GSK ยุติพัฒนา Camlipixant สำหรับโรคไอเรื้อรังหลังผล Phase III ไม่สม่ำเสมอ ส่งผลลบต่อท่อส่งยาและความคุ้มค่าของดีล Bellus Health มูลค่า $2.0 พันล้าน พร้อมตัดโอกาสยอดขายสูงสุดราว $1.5–2.0 พันล้านต่อปี ขณะที่ Trevi Therapeutics ได้ประโยชน์จากการแข่งขันที่ลดลง แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านการด้อยค่าสินทรัพย์และความสำเร็จของโครงการยาระยะท้ายอื่นของ GSK
GSK ยุติพัฒนา Camlipixant หลังผล Phase III ไม่สม่ำเสมอ

GSK ยุติพัฒนา Camlipixant หลังผล Phase III ไม่สม่ำเสมอ
GSK ประกาศเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2026 ว่ายุติการพัฒนา Camlipixant สำหรับรักษาภาวะไอเรื้อรังที่รักษายาก หรือ Refractory Chronic Cough หลังผลการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ให้ผลไม่สม่ำเสมอและไม่สามารถสนับสนุนประสิทธิภาพของยาได้อย่างชัดเจน การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นความล้มเหลวของหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญด้านโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่ง GSK ได้มาจากการซื้อกิจการ Bellus Health มูลค่า $2.0 พันล้านในปี 2023
ผลการทดลอง CALM-1 และ CALM-2
Camlipixant เป็นยารับประทานที่ออกฤทธิ์ยับยั้งตัวรับ P2X3 โดยโครงการ CALM ประเมินประสิทธิภาพของยาในผู้ป่วยไอเรื้อรังที่รักษายาก ผลการทดลองมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
- CALM-1: ขนาดยา 50 มก. วันละ 2 ครั้ง บรรลุตัวชี้วัดหลัก โดยช่วยลดความถี่ของการไอในช่วง 24 ชั่วโมงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับยาหลอกที่สัปดาห์ 12
- CALM-2: ขนาดยา 50 มก. วันละ 2 ครั้ง ไม่สามารถบรรลุตัวชี้วัดหลักที่สัปดาห์ 24 ทำให้ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกับ CALM-1
- ขนาดยา 25 มก.: ไม่บรรลุตัวชี้วัดหลักในการทดลองทั้งสองโครงการ
- ตัวชี้วัดรอง: ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดในทั้ง CALM-1 และ CALM-2 รวมถึงการประเมินอาการจาก Chronic Cough Diary
- ความปลอดภัย: ยามีความปลอดภัยและผู้ป่วยทนต่อยาได้ดี โดยผลข้างเคียงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับยาหลอก แต่ประสิทธิภาพในการลดอาการไอยังไม่สม่ำเสมอเพียงพอ
GSK ประเมินว่าข้อมูลโดยรวมไม่สนับสนุนว่า Camlipixant สามารถยกระดับมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงตัดสินใจยุติการพัฒนายาในข้อบ่งชี้โรคไอเรื้อรังทันที
ผลกระทบต่อ GSK
ประเด็น | ผลกระทบ |
|---|---|
ท่อส่งยา | GSK สูญเสียสินทรัพย์ระยะท้ายที่เคยถูกคาดหวังว่าจะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนรายได้ใหม่ของธุรกิจระบบทางเดินหายใจ |
โอกาสรายได้ | ตัดโอกาสจากยอดขายสูงสุดต่อปีที่ตลาดเคยประเมินไว้ราว $1.5–2.0 พันล้าน |
ผลตอบแทนจากการซื้อกิจการ | เพิ่มความกังวลต่อความคุ้มค่าของการซื้อ Bellus Health มูลค่า $2.0 พันล้าน และอาจนำไปสู่การบันทึกด้อยค่าของสินทรัพย์ในอนาคต |
ความเชื่อมั่นต่อฝ่ายวิจัยและพัฒนา | ผลทดลองที่ไม่สอดคล้องกันอาจกดดันความเชื่อมั่นต่อกระบวนการคัดเลือกสินทรัพย์และการประเมินความเสี่ยงของโครงการระยะท้าย |
ราคาหุ้น | เป็นปัจจัยลบต่อราคาหุ้นในระยะสั้น เนื่องจากตลาดต้องตัดประมาณการรายได้และกำไรในอนาคตของ Camlipixant ออกจากแบบจำลอง |
กลยุทธ์ธุรกิจ | GSK อาจต้องพึ่งพายาหลักและโครงการอื่นในกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ วัคซีน มะเร็ง และโรคติดเชื้อมากขึ้น เพื่อชดเชยช่องว่างของท่อส่งยา |
ใครได้ประโยชน์แทน
ผู้พัฒนายารักษาโรคไอเรื้อรังที่มีกลไกแตกต่างจาก P2X3 มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากการแข่งขันที่ลดลง โดยเฉพาะ Trevi Therapeutics ซึ่งกำลังพัฒนา Haduvio สำหรับโรคไอเรื้อรัง การยุติโครงการของ GSK ช่วยลดความเสี่ยงที่ตลาดจะมีคู่แข่งรายใหญ่เข้าสู่เชิงพาณิชย์ในระยะใกล้ และอาจเพิ่มมูลค่าทางกลยุทธ์ของ Haduvio หากผลการทดลองในระยะถัดไปเป็นบวก
นอกจากนี้ ผู้พัฒนายาที่มุ่งเป้ากลไกอื่นนอกเหนือจาก P2X3 อาจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากบริษัทขนาดใหญ่และนักลงทุน เนื่องจากความล้มเหลวของ Camlipixant ตอกย้ำข้อจำกัดของยากลุ่ม P2X3 antagonist หลังโครงการของ Merck และ Bayer เคยประสบปัญหามาก่อน
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ต่อคู่แข่งยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลทดลอง ความปลอดภัย ความสามารถในการลดอาการไออย่างมีนัยสำคัญ และโอกาสผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล จึงยังไม่ควรตีความว่าคู่แข่งจะประสบความสำเร็จโดยอัตโนมัติ
ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
- GSK อาจต้องบันทึกการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ Bellus Health ซึ่งจะกระทบกำไรทางบัญชี
- การสูญเสีย Camlipixant อาจทำให้เป้าหมายรายได้ระยะกลางของบริษัทมีส่วนเผื่อความปลอดภัยลดลง
- ผลทดลองตอกย้ำความเสี่ยงด้านประสิทธิภาพของยากลุ่ม P2X3 และอาจลดความสนใจของบริษัทขนาดใหญ่ต่อกลไกดังกล่าว
- การพึ่งพาสินทรัพย์หลักที่เหลืออยู่เพิ่มขึ้น ทำให้ GSK มีความเสี่ยงมากขึ้นหากโครงการระยะท้ายอื่นไม่เป็นไปตามเป้า
- การแข่งขันจากยาและแนวทางรักษากลไกอื่นอาจทำให้ GSK กลับเข้าสู่ตลาดโรคไอเรื้อรังได้ยากขึ้น
- การทดลอง Camlipixant ในโรคลำไส้แปรปรวนยังมีความไม่แน่นอนสูง และผลล้มเหลวในโรคไอเรื้อรังไม่สามารถยืนยันความสำเร็จในข้อบ่งชี้อื่นได้
- ตลาดอาจปรับลดมูลค่าให้กับท่อส่งยาระยะท้ายของ GSK มากขึ้น หากความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของสินทรัพย์ลดลง
ขั้นตอนถัดไป
GSK จะยังดำเนินการทดลองระยะที่ 2b ในโครงการ BALANCE เพื่อประเมิน Camlipixant ในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนชนิดท้องเสียและชนิดผสมต่อไป โดยข้อบ่งชี้ดังกล่าวมีกลไกของโรคและตัวชี้วัดผลลัพธ์แตกต่างจากโรคไอเรื้อรัง จึงยังต้องรอข้อมูลเฉพาะของโครงการก่อนประเมินโอกาสความสำเร็จ
ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนส่งข้อมูลจากโครงการ CALM เพื่อตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ ซึ่งอาจช่วยให้เห็นรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความแตกต่างของผลลัพธ์ระหว่าง CALM-1 และ CALM-2 รวมถึงปัจจัยด้านประชากรผู้ป่วย ขนาดยา และระยะเวลาการรักษา
มุมมอง InnovestX
InnovestX มองข่าวดังกล่าวเป็นลบต่อ GSK เนื่องจากบริษัทสูญเสียสินทรัพย์ระยะท้ายที่เคยมีศักยภาพสร้างยอดขายสูงสุดต่อปีถึง $1.5–2.0 พันล้าน พร้อมเพิ่มคำถามต่อผลตอบแทนจากการซื้อ Bellus Health มูลค่า $2.0 พันล้าน และอาจนำไปสู่การปรับลดประมาณการรายได้ระยะกลาง รวมถึงความเสี่ยงจากการด้อยค่าของสินทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อฐานกำไรโดยรวมของ GSK คาดว่าไม่ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจ เนื่องจากรายได้ปัจจุบันยังกระจายอยู่ในหลายกลุ่ม ทั้งวัคซีน ยารักษาโรคติดเชื้อ โรคระบบทางเดินหายใจ และมะเร็ง แต่ความล้มเหลวครั้งนี้ทำให้บริษัทมีแรงกดดันมากขึ้นในการสร้างความสำเร็จจากสินทรัพย์ระยะท้ายอื่น เพื่อรักษาเป้าหมายการเติบโตในอนาคต
ในเชิงกลยุทธ์ เรามองว่า Trevi Therapeutics เป็นผู้ได้ประโยชน์จากการแข่งขันที่ลดลงในตลาดโรคไอเรื้อรัง แต่ยังมีความเสี่ยงสูงตามลักษณะหุ้นชีวเภสัชภัณฑ์ขนาดเล็ก เนื่องจากมูลค่าหุ้นขึ้นอยู่กับผลการทดลองของ Haduvio เป็นหลัก สำหรับ GSK แนะนำให้ติดตามการปรับประมาณการยอดขาย การบันทึกด้อยค่าที่อาจเกิดขึ้น และความคืบหน้าของท่อส่งยาระยะท้ายอื่น ก่อนประเมินว่าราคาหุ้นสะท้อนผลกระทบจาก Camlipixant ไปแล้วเพียงใด
ในภาพรวม หุ้นกลุ่ม Healthcare ยังเหมาะสำหรับใช้ลดความผันผวนของพอร์ตในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน เนื่องจากรายได้และกระแสเงินสดมีความสม่ำเสมอกว่าหุ้นวัฏจักร แม้ผลตอบแทนที่คาดหวังอาจไม่สูงเท่าหุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้นเติบโตในช่วงตลาดขาขึ้น
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

