Café Invest
Ideas

Global Asset Strategies with Andrew Stotz Report (September 2026)

Global Asset Strategies with Andrew Stotz Report (September 2026)

เดือนกันยายน 2026 สินทรัพย์หลักส่วนใหญ่ปรับลงท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการคุมเข้มนโยบายการเงิน หุ้นโลกลดลง 1.1% ทองคำลดลง 6.3% ปิดที่ 4,157 เหรียญฯ ต่อออนซ์ และตราสารหนี้โลกลดลง 2.2% ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์เป็นกลุ่มเดียวที่ปรับขึ้น 4.8% จากน้ำมันและภาวะอุปทานตึงตัว ตลาดยังคาดว่า Fed มีโอกาสคงดอกเบี้ย 72% ในการประชุมวันที่ 28 ต.ค. 2026 พอร์ต GIPS, GAES และ GAAS ให้ผลตอบแทนเดือนกันยายน -1.26%, -0.24% และ -2.02% ตามลำดับ โดย GAES ทำผลงานดีกว่าดัชนีชี้วัดมากที่สุดในบรรดาสามกลยุทธ์

ภาพรวมตลาดเดือนกันยายน 2026

เดือนกันยายน 2026 สินทรัพย์หลักส่วนใหญ่ปรับตัวลง ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลาง โดยหุ้นโลกปรับลง 1.1% ขณะที่ทองคำลดลง 6.3% และปิดเดือนที่ 4,157 เหรียญฯ ต่อออนซ์ จากแรงกดดันของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่า ด้านสินค้าโภคภัณฑ์เป็นสินทรัพย์หลักกลุ่มเดียวที่ปรับขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 4.8% นำโดยน้ำมัน หลังสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านยังจำกัดอุปทาน ขณะที่ EIA คาดว่าสต็อกน้ำมันโลกจะกลับมาสะสมได้ในปี 2027 จากเดิมที่คาดไว้ในไตรมาส 4 ปี 2026 สะท้อนภาวะอุปทานที่ตึงตัวกว่าที่เคยประเมิน

ตราสารหนี้โลกปรับลง 2.2% เนื่องจากความกังวลเงินเฟ้อจากสงครามและการคุมเข้มนโยบายการเงินผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้สูงขึ้น โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 ต.ค. 2026 ซึ่งระบุในรายงาน แสดงว่าตลาดให้น้ำหนัก 72% ที่ Fed จะคงดอกเบี้ยในกรอบ 3.75–4.00% ในการประชุมวันที่ 28 ต.ค. แต่ยังคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปีนี้ ขณะที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ High Yield อยู่ที่ราว 3 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่ตึงตัว ทำให้ตราสารหนี้กลุ่ม Investment Grade น่าสนใจกว่าในเชิงเปรียบเทียบ

ในฝั่งตลาดหุ้น ผลตอบแทนแตกต่างกันระหว่างตลาด โดยไต้หวันปรับขึ้น 7.0% เซินเจิ้น 5.7% เซี่ยงไฮ้ 4.0% NASDAQ 3.9% ญี่ปุ่น 3.8% และเกาหลีใต้ 3.4% สวนทางกับยุโรปที่ปรับลง 0.6% ฮ่องกง 1.2% และไทย 1.8% (ผลตอบแทนในสกุลเงินท้องถิ่น) สำหรับทั้งสามกลยุทธ์ GAES ลดลง 0.2% และ GIPS ลดลง 1.3% แต่ยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีชี้วัดที่ลดลง 1.8% และ 2.1% ตามลำดับ ส่วน GAAS ลดลง 2.0% ต่ำกว่าดัชนีชี้วัดที่ลดลง 1.8%

พอร์ตการลงทุน: Global Inflation Plus Strategy (GIPS) [ความเสี่ยงต่ำ]

📊 สรุปผลการดำเนินงาน (Performance Summary)

ในเดือนกันยายน 2026 พอร์ตการลงทุนมีผลการดำเนินงานดังนี้:

  • ผลตอบแทนเดือนกันยายน 2026: -1.26% (ดัชนีชี้วัด -2.15%)
  • ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2026: +3.34% (ดัชนีชี้วัด +0.81%)
  • ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต (1 ก.ย. 2565): +21.33% (ดัชนีชี้วัด +28.58%)

พอร์ตการลงทุนให้ผลตอบแทน -1.26% ซึ่งลดลงน้อยกว่าดัชนีชี้วัดที่ -2.15% ท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่า ซึ่งกระทบทั้งตราสารหนี้และทองคำ ขณะที่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ +3.44% สูงกว่าดัชนีชี้วัดที่ +0.81% โดยส่วนที่สร้างผลตอบแทนให้พอร์ตในเดือนนี้คือสัดส่วนหุ้น 30% และสินทรัพย์ทางเลือก 10% ขณะที่แกนตราสารหนี้ 60% ทำหน้าที่ประคองความผันผวนตามที่ออกแบบไว้

💡 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ (Performance Attribution)

🟢 ปัจจัยบวก (Positive Factors)

  • หุ้นโลก (World Equity — TLA-GEQ): +1.47% จากสัดส่วนการลงทุน 20% คิดเป็นแรงหนุนต่อพอร์ตประมาณ 0.29% เป็นแรงหนุนหลักของเดือน ขณะที่ดัชนีหุ้นโลกปรับลง 1.1% โดยผู้จัดการกลยุทธ์ระบุว่ากองทุนยังมีการให้น้ำหนักกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อรับโอกาสจากการเติบโตของ AI
  • หุ้นเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง (TLFVMR-ASIAX): +1.55% จากสัดส่วนการลงทุน 5% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.08% โดยตลาดไต้หวัน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่กองทุนให้น้ำหนักสูง ปรับขึ้น 7.0%, 3.4% และ 2.3% ตามลำดับในสกุลเงินท้องถิ่น
  • ตราสารหนี้อ้างอิงเงินเฟ้อ (KTILF): +0.15% จากสัดส่วนการลงทุน 10% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.02% ให้ผลตอบแทนเป็นบวกและทำผลงานได้ดีกว่ากองทุนตราสารหนี้โลกของพอร์ต
  • ตลาดเงิน (Money Market — ES-TM): +0.05% จากสัดส่วนการลงทุน 5% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.003% ช่วยประคองผลตอบแทนในเดือนที่ตราสารหนี้โลกปรับลง

🔴 ปัจจัยลบ (Negative Factors)

  • ตราสารหนี้โลก (Global Bonds — KT-BOND): -2.57% จากสัดส่วนการลงทุน 45% ซึ่งเป็นน้ำหนักมากที่สุดของพอร์ต คิดเป็นแรงฉุดประมาณ 1.16% เป็นแรงกดดันหลักของเดือน สอดคล้องกับภาวะตลาดตราสารหนี้โลกที่เผชิญความกังวลเงินเฟ้อจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน และการคุมเข้มนโยบายการเงินที่ผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้สูงขึ้น
  • ทองคำ (Gold — SCBGOLDH): -5.91% จากสัดส่วนการลงทุน 5% คิดเป็นแรงฉุดประมาณ 0.30% โดยราคาทองคำในตลาดโลกปรับลง 6.3% และปิดเดือนที่ 4,157 เหรียญฯ ต่อออนซ์ จากแรงกดดันของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่า
  • สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities — SCBCOMP): -1.43% จากสัดส่วนการลงทุน 5% คิดเป็นแรงฉุดประมาณ 0.07% แม้ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์อ้างอิงในรายงานจะปรับขึ้น 4.8% แต่กองทุนที่พอร์ตถือให้ผลตอบแทนติดลบ จึงเป็นปัจจัยลบต่อพอร์ตในเดือนนี้
  • หุ้นพลังงานโลก (World Energy — KT-ENERGY-A): -0.75% จากสัดส่วนการลงทุน 5% คิดเป็นแรงฉุดประมาณ 0.04% แม้ผู้จัดการกลยุทธ์ยังมองว่าภาวะอุปทานพลังงานตึงตัวและความต้องการเชื้อเพลิงที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนระยะต่อไป

🔄 การปรับพอร์ตและมุมมองการลงทุน (Portfolio Movements & Rationale)

พอร์ตได้มีการปรับสัดส่วนการลงทุน (Rebalance) มีผลตั้งแต่ 1 ก.ย. 2026

  • เข้าลงทุนใหม่ในหุ้นพลังงานโลก 5% (KT-ENERGY-A) เพื่อรับประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม ที่กระทบอุปทานพลังงานและเส้นทางขนส่งปุ๋ยของโลก ประกอบกับ EIA เลื่อนคาดการณ์การกลับมาสะสมสต็อกน้ำมันออกไปเป็นปี 2027
  • ปิดสถานะหุ้นเทคโนโลยีโลก (B-INNOTECH) ซึ่งเดิมมีสัดส่วน 5% โดยพอร์ตยังคงมี exposure ต่อธีม AI ผ่านหุ้นเอเชียแปซิฟิกและกองทุนหุ้นโลกที่ให้น้ำหนักกลุ่มเทคโนโลยี
  • คงตราสารหนี้รวม 60% แบ่งเป็นตราสารหนี้โลก 45% พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ 10% และตลาดเงิน 5% เนื่องจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง และหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น
  • คงหุ้นเอเชียแปซิฟิก 5% เพื่อรับประโยชน์จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์จากกระแส AI โดยการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 146% และการส่งออกรวมของไต้หวันเพิ่มขึ้น 45% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026
  • คงสินค้าโภคภัณฑ์ 5% และทองคำ 5% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ โดยประเมินว่าความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์จะทำให้ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง

โครงสร้างพอร์ตหลังการปรับยังคงสัดส่วนหุ้น 30% ตราสารหนี้ 60% สินค้าโภคภัณฑ์ 5% และทองคำ 5% เท่าเดิม การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นการสับเปลี่ยนภายในสัดส่วนหุ้นจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่กลุ่มพลังงาน ไม่ใช่การเพิ่มหรือลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต

📈 สัดส่วนการลงทุนรายสินทรัพย์ (Portfolio Allocation)

สัดส่วนที่ถือครองระหว่างเดือนกันยายน 2026 (มีผลตั้งแต่ 1 ก.ย. 2026)

  • TLA-GEQ (World Equity): น้ำหนัก 20.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน +1.47%
  • TLFVMR-ASIAX (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน +1.55%
  • KT-ENERGY-A (World Energy Equity): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน -0.75%
  • KT-BOND (Global Bonds): น้ำหนัก 45.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน -2.57%
  • KTILF (TIPS): น้ำหนัก 10.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน +0.15%
  • SCBCOMP (Commodities): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน -1.43%
  • SCBGOLDH (Gold): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน -5.91%
  • ES-TM (Money Market): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน +0.05%

รวมทั้งสิ้น 100% แบ่งเป็นหุ้น 30% ตราสารหนี้ 60% และสินทรัพย์ทางเลือก 10%

พอร์ตการลงทุน: A. Stotz Global Asset Enhancing Strategy (GAES) [ความเสี่ยงปานกลาง]

📊 สรุปผลการดำเนินงาน (Performance Summary)

ในเดือนกันยายน 2026 พอร์ตการลงทุนมีผลการดำเนินงานดังนี้:

  • ผลตอบแทนเดือนกันยายน 2026: -0.24% (ดัชนีชี้วัด -1.89%)
  • ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2026: +16.63% (ดัชนีชี้วัด +3.76%)
  • ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต (1 ก.ย. 2565): +72.39% (ดัชนีชี้วัด +44.80%)

พอร์ตการลงทุนปรับลง 0.24% แต่ยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าดัชนีชี้วัดที่ -1.89% และเป็นกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในสามกลยุทธ์ของเดือนนี้ โดยหุ้นเอเชียแปซิฟิก หุ้นญี่ปุ่น และหุ้นโลกให้ผลตอบแทนเป็นบวก ช่วยชดเชยแรงกดดันจากสินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ และตราสารหนี้โลก ขณะที่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปียังอยู่ที่ +16.63% เทียบกับดัชนีชี้วัดที่ +3.76%

💡 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ (Performance Attribution)

🟢 ปัจจัยบวก (Positive Factors)

  • หุ้นเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง (TLFVMR-ASIAX): +1.55% จากสัดส่วนการลงทุน 25% คิดเป็นแรงหนุนต่อพอร์ตประมาณ 0.39% เป็นแรงหนุนหลักของเดือน โดยตลาดไต้หวัน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่กองทุนให้น้ำหนักสูง ปรับขึ้น 7.0%, 3.4% และ 2.3% ตามลำดับในสกุลเงินท้องถิ่น
  • หุ้นโลก (World Equity — TLA-GEQ): +1.47% จากสัดส่วนการลงทุน 15% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.22% ทำผลงานได้ดีกว่าดัชนีหุ้นโลกที่ปรับลง 1.1% โดยกองทุนยังมีการให้น้ำหนักกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อรับโอกาสจากการเติบโตของ AI
  • หุ้นญี่ปุ่น (Japan Equity — KT-JAPANALL-A): +0.69% จากสัดส่วนการลงทุน 25% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.17% ช่วยชดเชยแรงกดดันจากสินทรัพย์กลุ่มอื่น โดยผู้จัดการกลยุทธ์ยังมองบวกต่อการฟื้นตัวของเงินเฟ้อ การปรับนโยบายดอกเบี้ยของ BOJ และโอกาสที่บริษัทญี่ปุ่นจะนำเงินสดมาใช้ซื้อหุ้นคืน ลงทุน และควบรวมกิจการ

🔴 ปัจจัยลบ (Negative Factors)

  • สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities — SCBCOMP): -1.43% จากสัดส่วนการลงทุน 25% คิดเป็นแรงฉุดประมาณ 0.36% เป็นแรงฉุดหลักของเดือนจากน้ำหนักลงทุนที่สูง แม้ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์อ้างอิงในรายงานจะปรับขึ้น 4.8% แต่กองทุนที่พอร์ตถือให้ผลตอบแทนติดลบ
  • ทองคำ (Gold — SCBGOLDH): -5.91% จากสัดส่วนการลงทุน 5% คิดเป็นแรงฉุดประมาณ 0.30% โดยราคาทองคำในตลาดโลกปรับลง 6.3% และปิดเดือนที่ 4,157 เหรียญฯ ต่อออนซ์ จากแรงกดดันของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่า
  • ตราสารหนี้โลก (Global Bonds — KT-BOND): -2.57% จากสัดส่วนการลงทุน 5% คิดเป็นแรงฉุดประมาณ 0.13% สอดคล้องกับภาวะตลาดตราสารหนี้โลกที่ถูกกดดันจากความกังวลเงินเฟ้อและการคุมเข้มนโยบายการเงิน อย่างไรก็ตาม น้ำหนักลงทุนที่ต่ำช่วยจำกัดผลกระทบต่อพอร์ต

🔄 การปรับพอร์ตและมุมมองการลงทุน (Portfolio Movements & Rationale)

ปรับสัดส่วนการลงทุน (Rebalance) มีผลตั้งแต่ 1 ก.ย. 2026

  • เข้าลงทุนใหม่ในหุ้นญี่ปุ่น 25% (KT-JAPANALL-A) เนื่องจากการทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับปกติของ BOJ มีแนวโน้มหนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มธนาคาร ซึ่งกลุ่มการเงินคิดเป็น 27% ของกองทุนที่เลือกใช้ ประกอบกับการปฏิรูปภาคธุรกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง โดยบริษัทญี่ปุ่นถือเงินสดรวมกันถึง 1.9 ล้านล้านเหรียญฯ ซึ่งเปิดทางให้มีการซื้อหุ้นคืน การลงทุน และการควบรวมเพิ่มขึ้น
  • ปิดสถานะหุ้นสหรัฐฯ (K-US500X-A(A)) ซึ่งเดิมมีสัดส่วน 25% เนื่องจากหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น ขณะที่พอร์ตยังคงมี exposure ต่อหุ้นสหรัฐฯ ผ่านกองทุนหุ้นโลกที่เป็นแกนหลักของสัดส่วนตราสารทุน
  • คงหุ้นโลก 15% เพื่อเปิดโอกาสรับประโยชน์จากธีม AI ผ่านการให้น้ำหนักกลุ่มเทคโนโลยีของกองทุน
  • คงหุ้นเอเชียแปซิฟิก 25% เพื่อรับประโยชน์จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์จากกระแส AI โดยยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกเติบโตเฉลี่ย 10.8% ต่อปีในระยะยาว สูงกว่าการเติบโตของ GDP โลกที่ 5.3%
  • คงสินค้าโภคภัณฑ์ 25% ทองคำ 5% และตราสารหนี้โลก 5% เพื่อรับมือราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากปัญหาสงคราม และอุปทานที่ตึงตัว พร้อมป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ

สัดส่วนหุ้นโดยรวมอยู่ที่ 65% โดยเน้นหุ้นญี่ปุ่นและหุ้นเอเชียแปซิฟิกกลุ่มละ 25% พร้อมหุ้นโลก 15% ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ เศรษฐกิจถดถอย หุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้นญี่ปุ่นทำผลงานต่ำกว่าคาด ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง และเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบ TLA-GEQ และ TLFVMR-ASIAX ที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน

📈 สัดส่วนการลงทุนรายสินทรัพย์ (Portfolio Allocation)

สัดส่วนที่ถือครองระหว่างเดือนกันยายน 2026 (มีผลตั้งแต่ 1 ก.ย. 2026)

  • TLFVMR-ASIAX (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): น้ำหนัก 25.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน +1.55%
  • KT-JAPANALL-A (Japan Equity): น้ำหนัก 25.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน +0.69%
  • SCBCOMP (Commodities): น้ำหนัก 25.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน -1.43%
  • TLA-GEQ (World Equity): น้ำหนัก 15.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน +1.47%
  • KT-BOND (Global Bonds): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน -2.57%
  • SCBGOLDH (Gold): น้ำหนัก 5.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน -5.91%

รวมทั้งสิ้น 100% แบ่งเป็นหุ้น 65% ตราสารหนี้ 5% และสินทรัพย์ทางเลือก 30%

พอร์ตการลงทุน: A. Stotz Global Alpha Asset Strategy (GAAS) [ความเสี่ยงสูง]

📊 สรุปผลการดำเนินงาน (Performance Summary)

ในเดือนกันยายน 2026 พอร์ตการลงทุนมีผลการดำเนินงานดังนี้:

  • ผลตอบแทนเดือนกันยายน 2026: -2.02% (ดัชนีชี้วัด -1.76%)
  • ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2026: +14.63% (ดัชนีชี้วัด +5.25%)
  • ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่จัดตั้งพอร์ต (1 ก.ย. 2565): +48.36% (ดัชนีชี้วัด +53.55%)

พอร์ตการลงทุนปรับลง 2.02% ต่ำกว่าดัชนีชี้วัด 0.26% โดยทองคำในสัดส่วน 15% เป็นแรงฉุดหลักของเดือน ประกอบกับหุ้นโครงสร้างพื้นฐานและหุ้นสุขภาพที่ปรับลง ขณะที่หุ้นโลกและหุ้นเอเชียแปซิฟิกให้ผลตอบแทนเป็นบวก ช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วน ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปียังอยู่ที่ +14.63% สูงกว่าดัชนีชี้วัดที่ +5.25% แต่ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่จัดตั้งพอร์ตยังต่ำกว่าดัชนีชี้วัด 5.19%

💡 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ (Performance Attribution)

🟢 ปัจจัยบวก (Positive Factors)

  • หุ้นโลก (World Equity — TLA-GEQ): +1.47% จากสัดส่วนการลงทุน 25% คิดเป็นแรงหนุนต่อพอร์ตประมาณ 0.37% เป็นแรงหนุนหลักของเดือน และทำผลงานได้ดีกว่าดัชนีหุ้นโลกที่ปรับลง 1.1% โดยกองทุนยังมีการให้น้ำหนักกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อรับโอกาสจากการเติบโตของ AI
  • หุ้นเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง (TLFVMR-ASIAX): +1.55% จากสัดส่วนการลงทุน 8% คิดเป็นแรงหนุนประมาณ 0.12% โดยตลาดไต้หวัน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่กองทุนให้น้ำหนักสูง ปรับขึ้น 7.0%, 3.4% และ 2.3% ตามลำดับในสกุลเงินท้องถิ่น

🔴 ปัจจัยลบ (Negative Factors)

  • ทองคำ (Gold — SCBGOLDH): -5.91% จากสัดส่วนการลงทุน 15% คิดเป็นแรงฉุดประมาณ 0.89% เป็นแรงฉุดหลักของเดือน โดยราคาทองคำในตลาดโลกปรับลง 6.3% และปิดเดือนที่ 4,157 เหรียญฯ ต่อออนซ์ จากแรงกดดันของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่า
  • หุ้นโครงสร้างพื้นฐานโลก (World Infrastructure Equity — KKP GINFRAEQ-H): -5.53% จากสัดส่วนการลงทุน 13% คิดเป็นแรงฉุดประมาณ 0.72% สะท้อนว่าการลงทุนในกลุ่มเชิงรับยังไม่ช่วยประคองผลตอบแทนในเดือนนี้ โดยกองทุนหลักมีสัดส่วนลงทุนในกลุ่มสาธารณูปโภคประมาณ 46% ตามข้อมูลที่รายงานอ้างอิง
  • หุ้นสุขภาพโลก (World Healthcare Equity — ES-HEALTHCARE): -4.19% จากสัดส่วนการลงทุน 13% คิดเป็นแรงฉุดประมาณ 0.55% แม้ผู้จัดการกลยุทธ์ยังมองว่าความต้องการบริการสุขภาพจากสังคมสูงอายุเป็นปัจจัยสนับสนุนระยะยาว แต่ผลตอบแทนกองทุนในเดือนนี้ปรับลง
  • ตราสารหนี้โลก (Global Bonds — KT-BOND): -2.57% จากสัดส่วนการลงทุน 10% คิดเป็นแรงฉุดประมาณ 0.26% สอดคล้องกับภาวะตลาดตราสารหนี้ที่ถูกกดดันจากความกังวลเงินเฟ้อและการคุมเข้มนโยบายการเงิน ซึ่งผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้สูงขึ้น
  • สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities — SCBCOMP): -1.43% จากสัดส่วนการลงทุน 8% คิดเป็นแรงฉุดประมาณ 0.11% แม้ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์อ้างอิงในรายงานจะปรับขึ้น 4.8% แต่กองทุนที่พอร์ตถือให้ผลตอบแทนติดลบ
  • หุ้นเทคโนโลยีโลก (World Info. Tech. Equity — B-INNOTECH): -0.06% จากสัดส่วนการลงทุน 8% คิดเป็นแรงฉุดประมาณ 0.004% โดยผลตอบแทนตลอดเดือนใกล้เคียงทรงตัว และมีผลกระทบต่อพอร์ตเพียงเล็กน้อย

🔄 การปรับพอร์ตและมุมมองการลงทุน (Portfolio Movements & Rationale)

คงน้ำหนักการลงทุน (Maintain Exposure)

ในรอบทบทวนที่มีผลตั้งแต่ 1 ก.ย. 2026 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนเป้าหมาย โดยพอร์ตยังคงกลยุทธ์เชิงตั้งรับด้วยสัดส่วนหุ้นโดยรวม 67% และรักษาน้ำหนักในกลุ่มเชิงรับควบคู่กับการรับโอกาสจากธีม AI

  • คงหุ้นสุขภาพและหุ้นโครงสร้างพื้นฐานกลุ่มละ 13% ซึ่งเป็นสองน้ำหนักเชิงรับที่ใหญ่ที่สุดของพอร์ต โดยหุ้นสุขภาพมีปัจจัยสนับสนุนระยะยาวจากประชากรสูงอายุ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มจากกว่า 0.8 พันล้านคนในปี 2024 เป็นประมาณ 1.6 พันล้านคนในปี 2050 ส่วนโครงสร้างพื้นฐานมีความต้องการบริการที่ต่อเนื่อง กระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ และความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น
  • คงทองคำ 15% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในสามกลยุทธ์ และยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ประกันความเสี่ยง แม้ราคาจะสูญเสียโมเมนตัมในเดือนนี้ โดยผู้จัดการกลยุทธ์คาดว่าความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์จะสนับสนุนความต้องการทองคำจากธนาคารกลางต่อไป
  • คงหุ้นเอเชียแปซิฟิก 8% และหุ้นเทคโนโลยีโลก 8% เพื่อรับโอกาสจากการลงทุนใน AI เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล พร้อมรับ exposure เพิ่มเติมผ่านกองทุนหุ้นโลก TLA-GEQ ในสัดส่วน 25%
  • คงตราสารหนี้โลก 10% เพื่อกระจายความเสี่ยง แม้ตลาดตราสารหนี้ยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น
  • คงสินค้าโภคภัณฑ์ 8% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ และรับโอกาสจากอุปทานพลังงานที่ตึงตัว และความต้องการโลหะอุตสาหกรรมจากศูนย์ข้อมูล รถยนต์ไฟฟ้า และการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า

เหตุผลของการคงโครงสร้างเชิงรับคือ ราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ เพิ่มความเสี่ยงของการปรับฐาน พอร์ตจึงรักษาการลงทุนในธีมดังกล่าวควบคู่กับหุ้นสุขภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และทองคำ อย่างไรก็ตาม เดือนกันยายนแสดงให้เห็นว่าสินทรัพย์เชิงรับสามารถปรับลงพร้อมกันได้ โดยความเสี่ยงที่ต้องติดตามยังรวมถึงหุ้นเทคโนโลยีปรับฐาน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง และเงินบาทแข็งค่า ซึ่งอาจกระทบกองทุนหุ้นโลกและหุ้นเอเชียที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน

📈 สัดส่วนการลงทุนรายสินทรัพย์ (Portfolio Allocation)

สัดส่วนที่ถือครองระหว่างเดือนกันยายน 2026 ซึ่งยังคงเดิมหลังการทบทวนวันที่ 1 ก.ย. 2026

  • TLA-GEQ (World Equity): น้ำหนัก 25.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน +1.47%
  • SCBGOLDH (Gold): น้ำหนัก 15.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน -5.91%
  • ES-HEALTHCARE (World Healthcare Equity): น้ำหนัก 13.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน -4.19%
  • KKP GINFRAEQ-H (World Infrastructure Equity): น้ำหนัก 13.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน -5.53%
  • KT-BOND (Global Bonds): น้ำหนัก 10.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน -2.57%
  • TLFVMR-ASIAX (Asia Pacific ex JP, CN, HK Equity): น้ำหนัก 8.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน +1.55%
  • B-INNOTECH (World Info. Tech. Equity): น้ำหนัก 8.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน -0.06%
  • SCBCOMP (Commodities): น้ำหนัก 8.0% | ผลตอบแทนเดือนกันยายน -1.43%

รวมทั้งสิ้น 100% แบ่งเป็นหุ้น 67% ตราสารหนี้ 10% และสินทรัพย์ทางเลือก 23%

หมายเหตุ: สำหรับกองทุนที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนใน Model ใหม่ ผู้ลงทุนไม่ต้องดำเนินการใด ๆ

หมายเหตุ:สำหรับกองทุนที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนใน Model ใหม่ ทั้งนี้ อาจมีการซื้อขายเกิดขึ้นได้ หากน้ำหนักการลงทุนปัจจุบันในกองดังกล่าวไม่เท่ากับน้ำหนักการลงทุนตาม Model อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปงของราคาตลาดในช่วงที่ผ่านมา โดยจะปรับให้สัดส่วนการลงทุนในพอร์ตของท่านเป็นไปตาม Model

คำเตือน: กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทได้รับค่าตอบแทน (trailer fee) จาก บลจ. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมกองทุนตามที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวนกองทุนรวม l ผลตอบแทนที่แสดงเป็นผลตอบแทนตามแบบจำลองของพอร์ต (Model Performance) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนภาพรวมของการเคลื่อนไหวของพอร์ตการลงทุนในเชิงนโยบายเท่านั้น ผลตอบแทนจริงของลูกค้าแต่ละรายอาจแตกต่างจากผลตอบแทน ข้างต้น I ไม่รวมค่าธรรมเนียมการซื้อกองทุน