INVX Macro Making Sense - 28 พ.ย. 2565

บทสรุป
สัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นจากรายงานการประชุม Fed ล่าสุดส่งสัญญาณลดระดับการขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ bond yield 10 ปี ลดลงต่ำกว่าระดับ 3.70% แต่ bond yield 2 ปี ยังคงอยู่ที่ระดับสูงกว่า 4.40% ทำให้ระดับของ Inverted Yield Curve รุนแรงขึ้น สะท้อนภาพความเสี่ยงของ recession ในปี 2023 ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลงแรง ด้านราคาโภคภัณฑ์หนักและเบาทรงตัว
การจับจ่ายของชาวสหรัฐช่วง Black Friday ขยายตัวต่ำ ท่ามกลาง Promotion ที่ลดลง โดยสำนักวิจัยคาดว่า ตัวเลขการจับจ่ายของชาวสหรัฐในช่วง Black Friday หลังวันขอบคุณพระเจ้าขยายตัวชะลอลงในปีนี้ เนื่องจากงบประมาณของครัวเรือนจำนวนมากถูกจำกัดด้วยราคาน้ำมันและสินค้าจำเป็นที่พุ่งสูงขึ้น นอกจากนั้น Promotion แบบ door-buster แบบดั้งเดิมได้ถูกยกเลิก ขณะที่หลายฝ่ายคาดว่าการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยจะชะลอลง ซึ่งเราวิเคราะห์ว่า ภาพดังกล่าวสะท้อนถึงมุมมองของเราที่ว่าประชาชนชาวสหรัฐจะยังมีกำลังจับจ่ายอยู่ เนื่องจากมี “เงินออมส่วนเกิน” อยู่ ท่ามกลางราคาสินค้าและต้นทุนการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การจับจ่ายจะเริ่ม “ประหยัด” ขึ้น โดยจะเป็นการจับจ่ายสินค้าจำเป็นเป็นหลัก ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือยและการบริการจะเริ่มลดลง
ธนาคารกลางจีน (PBOC) ปรับลดอัตราส่วนความต้องการเงินสำรอง (Reserve Requirement Ratio) สำหรับธนาคารลดลง 25 bps โดย เรามองว่า การปรับลด RRR เป็นวิธีเพิ่มสภาพคล่องระยะยาวราคาถูกให้กับธนาคาร ช่วยให้ธนาคารสามารถขยายสินเชื่อให้กับธุรกิจและผู้บริโภคได้มากขึ้น นอกจากนั้น PBOC อาจเริ่มอัดฉีดสภาพคล่องในรูปแบบคล้ายคลึงกับ QE ในซีกโลกตะวันตกมากขึ้น
ความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกครั้งจากความคาดหวังว่า Fed จะลดทอนการขึ้นดอกเบี้ย โดยได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอและรายงานการประชุมล่าสุดของเฟด และทำให้การลงทุนในหุ้นกู้ (เครดิต) ของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้จัดการกองทุนบางคนกำลังเพิ่มระดับการลงทุนแบบเก็งกำไร ขณะที่เรามองว่า แม้ว่าทิศทางเศรษฐกิจการลงทุนจะดีขึ้นชั่วคราว แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่จากการที่ Fed ยังต้องส่งสัญญาณคุมเงินเฟ้อต่อไป ซึ่งจะทำให้ภาวะ Risk-on กลับมาปรับตัวลดลงอีกครั้ง ดังนั้น เราจึงมองว่ายังคงต้องระมัดระวังในการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจนกว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อจะคลี่คลายลงจนทำให้ Fed ยุติการขึ้นดอกเบี้ย
สหรัฐฯ สั่งแบนอุปกรณ์โทรคมนาคมของ Huawei และ ZTE จากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล โดยเรามองว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการทำสงครามเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้น และจะกระทบต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศในระยะต่อไป
วิกฤตพลังงานของยุโรป แม้สถานการณ์จะดูดีขึ้นในระยะสั้น จากราคาพลังงานที่ลดลงและตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดูดีขึ้น แต่เรามองว่าในปัจจุบันความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจยุโรปส่วนใหญ่มาจากอดีต บริษัทต่าง ๆ มีคำสั่งซื้อจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ที่ยังไม่ส่งมอบ จากปัญหาห่วงโซ่อุปทานในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงการขาดแคลนพลังงานในระยะต่อไปจะยังคงมีอยู่ ทำให้เงินเฟ้อในยุโรปจะยังคงอยู่ในระดับสูง และจะนำไปสู่การเพิ่มค่าจ้างและราคาของบริการที่พุ่งสูงขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะ Wage-price spiral ได้
