ก.ย. 2026

  • เข้าลงทุนใหม่ในหุ้นญี่ปุ่น 25% (KT-JAPANALL-A) เนื่องจากการทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับปกติของ BOJ มีแนวโน้มหนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มธนาคาร ซึ่งกลุ่มการเงินคิดเป็น 27% ของกองทุนที่เลือกใช้ ประกอบกับการปฏิรูปภาคธุรกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง โดยบริษัทญี่ปุ่นถือเงินสดรวมกันถึง 1.9 ล้านล้านเหรียญฯ ซึ่งเปิดทางให้มีการซื้อหุ้นคืน การลงทุน และการควบรวมเพิ่มขึ้น
  • ปิดสถานะหุ้นสหรัฐฯ (K-US500X-A(A)) ซึ่งเดิมมีสัดส่วน 25% เนื่องจากหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น ขณะที่พอร์ตยังคงมี exposure ต่อหุ้นสหรัฐฯ ผ่านกองทุนหุ้นโลกที่เป็นแกนหลักของสัดส่วนตราสารทุน
  • คงหุ้นเอเชียแปซิฟิก 25% เพื่อรับประโยชน์จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์จากกระแส AI โดยยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกเติบโตเฉลี่ย 10.8% ต่อปีในระยะยาว สูงกว่าการเติบโตของ GDP โลกที่ 5.3%
  • คงสินค้าโภคภัณฑ์ 25% ทองคำ 5% และตราสารหนี้โลก 5% เพื่อรับมือราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากปัญหาสงคราม และอุปทานที่ตึงตัว พร้อมป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ

สัดส่วนหุ้นโดยรวมยังคงอยู่ที่ 65% เท่าเดิม การเปลี่ยนแปลงในรอบนี้จึงเป็นการย้ายน้ำหนัก 25% จากตลาดพัฒนาแล้วฝั่งสหรัฐฯ ไปสู่ญี่ปุ่น โดยไม่ได้เปลี่ยนระดับความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต ทั้งนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับขึ้น 3.8% ในเดือนสิงหาคม และ 21.9% ตั้งแต่ต้นปี

📈 สัดส่วนการลงทุนรายสินทรัพย์ (Portfolio Allocation)

สัดส่วนที่ถือครองระหว่างเดือนสิงหาคม 2026 (มีผลตั้งแต่ 4 มิ.ย. 2026)

  • TLFVMR-ASIAX (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): น้ำหนัก 25.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +7.34%
  • K-US500X-A(A) (US Equity): น้ำหนัก 25.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +2.45%
  • SCBCOMP (Commodities): น้ำหนัก 25.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +6.68%
  • TLA-GEQ (World Equity): น้ำหนัก 15.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +3.93%
  • KT-BOND (Global Bonds): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม -0.14%
  • SCBGOLDH (Gold): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +8.59%

รวมทั้งสิ้น 100% แบ่งเป็นหุ้น 65% ตราสารหนี้ 5% และสินทรัพย์ทางเลือก 30%

สัดส่วนใหม่ที่มีผลตั้งแต่ 1 ก.ย. 2026: KT-JAPANALL-A 25.0% | TLFVMR-ASIAX 25.0% | SCBCOMP 25.0% | TLA-GEQ 15.0% | KT-BOND 5.0% | SCBGOLDH 5.0% (หุ้น 65% ตราสารหนี้ 5% สินทรัพย์ทางเลือก 30%)

พอร์ตการลงทุน: A. Stotz Global Alpha Asset Strategy (GAAS) [ความเสี่ยงสูง]

📊 สรุปผลการดำเนินงาน (Performance Summary)

ในเดือนสิงหาคม 2026 พอร์ตการลงทุนมีผลการดำเนินงานดังนี้:

  • ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม 2026: +3.79% (ดัชนีชี้วัด +1.74%)
  • ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2026: +16.99% (ดัชนีชี้วัด +7.13%)
  • ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต (1 ก.ย. 2565): +51.41% (ดัชนีชี้วัด +56.30%)

พอร์ตการลงทุนให้ผลตอบแทน +3.79% สูงกว่าดัชนีชี้วัดที่ +1.74% โดยทองคำในสัดส่วน 15% ซึ่งเป็นน้ำหนักที่สูงที่สุดในสามกลยุทธ์ เป็นตัวสร้างผลตอบแทนอันดับหนึ่งของเดือน ขณะที่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ +16.99% สูงกว่าดัชนีชี้วัดที่ +7.13% ทั้งนี้ ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่จัดตั้งพอร์ตยังต่ำกว่าดัชนีชี้วัด โดยส่วนต่างดังกล่าวแคบลงจากเดือนก่อนหน้าตามผลตอบแทนของเดือนนี้

💡 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ (Performance Attribution)

🟢 ปัจจัยบวก (Positive Factors)

  • ทองคำ (Gold): +8.59% จากสัดส่วนการลงทุน 15% คิดเป็นแรงหนุนต่อพอร์ตประมาณ 1.29% เป็นแรงขับเคลื่อนอันดับหนึ่งของเดือน โดยราคาทองคำในตลาดโลกปรับขึ้น 10.6% และปิดเดือนที่ 4,448 เหรียญฯ ต่อออนซ์
  • หุ้นโลก (World Equity): +3.93% จากสัดส่วนการลงทุน 25% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.98%
  • หุ้นเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): +7.34% จากสัดส่วนการลงทุน 8% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.59%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities): +6.68% จากสัดส่วนการลงทุน 8% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.53%
  • หุ้นกลุ่มสุขภาพโลก (World Healthcare Equity): +3.21% จากสัดส่วนการลงทุน 13% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.42% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นที่ดีสำหรับกลุ่มเชิงรับในเดือนที่สินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัว
  • หุ้นเทคโนโลยีโลก (World Info. Tech. Equity): +5.12% จากสัดส่วนการลงทุน 8% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.41%

🔴 ปัจจัยลบ (Negative Factors)

  • หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานโลก (World Infrastructure Equity): -2.50% จากสัดส่วนการลงทุน 13% ฉุดพอร์ตประมาณ 0.32% เป็นรายการที่ฉุดผลตอบแทนมากที่สุด ตามลักษณะของกลุ่มเชิงรับที่มักปรับขึ้นช้ากว่าตลาด ในเดือนที่สินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัว โดยกองทุนหลักลงทุนในกลุ่มสาธารณูปโภคถึง 49%
  • ตราสารหนี้โลก (Global Bonds): -0.14% จากสัดส่วนการลงทุน 10% ฉุดพอร์ตประมาณ 0.01%

🔄 การปรับพอร์ตและมุมมองการลงทุน (Portfolio Movements & Rationale)

คงน้ำหนักการลงทุน (Maintain Exposure)

ในรอบทบทวนที่มีผลตั้งแต่ 1 ก.ย. 2026 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนเป้าหมาย โดยพอร์ตยังคงกลยุทธ์เชิงตั้งรับด้วยสัดส่วนหุ้นโดยรวม 67% ตามการทบทวนครั้งล่าสุดที่มีผลตั้งแต่ 4 มิ.ย. 2026

  • คงหุ้นกลุ่มสุขภาพและกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานกลุ่มละ 13% ซึ่งเป็นสองน้ำหนักเชิงรับที่ใหญ่ที่สุดของพอร์ต โดยกลุ่มสุขภาพได้แรงหนุนระยะยาวจากโครงสร้างประชากรสูงอายุ ที่คาดว่าประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปทั่วโลกจะเพิ่มจากราว 0.8 พันล้านคนในปี 2024 เป็น 1.6 พันล้านคนในปี 2050 ส่วนกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานมีกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ และสามารถผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นจากเงินเฟ้อได้
  • คงทองคำ 15% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในสามกลยุทธ์ เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่แม้จะปรับลดลงแล้วแต่ยังอยู่ในระดับสูง
  • คงหุ้นเอเชียแปซิฟิก 8% และหุ้นเทคโนโลยีโลก 8% เพื่อรับโอกาสจากวัฏจักรการลงทุนใน AI ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง
  • คงตราสารหนี้โลก 10% และสินค้าโภคภัณฑ์ 8% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ

เหตุผลของการคงโครงสร้างเชิงรับไว้คือ ราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้ปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของการปรับฐาน พอร์ตจึงเลือกรับ exposure ต่อธีมนี้ผ่านน้ำหนักที่จำกัด และถ่วงด้วยกลุ่มเชิงรับกับทองคำ ในทางกลับกัน โครงสร้างนี้เป็นความเสี่ยงในตัวเองหากตลาดกลับเข้าสู่โหมด Risk-on อย่างรวดเร็ว เนื่องจากกลุ่มเชิงรับมักปรับขึ้นช้ากว่าตลาด ดังที่เห็นได้จากกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับลงสวนทางตลาดในเดือนสิงหาคม

📈 สัดส่วนการลงทุนรายสินทรัพย์ (Portfolio Allocation)

สัดส่วนที่ถือครองระหว่างเดือนสิงหาคม 2026 และยังคงเดิมหลังการทบทวนวันที่ 1 ก.ย. 2026

  • TLA-GEQ (World Equity): น้ำหนัก 25.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +3.93%
  • SCBGOLDH (Gold): น้ำหนัก 15.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +8.59%
  • ES-HEALTHCARE (World Healthcare Equity): น้ำหนัก 13.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +3.21%
  • KKP GINFRAEQ-H (World Infrastructure Equity): น้ำหนัก 13.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม -2.50%
  • KT-BOND (Global Bonds): น้ำหนัก 10.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม -0.14%
  • TLFVMR-ASIAX (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): น้ำหนัก 8.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +7.34%
  • B-INNOTECH (World Info. Tech. Equity): น้ำหนัก 8.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +5.12%
  • SCBCOMP (Commodities): น้ำหนัก 8.0% | ผลตอบแทนเดือนสิงหาคม +6.68%

รวมทั้งสิ้น 100% แบ่งเป็นหุ้น 67% ตราสารหนี้ 10% และสินทรัพย์ทางเลือก 23%

หมายเหตุ: สำหรับกองทุนที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนใน Model ใหม่ ผู้ลงทุนไม่ต้องดำเนินการใด ๆ

หมายเหตุ:สำหรับกองทุนที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนใน Model ใหม่ ทั้งนี้ อาจมีการซื้อขายเกิดขึ้นได้ หากน้ำหนักการลงทุนปัจจุบันในกองดังกล่าวไม่เท่ากับน้ำหนักการลงทุนตาม Model อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปงของราคาตลาดในช่วงที่ผ่านมา โดยจะปรับให้สัดส่วนการลงทุนในพอร์ตของท่านเป็นไปตาม Model

คำเตือน: กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทได้รับค่าตอบแทน (trailer fee) จาก บลจ. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมกองทุนตามที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวนกองทุนรวม l ผลตอบแทนที่แสดงเป็นผลตอบแทนตามแบบจำลองของพอร์ต (Model Performance) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนภาพรวมของการเคลื่อนไหวของพอร์ตการลงทุนในเชิงนโยบายเท่านั้น ผลตอบแทนจริงของลูกค้าแต่ละรายอาจแตกต่างจากผลตอบแทน ข้างต้น I ไม่รวมค่าธรรมเนียมการซื้อกองทุน