Café Invest
Markets

Eli Lilly ซื้อ Merida $2.88bn เร่งขยายธุรกิจภูมิคุ้มกันนอกเหนือจากยาลดน้ำหนัก

LLYNYSELLY23SET
Eli Lilly ซื้อ Merida $2.88bn เร่งขยายธุรกิจภูมิคุ้มกันนอกเหนือจากยาลดน้ำหนัก

Eli Lilly ซื้อ Merida สูงสุด $2.88bn เพื่อขยายพอร์ตยาภูมิคุ้มกันและลดการพึ่งพา Zepbound–Mounjaro โดยได้เทคโนโลยีกำจัดแอนติบอดีต้นเหตุของโรคและสินทรัพย์หลัก MER511 ซึ่งมีศักยภาพต่อยอดได้หลายโรค แม้ยังอยู่ระยะทดลองต้น จึงเป็นบวกเชิงกลยุทธ์ระยะยาวมากกว่าต่อกำไรระยะสั้น

Eli Lilly ซื้อ Merida $2.88bn เร่งขยายธุรกิจภูมิคุ้มกันนอกเหนือจากยาลดน้ำหนัก

Eli Lilly เตรียมซื้อ Merida Biosciences มูลค่าสูงสุด $2.88bn เพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตในโรคภูมิคุ้มกันและภูมิแพ้ ลดการพึ่งพารายได้จาก Zepbound และ Mounjaro จุดเด่นของ Merida คือเทคโนโลยีที่มุ่งกำจัดแอนติบอดีที่เป็นสาเหตุของโรคโดยตรง โดยไม่กดระบบภูมิคุ้มกันทั้งหมด ขณะที่ยาหลัก MER511 อยู่ในระยะทดลองขั้นต้นสำหรับโรค Graves และโรคตาไทรอยด์ ดีลนี้จึงเป็นอีกส่วนของกลยุทธ์ที่ Lilly ใช้กระแสเงินสดจากธุรกิจโรคอ้วนเพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ระยะยาว

1) Lilly ซื้อ Merida สูงสุด $2.88bn เพื่อเสริมธุรกิจภูมิคุ้มกัน

·       Eli Lilly ตกลงซื้อ Merida Biosciences ด้วยเงินสดมูลค่าสูงสุด $2.875bn ซึ่งประกอบด้วยเงินจ่ายล่วงหน้าและเงินตามความสำเร็จของการพัฒนายา โดยคาดว่าธุรกรรมจะเสร็จใน 4Q26

·       เป้าหมายสำคัญคือการขยายพอร์ตยารักษาโรคภูมิคุ้มกันและภูมิแพ้ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ Lilly ต้องการสร้างให้เป็นเสาหลักใหม่ นอกเหนือจากโรคอ้วน เบาหวาน มะเร็ง และระบบประสาท

2) จุดเด่นของ Merida คือรักษาที่ “สาเหตุ” ของโรคมากกว่ากดภูมิคุ้มกัน

·       เทคโนโลยีของ Merida ออกแบบมาเพื่อ กำจัดแอนติบอดีผิดปกติที่เป็นต้นเหตุของโรคโดยตรง ขณะที่ยังรักษาการทำงานปกติของระบบภูมิคุ้มกันไว้ แตกต่างจากยาหลายชนิดในปัจจุบันที่ใช้วิธีกดภูมิคุ้มกันในวงกว้าง

·       หากแนวทางดังกล่าวพิสูจน์ประสิทธิผลได้ อาจเปิดโอกาสให้ Lilly นำเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้กับโรคที่เกี่ยวข้องกับแอนติบอดีผิดปกติได้หลายโรค ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโรคเดียว

3) MER511 เป็นสินทรัพย์หลัก แต่ยังอยู่ในระยะทดลองขั้นต้น

·       ยาหลักของ Merida คือ MER511 ซึ่งกำลังอยู่ในระยะที่ 1 สำหรับรักษาโรค Graves และโรคตาไทรอยด์ โดยข้อมูลเบื้องต้นพบว่าสามารถลดระดับแอนติบอดีที่ก่อโรคได้มาก พร้อมมีข้อมูลด้านความปลอดภัยเบื้องต้นที่อยู่ในเกณฑ์ดี

·       จุดสำคัญคือ ปัจจุบันแม้มีวิธีรักษาโรคทั้งสองอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีการรักษาที่มุ่งกำจัดแอนติบอดีซึ่งเป็นต้นเหตุโดยตรง ขณะที่โรค Graves มีผู้ป่วยในสหรัฐฯ ราว 3 ล้านคน และประมาณ 25-40% มีโอกาสพัฒนาเป็นโรคตาไทรอยด์

4) Merida ยังมีโครงการยาอื่นที่เพิ่มโอกาสระยะยาว

·       นอกจาก MER511 แล้ว Merida ยังพัฒนา MER769 ซึ่งอยู่ในระยะก่อนทดลองในมนุษย์สำหรับโรคแพ้อาหาร หอบหืด ลมพิษเรื้อรัง และโรคภูมิแพ้อื่นๆ รวมถึงมีโครงการระยะต้นสำหรับโรคไตบางประเภทและโรคจากภูมิคุ้มกันอื่น

·       ดังนั้น มูลค่าของดีลไม่ได้ขึ้นอยู่กับ MER511 เพียงตัวเดียว แต่รวมถึงโอกาสในการนำเทคโนโลยีของ Merida ไปต่อยอดกับหลายข้อบ่งใช้ในอนาคต

5) Lilly เร่งใช้เงินจาก Zepbound และ Mounjaro สร้างเสาหลักใหม่

·       Lilly ประกาศดีลควบรวมและซื้อกิจการรวมมากกว่า $20bn ในปี 2026 โดยใช้กระแสเงินสดจำนวนมากจาก Zepbound และ Mounjaro มาลงทุนในยารุ่นใหม่และเทคโนโลยีระยะต้น เพื่อสร้างตัวขับเคลื่อนรายได้สำหรับอนาคต

·       ก่อนหน้านี้ Lilly ตกลงซื้อ Centessa มูลค่าสูงสุด $7.8bn, Kelonia สูงสุด $7bn และยังทำดีลในกลุ่มวัคซีนรวมสูงสุด $3.8bn สะท้อนว่าบริษัทกำลังเร่งกระจายพอร์ตอย่างจริงจัง

6) เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ลดการพึ่งพาธุรกิจโรคอ้วน

·       แม้ Lilly ยังเป็นผู้นำในตลาด GLP-1 แต่รายได้ในช่วงหลังยังพึ่งพา tirzepatide ซึ่งจำหน่ายภายใต้ชื่อ Zepbound และ Mounjaro ในสัดส่วนสูง บริษัทจึงพยายามสร้างแหล่งเติบโตใหม่ในมะเร็ง ระบบประสาท วัคซีน และภูมิคุ้มกัน

·       การซื้อ Merida จึงสอดคล้องกับแนวทางของผู้บริหารที่ต้องการซื้อสินทรัพย์ตั้งแต่ระยะต้น ซึ่งมีมูลค่าดีลไม่สูงเกินไป แต่หากการทดลองสำเร็จสามารถสร้างโอกาสทางการตลาดขนาดใหญ่ในอนาคต

7) ความเสี่ยงหลักคือ MER511 ยังอยู่ในระยะต้นมาก

·       แม้ข้อมูลเบื้องต้นของ MER511 จะน่าสนใจ แต่ยายังอยู่เพียงระยะที่ 1 และยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าการลดระดับแอนติบอดีจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว

·       ดังนั้น ดีลนี้ยังไม่น่ามีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อกำไรของ Lilly ในระยะสั้น และมูลค่าที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับผลการทดลองในระยะถัดไป การขยายข้อบ่งใช้ และความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

มุมมอง InnovestX

·       เรามองดีลนี้ เป็นบวกเชิงกลยุทธ์ต่อ Eli Lilly มากกว่าบวกต่อกำไรระยะสั้น เพราะช่วยเพิ่มความหลากหลายของพอร์ตและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา Zepbound และ Mounjaro มากเกินไป อีกทั้งเทคโนโลยีของ Merida มีโอกาสนำไปใช้กับโรคภูมิคุ้มกันและภูมิแพ้หลายประเภท หาก MER511 แสดงผลทางคลินิกที่ชัดเจนในระยะต่อไป อาจสร้างธุรกิจใหม่ที่มีขนาดใหญ่ให้ Lilly ได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสินทรัพย์หลักยังอยู่ในระยะทดลองขั้นต้น จึงควรมองดีลนี้เป็นการลงทุนเพื่อการเติบโตระยะยาว มากกว่าปัจจัยที่จะทำให้ประมาณการกำไรระยะใกล้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Eli Lilly ซื้อ Merida $2.88bn เร่งขยายธุรกิจภูมิคุ้มกันนอกเหนือจากยาลดน้ำหนัก | Café Invest