วิกฤตชิปหน่วยความจำขาดแคลนจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI บีบให้ Apple และ Microsoft ต้องปรับขึ้นราคาสินค้า Consumer ครั้งใหญ่พร้อมปรับกลยุทธ์ชิปและโครงสร้างองค์กรเพื่อประคองมาร์จิ้น ซึ่งภาพรวมส่งผลกระทบเชิงลบระยะสั้นต่อกลุ่มฮาร์ดแวร์และแบรนด์ผู้รับจ้างประกอบทั่วไป ในทางกลับกัน ส่งผลบวกต่อกลุ่มผู้ควบคุมระบบต้นน้ำและผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่อย่าง Nvidia, Micron และ SK Hynix รวมถึงผู้ให้บริการเทคโนโลยีขั้นสูงเฉพาะทางอย่างระบบ Liquid Cooling และ Optical Interconnect ที่ตลาดศูนย์ข้อมูล AI ยังคงมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มฮาร์ดแวร์เผชิญต้นทุนชิปที่เพิ่มขึ้น...กดดันทำให้มีการปรับขึ้นราคา

1) MSFT & AAPL ประกาศขึ้นราคาสินค้า
- Apple: ปรับขึ้นราคาสินค้าเกือบทั้งไลน์อัปทั่วโลก ยกเว้น iPhone โดยรุ่นยอดนิยมอย่าง MacBook Air ปรับเพิ่มเป็น 1,299 ดอลลาร์ จากเดิม 1,099 ดอลลาร์ และ iPad Pro 11 นิ้ว เพิ่มเป็น 1,199 ดอลลาร์ จากเดิม 999 ดอลลาร์ ไปจนถึงแว่นไฮเอนด์อย่าง Apple Vision Pro ที่พุ่งไปแตะ 3,699 ดอลลาร์
- Microsoft: ประกาศขึ้นราคาเครื่องเล่นเกมคอนโซล Xbox เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 13 เดือน โดยรุ่นความจุ 1 TB หรือ Xbox Series X ราคาพุ่งไปถึง 800 ดอลลาร์ ซึ่งแพงกว่าราคาเปิดตัวเมื่อปี 2020 ถึง 300 ดอลลาร์ พร้อมกับสั่งยกเลิกการผลิตรุ่นความจุ 2 TB ทันทีเนื่องจากแบกรับต้นทุนไม่ไหว
2) เหตุผลเบื้องหลังการขึ้นราคา: วิกฤตซัพพลายจาก AI Data Centers
สาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากปัญหาโลจิสติกส์ติดขัดแบบในอดีต แต่เกิดจากการเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการของโลก:
- กระแส AI Supercycle: ศูนย์ข้อมูล AI ทั่วโลกขยายตัวเร็วและแรง ส่งผลให้ความต้องการชิปหน่วยความจำความเร็วสูง เช่น HBM และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลขั้นสูง ทั้ง NAND และ SSD พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
- ราคาชิปพุ่งกระฉูด: ราคาหน่วยความจำในฝั่งคอนโซลและอุปกรณ์พกพาทะยานขึ้นกว่า 5 เท่า และมีแนวโน้มจะพุ่งสูงถึง 5 เท่าภายในปี 2027 ทันทีที่โรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์หันไปจัดสรรซิลิคอนเวเฟอร์เพื่อป้อนให้ตลาด AI Data Center ที่ให้ผลกำไรสูงกว่า ซัพพลายของอุปกรณ์ฝั่ง Consumer จึงขาดแคลนอย่างรุนแรง
3) ทั้งสองบริษัทปรับกลยุทธ์เชิงรุกและปรับโครงสร้างภายใน
เพื่อประคองอัตรากำไรและความอยู่รอด ทั้งสองบริษัทได้ปรับกลบุทธ์รับมือในรูปแบบที่ต่างกัน:
- Apple ข้ามรุ่นชิป โดยยอมข้าม M6 Pro และ Max: ปรับแผนชิปตระกูล Mac ใหม่ โดยยอมปล่อยชิป M6 แค่รุ่นพื้นฐานในปีนี้ และยกเลิกการพัฒนา M6 Pro และ M6 Max ไปเลย เพื่อกระโดดข้ามไปโฟกัสชิปตระกูล M7 Pro และ Max ในปี 2027 ที่เน้นสถาปัตยกรรม On-device AI ที่บริหารแบนด์วิดท์ได้มีประสิทธิภาพกว่า พร้อมปรับโครงสร้างดึง John Ternus ขึ้นเป็นซีอีโอคนใหม่แทน Tim Cook และให้ Johny Srouji ควบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายฮาร์ดแวร์เพื่อแก้วิกฤตนี้
- Microsoft ชูโมเดลลดแรงกระแทกผู้บริโภค: ยอดขายฮาร์ดแวร์ Xbox ที่ตามหลังคู่แข่งทำให้ Asha Sharma ซีอีโอฝั่ง Gaming สั่งรื้อแผนพัฒนาคอนโซลยุคถัดไปภายใต้รหัส Project Helix ใหม่ทั้งหมด ควบคู่กับการลดพนักงานเพื่อคุมต้นทุน และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ลูกค้าด้วยการจับมือกับ Amazon ทำโปรแกรมผ่อนชำระแบบไร้ดอกเบี้ย หรือ Buy Now, Pay Later รวมถึงหันมาลุยตลาดเครื่องเกมมือสองแทน
4) บริษัทใดบ้างที่ได้รับผลกระทบ?
วิกฤตการณ์นี้ไม่ได้จำกัดวงแค่ Apple และ Microsoft แต่ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึง:
- Sony & Valve: ค่ายเกมยักษ์ใหญ่ได้รับผลกระทบเต็มๆ โดย Sony ปรับราคา PlayStation ไปแล้วหลายระลอก ขณะที่ Valve ออกมายอมรับว่าโปรเจกต์เครื่อง Steam Machine รุ่นใหม่ต้องตั้งราคาขายทะลุ 1,000 ดอลลาร์จากพิษต้นทุนชิ้นส่วน
- Nintendo: ประเมินว่าเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่อย่าง Switch 2 ที่มีกำหนดเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้ อาจถูกบีบให้ตั้งราคาขายปลีกสูงขึ้นไปถึงระดับ 500 ดอลลาร์
5) ผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากวิกฤตนี้
- กลุ่มที่ได้ประโยชน์: กลุ่มบริษัทผู้ผลิตหน่วยความจำต้นน้ำอย่าง Micron และ SK Hynix กลายเป็นผู้ที่ทำกำไรได้ดีสุด เช่น รายได้ของ Micron โตกว่รา 200% ทะลุ 24,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากมีอำนาจในการกำหนดราคาขายถึงขั้นที่ Micron ยอมสั่งหยุดธุรกิจฝั่ง Consumer ที่ขาย SSD ให้คนทั่วไป เพื่อเอาชิปทั้งหมดไปขายให้ Data Center แทน
- กลุ่มที่เสียประโยชน์: แบรนด์ฮาร์ดแวร์ฝั่ง Consumer, กลุ่มผู้รับจ้างประกอบอุปกรณ์ หรือ OEMs ที่ไม่มีเทคโนโลยีเฉพาะตัว และผู้บริโภครายย่อยที่ต้องแบกรับราคาฮาร์ดแวร์ที่แพงขึ้นยาวไปจนถึงปี 2027
6) มุมมอง InnovestX
เราเชื่อว่า AI รอบใหม่ไม่ได้โตแค่ชิปประมวลผล แต่เป็นการเติบโตและแย่งชิงทรัพยากรทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐาน
- Sentiment ระยะสั้นกดดันกลุ่มเทคฯใหญ่: การขึ้นราคาเพื่อผลักภาระต้นทุนและการปรับลดคาดการณ์ซัพพลายจะกดดันแนวโน้มมาร์จิ้นกลุ่มฮาร์ดแวร์ ซึ่งภาพรวมมีส่วนเป็น Sentiment ลบในระยะสั้นต่อราคาหุ้น โดยเฉพาะ AAPL MSFT
ขณะที่มองบวกต่อ
- กลุ่มผู้ควบคุมระบบต้นน้ำ: ผู้นำในตลาดอย่าง Nvidia ยังคงได้เปรียบสูงเพราะคุมสถาปัตยกรรมภาพรวมได้ทั้งหมด รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ เช่น Micron หรือ SK Hynix ที่อยู่ในช่วงกอบโกยรายได้ขาขึ้นขาเดียว
- บริษัทที่มีเทคโนโลยีเฉพาะทางขั้นสูงยังคงมีแนวโน้มที่ดี เช่น ระบบระบายความร้อน Liquid Cooling หรือการเชื่อมต่อด้วยแสง Optical Interconnect หลังศูนย์ข้อมูล AI จำเป็นต้องใช้บริการเท่านั้น แตกต่างกับบริษัทที่ทำหน้าที่เพียงแค่รับจ้างประกอบเครื่องจะถูกกดดันจากต้นทุนชิปและหน่วยความจำที่สูงขึ้นจนกำไรหดตัวลง
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

