เราคาดว่า LHHOTEL จะรายงานกำไรปกติ 3Q26F ที่ 414.7 ลบ. เพิ่มขึ้น 4.8% YoY และ 40.5% QoQ โดยการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง QoQ น่าจะเป็นผลมาจากฐานต่ำใน 2Q26 โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ในส่วนของการเข้าลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมนั้นยังคงเป็นไปตามแผน และคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายเดือนธ.ค. ทั้งนี้เรายังไม่ได้รวมรายการนี้ไว้ในประมาณการของเรา เนื่องจากต้องการรอความชัดเจนเกี่ยวกับราคาเสนอขายสุดท้ายซึ่งคาดว่าจะประกาศในวันที่ 1 ธ.ค. เรายังคงคำแนะนำ NEUTRAL สำหรับ LHHOTEL ด้วยราคาเป้าหมายกลางปี 2027F อิงวิธี DDM ที่ 13.5 บาท (WACC 6.1% และไม่มี terminal value) ทั้งนี้ในกลุ่ม REIT และ IFF เราชอบ LHSC (ราคาเป้าหมาย 17.5 บาท) และ FTREIT (ราคาเป้าหมาย 14 บาท)
LHHOTEL – 3Q26F: คาดกำไรเติบโต YoY และ QoQ

คาดกำไรปกติ 3Q26F เติบโตทั้ง YoY และ QoQ เราคาดว่า LHHOTEL จะรายงานกำไรปกติ 3Q26F ที่ 414.7 ลบ. เพิ่มขึ้น 4.8% YoY และ 40.5% QoQ โดยการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง QoQ ได้รับแรงหนุนจากความต้องการเข้าพักสูงของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ช่วงปิดภาคเรียน และการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นทั้งโรงแรมกรุงเทพฯ และพัทยา หลังจากที่ 2Q26 ชะลอตัวลงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน รายได้ค่าเช่าน่าจะอยู่ที่ 534.2 ลบ. เพิ่มขึ้น 3.5% YoY และ 29.3% QoQ ขณะที่คาดว่าค่าใช้จ่าย SG&A จะอยู่ที่ 20.5 ลบ. (+43.1% YoY, +2.3% QoQ) จากค่าธรรมเนียมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม ขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ที่ 93 ลบ. (-8.4% YoY, +0.7% QoQ) ทั้งนี้เมื่ออิงกับตัวเลขกำไร 3Q26F ที่เราประเมินได้ กำไรปกติ 9M26F จะคิดเป็น 73% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเรา โดย LHHOTEL จะประกาศผลประกอบการในวันที่ 12 พ.ย.
อัปเดตการดำเนินงาน ใน 3Q26 เราคาดว่าผลการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และพัทยา สำหรับกรุงเทพฯ อัตราการเข้าพักเฉลี่ยน่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสู่ 86% (เทียบกับ 73% ใน 2Q26 และ 78% ใน 3Q25) โดยการเติบโตน่าจะได้แรงหนุนหลักจาก แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ราชดำริ จากความต้องการเข้าที่อั้นไว้ของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ สำหรับพัทยา อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 87% (เทียบกับ 78% ใน 2Q26 และ 85% ใน 3Q25) โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงนักท่องเที่ยวจากอิสราเอล ยุโรป สหรัฐฯ และไต้หวัน
อัปเดตการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติม ทรัพย์สินเป้าหมายคือ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ โดยจะมีมูลค่าไม่เกิน 3 พันลบ. แหล่งเงินทุนจะมาจากหนี้และการออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติม วงเงินกู้สูงสุดจะอยู่ที่ 1.3 พันลบ. สำหรับการออกหน่วยทรัสต์เพิ่มเติม ราคาเสนอขายสูงสุดถูกกำหนดไว้ที่ 13.4 บาท/หน่วย โดยจะประกาศราคาเสนอขายสุดท้ายในวันที่ 1 ธ.ค. อัตราส่วนในการจัดสรรให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมคือ 1 หน่วยทรัสต์เดิม ต่อ 0.1714 หน่วยทรัสต์ใหม่ โดยมีจำนวนหน่วยทรัสต์ใหม่สูงสุดไม่เกิน 179.9 ล้านหน่วย ธุรกรรมนี้ยังคงเป็นไปตามแผนและคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์ที่สามของเดือนธ.ค. ทั้งนี้ เรายังไม่ได้รวมรายการนี้ไว้ในประมาณการของเรา เนื่องจากต้องการรอความชัดเจนเกี่ยวกับราคาเสนอขายสุดท้าย ตามข้อมูลในแบบ filing LHHOTEL คาดว่า DPU ปี 2027F จะอยู่ที่ 1.2 บาท/หน่วย หลังธุรกรรม (อิงกับราคาเสนอขายที่ 13.4 บาท/หน่วย การออกหน่วยทรัสต์ใหม่ 179.9 ล้านหน่วย และหนี้เพิ่มเติม 594 ลบ.) ซึ่งสูงกว่าประมาณการของเราที่ 1.16 บาท/หน่วย
คงคำแนะนำ NEUTRAL แม้เราคาดว่าแนวโน้มของ LHHOTEL จะดีขึ้นใน 4Q26F โดยได้รับแรงหนุนจากหลายอีเวนต์ เช่น Tomorrowland ที่พัทยา แต่ปัจจัยดังกล่าวอยู่ในประมาณการของเราแล้ว เนื่องจากเราใช้สมมติฐานไว้แล้วว่ากำไรจะแข็งแกร่งขึ้นใน 4Q26F ดังนั้นเราจึงคงคำแนะนำ NEUTRAL สำหรับ LHHOTEL ด้วยราคาเป้าหมายกลางปี 2027F อิงวิธี DDM ที่ 13.5 บาท (WACC 6.1% และไม่มี terminal value)
ความเสี่ยงและความกังวล 1) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่สูงขึ้น 2) เหตุการณ์พิเศษ อาทิ โรคระบาด และ 3) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในด้านก๊าซเรือนกระจก พลังงาน น้ำเสีย และของเสีย อย่างมีประสิทธิภาพ (E)

