ผลประกอบการ 3Q26 ของ 4 ธนาคารใหญ่สหรัฐฯ GS มีกำไรดีกว่าคาดโดดเด่นจากธุรกิจซื้อขายหุ้นและวาณิชธนกิจ ขณะที่ WFC และ C มีกำไรดีกว่าคาดจากการขยายสินเชื่อและการควบคุมต้นทุน ส่วน JPM มีกำไรต่ำกว่าคาดจากผลขาดทุนหลักทรัพย์ลงทุนและรายได้ซื้อขายตราสารหนี้ที่อ่อนแอ แม้รายได้ดอกเบี้ยยังแข็งแกร่ง ทั้งนี้ INVX มีมุมมองเชิงบวกแต่ระมัดระวังมากขึ้นต่อกลุ่มธนาคารสหรัฐฯ โดยยังชอบ JPM และ GS เป็นหลัก เนื่องจาก JPM มีโครงสร้างรายได้หลากหลายและฐานเงินฝากแข็งแกร่ง ช่วยรักษาเสถียรภาพกำไร ขณะที่ GS ได้ประโยชน์จากกิจกรรมตลาดทุนและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่มีความเสี่ยงจากรายได้ตลาดทุนที่อาจชะลอตัวจากฐานสูงและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ส่วน WFC ยังมีความเสี่ยงจากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ C ยังเผชิญความผันผวนของกำไรและความไม่แน่นอนจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ
JPM, GS, WFC, C กำไร 3Q26 โต แต่ตลาดทุนเริ่มชะลอ

1. ภาพรวมผลประกอบการ 3Q26 ของ JPM, GS, WFC และ C
ผลประกอบการ 3Q26 ของธนาคารขนาดใหญ่สหรัฐฯ ทั้ง JPMorgan Chase (JPM), Goldman Sachs (GS), Wells Fargo (WFC) และ Citigroup (C) รายงานกำไรสุทธิเติบโตทั้งหมด โดย GS มีกำไรดีกว่าคาดโดดเด่นที่สุด จากรายได้ซื้อขายหุ้นและวาณิชธนกิจที่แข็งแกร่ง ขณะที่ WFC มีกำไรดีกว่าคาดเล็กน้อยจากการขยายตัวของสินเชื่อและการควบคุมต้นทุน ส่วน JPM มีกำไรต่ำกว่าคาด แม้รายได้ดอกเบี้ยแข็งแกร่ง แต่ถูกกดดันจากผลขาดทุนหลักทรัพย์ลงทุนและรายได้ซื้อขายตราสารหนี้ที่ต่ำกว่าคาด ด้าน C มีกำไรเติบโตสูงจากธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร การบริหารความมั่งคั่ง และการลดต้นทุน แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานกำไรปีก่อนที่ต่ำ
โดยภาพรวม ปัจจัยหนุนกำไรหลักมาจาก 1) รายได้ดอกเบี้ยและสินเชื่อที่เติบโต โดยเฉพาะ JPM และ WFC 2) รายได้ซื้อขายหุ้นและค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจ โดยเฉพาะ GS และ 3) การเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนของ WFC และ C ขณะที่ปัจจัยฉุดสำคัญ ได้แก่ รายได้ซื้อขายตราสารหนี้ที่อ่อนแอของ JPM และ GS ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของ JPM และ GS รวมถึงการตั้งสำรองหนี้เสียของ WFC และ C ซึ่งอาจจำกัดการเติบโตของกำไรในระยะถัดไป
ตารางสรุปผลประกอบการ 3Q26
ธนาคาร | กำไรสุทธิ (YoY) | EPS (YoY) | เทียบคาด EPS | ปัจจัยหนุน / ฉุดกำไร |
|---|---|---|---|---|
JPM | $15.31bn (+6%) | $5.57 (+10%) | ต่ำกว่าคาด $5.90 | หนุน: รายได้ดอกเบี้ย +13%, ซื้อขายหุ้น +49% ฉุด: ขาดทุนหลักทรัพย์ลงทุน $658mn, ตราสารหนี้ -4% |
GS | $5.29bn (+29%) | $17.01 (+39%) | ดีกว่าคาด $13.50 | หนุน: ซื้อขายหุ้น +72%, วาณิชธนกิจ +21% ฉุด: ค่าใช้จ่าย +20%, ตราสารหนี้อ่อนแอ |
WFC | $5.95bn (+6%) | $1.87 (+13%) | ดีกว่าคาด $1.84 | หนุน: รายได้ดอกเบี้ย +5%, ค่าใช้จ่าย -1% ฉุด: ตั้งสำรองหนี้เสีย +51%, รายได้ต่ำกว่าคาด |
C | $5.25bn (+40%) | $2.85 (+53%) | ดีกว่าคาด $2.65 | หนุน: Services +15%, Wealth +15%, ค่าใช้จ่าย -2% ฉุด: ต้นทุนเครดิตและฐานกำไรที่มีรายการพิเศษ |
2. JPMorgan Chase (JPM US): รายได้ดอกเบี้ยแข็งแกร่ง แต่กำไรต่ำกว่าคาดจากธุรกิจตลาดทุน
JPM รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ $15.31bn เพิ่มขึ้น 6% YoY และ EPS ที่ $5.57 เพิ่มขึ้น 10% YoY แต่ต่ำกว่าตลาดคาดที่ $5.90 ขณะที่รายได้ตามที่รายงานอยู่ที่ $50.17bn เพิ่มขึ้น 8% YoY โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
· รายได้ดอกเบี้ยเป็นแรงหนุนหลัก: รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) เพิ่มขึ้น 13% YoY สู่ $27.1bn สูงกว่าคาด จากสินเชื่อเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 10% YoY และเงินฝากเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8% YoY สะท้อนความต้องการสินเชื่อและฐานเงินฝากที่ยังแข็งแกร่ง
· ธุรกิจซื้อขายหุ้นเติบโต แต่ตราสารหนี้อ่อนแอ: รายได้ซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้น 49% YoY สู่ $4.95bn ทำสถิติสูงสุดสำหรับไตรมาส 3 ขณะที่รายได้ซื้อขายตราสารหนี้ลดลง 4% YoY เหลือ $5.37bn ต่ำกว่าคาด ส่งผลให้รายได้ซื้อขายหลักทรัพย์รวมต่ำกว่าคาดที่ $10.5bn
· ธุรกิจวาณิชธนกิจชะลอ: ค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจเพิ่มขึ้น 14% YoY สู่ราว $3.0bn ใกล้เคียงคาด โดยรายได้ที่ปรึกษาควบรวมกิจการดีกว่าคาด แต่การรับประกันการออกหุ้นและตราสารหนี้ต่ำกว่าคาด สอดคล้องกับกิจกรรมระดมทุนที่เริ่มชะลอในเดือน ก.ย.
· ต้นทุนยังเป็นแรงกดดัน: ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น 12% YoY สู่ $27.3bn สูงกว่าคาด พร้อมรับรู้ผลขาดทุนจากหลักทรัพย์ลงทุน $658mn ซึ่งกดดัน EPS ราว $0.18 โดยหากไม่รวมรายการดังกล่าว EPS จะอยู่ที่ $5.75 นอกจากนี้ ธนาคารตั้งสำรองหนี้เสีย $2.74bn แม้ลดลง 19% YoY แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน
แนวโน้ม 4Q26 และปี 2027: JPM ปรับเพิ่มคาดการณ์ NII ปี 2026 เป็น $106.2bn จากเดิม $105.5bn และคาด NII ใน 4Q26 ราว $28bn ขณะที่คาดการณ์ปี 2027 เบื้องต้นสำหรับ NII ไม่รวมธุรกิจตลาดทุนอยู่ที่ $107bn เทียบกับประมาณ $97.2bn ในปี 2026 หรือเพิ่มขึ้นราว 10% จากการขยายสินเชื่อ เงินฝาก และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ค่าใช้จ่ายปี 2026 เป็น $108.6bn
Jamie Dimon ซีอีโอของบริษัทยังคงระมัดระวังต่อเศรษฐกิจ โดยมองว่าการขาดดุลการคลัง เงินเฟ้อที่ยังสูง อัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อาจสร้างความผันผวนเพิ่มเติม แม้ผลประกอบการและฐานะการเงินของธนาคารยังแข็งแกร่ง
3. Goldman Sachs (GS US): กำไรดีกว่าคาดมาก จากซื้อขายหุ้นและวาณิชธนกิจ
GS รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ $5.29bn เพิ่มขึ้น 29% YoY และ EPS ที่ $17.01 เพิ่มขึ้น 39% YoY สูงกว่าตลาดคาดที่ $13.50 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 23% YoY สู่ $18.68bn สูงกว่าคาดที่ $16.4bn และเป็นรายได้รายไตรมาสสูงสุดอันดับ 2 ของธนาคาร โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
· ธุรกิจซื้อขายหุ้นเป็นปัจจัยบวกหลัก: รายได้ซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้น 72% YoY สู่ $6.44bn สูงกว่าคาด จากธุรกรรมอนุพันธ์และธุรกิจให้สินเชื่อแก่กองทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะรายได้จากการให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้น 96% YoY อย่างไรก็ตาม รายได้ซื้อขายหุ้นลดลงจากระดับสูงสุดใน 2Q26
· วาณิชธนกิจยังแข็งแกร่ง: ค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจเพิ่มขึ้น 21% YoY สู่ $3.22bn สูงกว่าคาด โดยรายได้ที่ปรึกษาควบรวมกิจการทำสถิติสูงสุดที่ $1.65bn เพิ่มขึ้น 18% YoY ขณะที่รายได้จากการรับประกันการออกหุ้นและตราสารหนี้ได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมระดมทุน
· บริหารสินทรัพย์ช่วยกระจายรายได้: รายได้ธุรกิจบริหารสินทรัพย์และความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 14% YoY สู่ $5.05bn โดยค่าธรรมเนียมบริหารสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 22% YoY ทำสถิติสูงสุด และมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การดูแลเพิ่มขึ้นแตะ $4.1tn
· รายได้ซื้อขายตราสารหนี้และต้นทุนเป็นปัจจัยลบ: รายได้ซื้อขายตราสารหนี้อยู่ที่ $3.47bn ลดลง 1% YoY และต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น 20% YoY สู่ $11.31bn จากค่าตอบแทนพนักงานและต้นทุนที่สัมพันธ์กับธุรกรรม
แนวโน้ม 4Q26 และระยะถัดไป: GS ไม่ได้ให้เป้าหมายรายได้หรือกำไร 4Q26 อย่างชัดเจน แต่แนวโน้มยังได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจที่ปรึกษาควบรวมกิจการ การบริหารสินทรัพย์ และการขยายฐานรายได้ค่าธรรมเนียม อย่างไรก็ตาม มูลค่างานวาณิชธนกิจที่อยู่ระหว่างดำเนินการลดลงจากไตรมาสก่อน จึงอาจทำให้รายได้ธุรกิจดังกล่าวชะลอลงในระยะสั้น
David Solomon ซีอีโอของบริษัทมองว่าแม้สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจและตลาดทุนมีความซับซ้อน แต่ความแข็งแกร่งด้านที่ปรึกษาทางการเงิน การซื้อขายหลักทรัพย์ และการขยายธุรกิจบริหารสินทรัพย์ จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไรระยะยาว
4. Wells Fargo (WFC US): กำไรดีกว่าคาดจากสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์
WFC รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ $5.95bn เพิ่มขึ้น 6% YoY และ EPS ที่ $1.87 เพิ่มขึ้น 13% YoY สูงกว่าตลาดคาดที่ $1.84 อย่างไรก็ตาม รายได้เพิ่มขึ้นเพียง 2% YoY สู่ $21.87bn ต่ำกว่าคาดที่ $22.31bn โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
· สินเชื่อขยายตัวแข็งแกร่ง: สินเชื่อเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 11% YoY และเงินฝากเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 11% YoY จากการขยายตัวของธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กร ส่งผลให้ NII เพิ่มขึ้น 5% YoY สู่ $12.52bn แม้ต่ำกว่าคาดเล็กน้อยที่ $12.6bn
· ส่วนต่างดอกเบี้ยเริ่มทรงตัว: ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.43% ทรงตัวจากไตรมาสก่อน และสูงกว่าตลาดคาด สะท้อนว่าการปรับตัวลดลงของความสามารถในการทำกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยเริ่มมีเสถียรภาพ
· ธุรกิจหลักเติบโตค่อนข้างทั่วถึง: รายได้ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 12% YoY ธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น 6% ธุรกิจลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น 5% และธุรกิจวาณิชธนกิจเพิ่มขึ้น 3% สะท้อนการขยายฐานรายได้หลังธนาคารได้รับการยกเลิกข้อจำกัดการเติบโตของสินทรัพย์
· ควบคุมต้นทุนได้ดี แต่การตั้งสำรองเพิ่มขึ้น: ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง 1% YoY สู่ $13.74bn ขณะที่จำนวนพนักงานลดลง 8% YoY อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้น 51% YoY สู่ $1.03bn จากการขยายสินเชื่อและการตั้งสำรองเพิ่มเติมในบางกลุ่ม แม้ยังต่ำกว่าตลาดคาด โดยหนี้สูญสุทธิอยู่ที่ $983mn
แนวโน้ม 4Q26 และทั้งปี: WFC คงประมาณการ NII ปี 2026 ที่ราว $50bn และคาด 4Q26 อยู่ที่ประมาณ $13bn เพิ่มขึ้นจาก $12.5bn ใน 3Q26 ขณะที่คงเป้าหมายค่าใช้จ่ายทั้งปีที่ $55.7bn นอกจากนี้ ผู้บริหารยังมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่จับต้องได้ (ROTCE) ไปสู่เป้าหมายระยะกลาง 17–18% จาก 16.3% ในไตรมาสล่าสุด
Charlie Scharf ซีอีโอของบริษัทระบุว่าฐานะทางการเงินของลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กรยังแข็งแกร่ง โดยการใช้จ่ายผู้บริโภคยังเพิ่มขึ้น อัตราค้างชำระสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำ และเงินฝากรวมถึงสินทรัพย์ลงทุนของลูกค้ายังเติบโต แม้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน
5. Citigroup (C US): กำไรฟื้นตัวสูงจากธุรกิจบริการและการปรับโครงสร้าง
C รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ $5.25bn เพิ่มขึ้น 40% YoY และ EPS ที่ $2.85 เพิ่มขึ้น 53% YoY ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 8% YoY สู่ $23.85bn โดยเป็นรายได้ไตรมาส 3 สูงสุดในรอบ 10 ปี อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิลดลง 10% QoQ และการเติบโต YoY ส่วนหนึ่งได้รับผลจากฐานเปรียบเทียบที่ต่ำ เนื่องจากมีรายการด้อยค่าค่าความนิยมของ Banamex ใน 3Q25 หากตัดรายการดังกล่าวออก กำไรและ EPS จะเติบโตประมาณ 17% และ 27% YoY ตามลำดับ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
· ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กรเติบโตเด่น: รายได้ Services เพิ่มขึ้น 15% YoY สู่ $6.6bn และกำไรของธุรกิจเพิ่มขึ้น 27% YoY จากบริการบริหารเงินสด การชำระเงินระหว่างประเทศ และบริการหลักทรัพย์ สะท้อนจุดแข็งของเครือข่ายธุรกิจทั่วโลก
· บริหารความมั่งคั่งเป็นอีกแรงหนุนหลัก: รายได้ Wealth เพิ่มขึ้น 15% YoY สู่ $3.3bn โดยสินทรัพย์ลงทุนของลูกค้าเพิ่มขึ้น 15% และมีเงินลงทุนใหม่สุทธิประมาณ $38bn ช่วยเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมและสนับสนุนการเติบโตระยะยาว
· ตลาดทุนและวาณิชธนกิจยังโต แต่ชะลอจาก 2Q26: รายได้ Markets เพิ่มขึ้น 6% YoY สู่ $6.1bn โดยรายได้ซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้น 14% และตราสารหนี้เพิ่มขึ้น 4% ขณะที่ค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจเพิ่มขึ้น 9% YoY แต่ลดลง 13% QoQ สะท้อนกิจกรรมระดมทุนที่ชะลอตัว
· ประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ธุรกิจบัตรเครดิตยังมีแรงกดดัน: ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง 2% YoY สู่ $13.95bn ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงเหลือ 58.5% จาก 64.7% ในปีก่อน ขณะที่กำไรธุรกิจบัตรเครดิตสหรัฐฯ ลดลง 8% YoY จากต้นทุนสิทธิประโยชน์ลูกค้าและการตั้งสำรองหนี้เสีย
แนวโน้ม 4Q26 และทั้งปี: C คาดว่า NII ไม่รวมธุรกิจตลาดทุนในปี 2026 จะเติบโตในช่วงกลางถึงปลายของระดับ 6% ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมยังได้รับแรงสนับสนุนจาก Services, Banking และ Wealth โดยคาดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ต่ำกว่า 60% และปรับลดคาดการณ์อัตราหนี้สูญธุรกิจบัตรเครดิตสหรัฐฯ เหลือประมาณ 4.0% ซึ่งเป็นระดับล่างของกรอบเดิม 4.0–4.5%
Jane Fraser ซีอีโอของบริษัทคาดว่า ROTCE ปี 2026 จะสูงกว่าเป้าหมาย 11% และมุ่งสู่ระดับ 11–13% ในระยะใกล้ ก่อนเพิ่มขึ้นสู่ 14–15% ในระยะยาว ผ่านการปรับโครงสร้างองค์กร การลดต้นทุน และการขยายธุรกิจที่มีผลตอบแทนสูง โดยบริษัทคืนทุนแก่ผู้ถือหุ้นประมาณ $4.1bn ในไตรมาสนี้
6. มุมมองของ INVX
INVX มีมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่สหรัฐฯ เนื่องจากผลประกอบการ 3Q26 สะท้อนว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิและการขยายตัวของสินเชื่อยังเป็นปัจจัยสนับสนุนกำไร ขณะที่ธุรกิจตลาดทุนยังได้รับประโยชน์จากกิจกรรมซื้อขายหุ้นและวาณิชธนกิจ แม้เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวในบางธุรกิจจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น ทั้งนี้ เรามองว่าธนาคารที่มีฐานเงินฝากแข็งแกร่ง รายได้หลากหลาย และบริหารต้นทุนได้ดี จะสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดและรักษาการเติบโตของกำไรได้ดีกว่า
เรายังคงชอบ JPM และ GS เป็นหลัก โดย JPM เป็นหุ้นหลักที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เนื่องจากมีโครงสร้างรายได้ที่สมดุลระหว่างรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย รวมถึงมีฐานเงินฝากขนาดใหญ่และธุรกิจที่หลากหลาย ช่วยสนับสนุนเสถียรภาพของกำไร ขณะที่ GS เหมาะกับการลงทุนเพื่อรับประโยชน์จากความผันผวนของตลาดทุนที่ช่วยเพิ่มกิจกรรมซื้อขายหลักทรัพย์ รวมถึงโอกาสเติบโตของธุรกรรมควบรวมกิจการและการระดมทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างไรก็ตาม GS มีความผันผวนของกำไรสูงกว่า JPM และมีความเสี่ยงที่รายได้ธุรกิจตลาดทุนในระยะถัดไปจะชะลอตัวทั้ง YoY และ QoQ จากฐานที่สูงและผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
สำหรับ WFC และ C เรายังมีมุมมองระมัดระวังมากกว่า แม้ทั้งสองธนาคารมีโอกาสเพิ่มความสามารถในการทำกำไรจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดย WFC ยังมีความเสี่ยงจากสัดส่วนสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงและภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว ขณะที่ C แม้มีความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างและลดต้นทุน แต่ผลประกอบการยังมีความผันผวนจาก ต้นทุนสินเชื่อ และความไม่แน่นอนของการปรับโครงสร้างองค์กร ดังนั้น เรายังให้น้ำหนัก JPM และ GS มากกว่า
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

