Café Invest
Markets

Macro Making Sense – 29 เม.ย. 2568

Macro Making Sense – 29 เม.ย. 2568

สรุปประเด็นกลยุทธ์ด้านการค้ากับสหรัฐในระยะต่อไป

  • ปัจจุบันไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากที่สุดอันดับ 11 ของโลก โดยมีมูลค่าเกินดุลถึง 3.49 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 (ข้อมูลฝั่งไทย) เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 1.26 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2018 สถานการณ์นี้ทำให้ไทยถูกเก็บภาษีตอบโต้สูงถึง 36% (แม้จะยังต่ำกว่าจีนและเวียดนาม)

  • การเกินดุลที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทยหลังสงครามการค้า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าดาวรุ่งอย่างชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ โซล่าเซลล์ และกล้องถ่ายภาพ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการสวมสิทธิทางการค้า ในขณะที่สินค้าที่เติบโตต่อเนื่องอย่างยางรถยนต์ ยางรถบรรทุก และอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นการเติบโตแบบออร์แกนิกที่เกิดจากความได้เปรียบของไทยเอง สินค้ากลุ่มนี้มักมีความซับซ้อนต่ำกว่าและสหรัฐฯ อาจไม่มุ่งโจมตีมากนัก เนื่องจากไม่ใช่สินค้าเป้าหมายที่ต้องการย้ายการผลิตกลับประเทศ

  • กลยุทธ์ของไทยในการลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ควรมุ่งเน้นที่การเพิ่มการนำเข้าสินค้าพลังงานมากกว่าสินค้าเกษตร เนื่องจากไทยขาดดุลพลังงานกับสหรัฐฯ สูงถึง 5,330 ล้านดอลลาร์ การย้ายการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวจากประเทศอื่นมายังสหรัฐฯ จะช่วยลดการเกินดุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ไทยควรเพิ่มการนำเข้าสินค้าทุนหนัก เช่น อากาศยาน (ซึ่งปัจจุบันขาดดุล 801 ล้านดอลลาร์) รวมถึงเครื่องจักรกลการเกษตรและอุปกรณ์ก่อสร้าง ซึ่งเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ มีความได้เปรียบและสอดคล้องกับนโยบาย Made in America มากกว่าการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรเพียงอย่างเดียว
  • ภายใต้ภาวะที่สหรัฐฯ อาจใช้นโยบายการค้าเชิงรุกมากขึ้น ไทยมีโอกาสได้ประโยชน์จากมาตรการภาษีตอบโต้ในบางกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ โทรศัพท์ และชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งอยู่ใน 10 อันดับสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ (คิดเป็น 35% ของการนำเข้าทั้งหมด) และไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน ขณะที่ในส่วนของยางและผลิตภัณฑ์ยาง ไทยยังคงครอง อันดับ 1 ของตลาดส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปยังสหรัฐ ซึ่งหากภาษี Reciprocal tariff กลับมาขึ้นที่ 36% สำหรับสินค้าไทย เป็นไปได้ว่าสินค้าจาก เม็กซิโก แคนาดา และอินโดนิเซีย อาจมาตีตลาดแทนไทยมากขึ้น แต่เรายังอาจได้ market share จากเวียดนามและจีนที่ถูกเก็บภาษีมากกว่า

  • อย่างไรก็ตาม โอกาสนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้าจากไทยในอัตราที่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างจีนและเวียดนาม ซึ่งขึ้นอยู่กับการเจรจาการค้าทวิภาคีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ผลประโยชน์จากสถานการณ์นี้อาจมีจำกัด และไทยควรเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจมุ่งดึงการผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนสูงกลับประเทศภายใต้นโยบาย Made in America

  • สิ่งที่ไทยควรดำเนินการในระยะต่อไปคือ การปรับโครงสร้างการค้ากับสหรัฐฯ ให้มีความสมดุลมากขึ้น โดยมุ่งพัฒนา Organic growth ในสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบแท้จริง เช่น ยางพารา อาหารแปรรูป ขณะเดียวกันก็ปรับกลยุทธ์การนำเข้าให้สอดคล้องกับความต้องการในประเทศและสร้างความสมดุลทางการค้าในระยะยาว ที่สำคัญคือการเร่งเจรจาทวิภาคีกับสหรัฐฯ เพื่อให้ได้เงื่อนไขการค้าที่เป็นธรรม พร้อมกับเตรียมแผนรองรับหากสินค้าที่ไทยได้ประโยชน์จากการสวมสิทธิถูกตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้นในอนาคต
Macro Making Sense – 29 เม.ย. 2568 | Café Invest