สรุปประเด็นทรัมป์ขู่เก็บภาษี 25% กับ iPhone และเพิ่มภาษี EU เป็น 50% เงินต่างชาติซบบอนด์ไทย ไทยเร่งมาตรการรับมือสงครามการค้าสหรัฐฯ
Markets
Macro Making Sense – 26 พ.ค. 2568

- ทรัมป์ขู่เก็บภาษี 25% กับ iPhone และเพิ่มภาษี EU เป็น 50% วันที่ 23-24 พฤษภาคม 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ขยายนโยบายภาษีการค้าอย่างรุนแรง โดยขู่เก็บภาษี 25% กับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอย่าง Apple และ Samsung หากไม่ย้ายการผลิตมาสหรัฐฯ และขู่เพิ่มภาษีสหภาพยุโรปเป็น 50% หากการเจรจาไม่คืบหน้า ท่ามกลางการชะลอภาษีตอบโต้ 90 วันที่จะสิ้นสุดในวันที่ 9 ก.ค. นี้ การดำเนินการเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่ตลาดการเงินยังคงเผชิญกับความผันผวนจากการปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯ โดย Moody's ก่อนหน้านี้ เรามองว่า ในระยะต่อไป ความตึงเครียดทางการค้าจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากที่ทรัมป์สามารถ ผลักดันร่างกฎหมายงบประมาณ ที่มีการลดทอนภาษี SALT และ No Tax on Tips ซึ่งจะช่วยดึงคะแนนเสียงกลับมาได้บ้าง ซึ่งการที่ทรัมป์กลับมาทำนโยบายการค้าที่รุนแรงขึ้นเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดเงินตลาดทุนในระยะต่อไป
- นอกจากนั้น The Economist ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับแผนการใช้รายได้จากภาษีการค้าของทรัมป์ โดยชี้ให้เห็นว่าการคาดการณ์รายได้จากภาษีที่สูงถึงหลายล้านล้านดอลลาร์นั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ ขณะที่ทีมงานอ้างว่าสามารถสร้างรายได้ 6 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี แต่สถาบันวิจัยอิสระประเมินว่าได้เพียง 1.4-2.9 แสนล้านดอลลาร์เท่านั้น (INVX มองว่าจะได้เพียง 0.9-1.0 แสนล้านดอลลาร์) เนื่องจากภาษีสูงจะทำให้การนำเข้าลดลงตาม Laffer Curve และส่งผลกระทบต่อรายได้จากภาษีอื่นๆ อีกทั้งรายได้จากภาษีการค้าที่เป็นไปได้จะน้อยกว่าต้นทุนการยกเลิกภาษีเงินได้ 2-3 เท่า (7.4 แสนล้านดอลลาร์) ทำให้แผนนี้เป็นไปไม่ได้และอาจนำไปสู่การขาดดุลงบประมาณที่มากขึ้น
- 'เงินต่างชาติ' ซบบอนด์ไทย - เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า เงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่องกว่า 70,000 ล้านบาทตั้งแต่ต้นปี 2568 ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าแตะระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ โดยสาเหตุหลักมาจากการที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มสูญเสียสถานะ "สินทรัพย์ปลอดภัย" หลังจากนโยบายการค้าสุดโต่งของประธานาธิบดีทรัมป์สร้างความผันผวนในตลาดโลก ทำให้นักลงทุนหันมาลงทุนในตราสารหนี้ไทยระยะกลาง-ยาวเพื่อบริหารความเสี่ยง แม้ว่าจะเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการคลังไทย แต่การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกและภาคเกษตรกรรม ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันและกำไรลดลง ซึ่งอาจต้องอาศัยนโยบายการเงินและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อปรับสมดุลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อเศรษฐกิจ
- ไทยเร่งมาตรการรับมือสงครามการค้าสหรัฐฯ ประเทศไทยเร่งออกมาตรการรับมือสงครามการค้าสหรัฐฯ หลังจากที่สภาพัฒน์ฯ ปรับลดคาดการณ์การเติบโตลงเหลือ 1.8% เนื่องจากภัยคุกคามภาษีนำเข้าที่อาจสูงถึง 36% โดยรัฐบาลได้ประกาศมาตรการเชิงรุกหลายประการ ได้แก่ การขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ SMEs จากยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เป็น 100% ของเงินลงทุน การระงับการส่งเสริมการลงทุนในบางภาคส่วนที่เสี่ยงต่อการทุ่มตลาด เช่น โซลาร์เซลล์และเหล็ก การเพิ่มความเข้มงวดในการออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อป้องกันการใช้ไทยเป็นศูนย์กลางหลีกเลี่ยงภาษี พร้อมทั้งยื่นกรอบข้อเสนอต่อรัฐบาลทรัมป์เพื่อเจรจาลดการขาดดุลการค้า 15,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และสำรวจการลงทุนของบริษัทไทยในสหรัฐฯ อย่างน้อย 2,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่สมดุลและลดความเสี่ยงจากการถูกตั้งกำแพงภาษี

