สรุปประเด็นวิกฤตการเมืองไทยและวิกฤตน้ำมันจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง
Markets
Macro Making Sense – 23 มิ.ย. 2568

- วิกฤตการเมืองไทยเริ่มต้นจากคลิปเสียงการสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และอดีตผู้นำกัมพูชา ฮุน เซน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการทหารและการเปิดด่านชายแดน ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากรัฐบาลทันที และพรรครวมไทยสร้างชาติเรียกร้องเปลี่ยนตัวนายกฯ สร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะอ่อนแอ โดยดัชนีหุ้นไทยดิ่งสู่จุดต่ำสุดในรอบ 5 ปี เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง และนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 2.3 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงเกือบ 24% กลายเป็นตลาดที่แย่ที่สุดในโลก
- เราได้ปรับความน่าจะเป็นในการวิเคราะห์สถานการณ์ที่แบ่งเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่ (1) การยุบสภาทันที (ปรับลดความเป็นไปได้ลง) ที่จะส่งผลกระทบต่อ GDP -0.5% จากการหยุดชะงักของงบประมาณ (2) การปรับครม.และยุบสภาหลังงบผ่าน (ปรับเพิ่มความน่าจะเป็นและเป็นกรณีฐาน) ที่ผลกระทบลดเหลือ -0.3% และ (3) การลาออกหรือถูกถอดถอนจากคดีธรรมาภิบาลหรือแรงกดดันนอกสภา (ความเป็นไปได้ปานกลาง) ที่อาจทำให้การเติบโตชะลอลง 0.3-0.5% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจต้องเร่งลดดอกเบี้ยนโยบาย 50-75 basis points เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการชุมนุม 28 มิ.ย. และกระบวนการทางกฎหมายต่างๆ ที่อาจผลักดันสู่สถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น
- วิกฤตน้ำมันจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง การโจมตีโรงผลิตนิวเคลียร์อิหร่านโดยสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2025 ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นสู่ $77.01 ต่อบาร์เรล และคาดเปิดตลาดที่ $80 ต่อบาร์เรล สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงหลังรัฐสภาอิหร่านลงมติให้ปิดช่องแคบเฮอร์มุซ ทำให้ความน่าจะเป็นของสถานการณ์วิกฤตเพิ่มขึ้นเป็น 20% ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ $130-140 ต่อบาร์เรล
- (1) สถานการณ์ฐาน (ได้ลดความน่าจะเป็นจาก 50% เป็น 40%) คาดว่าความขัดแย้งจะยุติภายใน 1-2 เดือนผ่านการเจรจานิวเคลียร์ ราคาน้ำมันจะลดลงสู่ $65-70 ต่อบาร์เรลภายใน 1 เดือน และเสถียรที่ $60-65 ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโต 1.4-1.6% และ ธปท.สามารถลดดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้ง (2) สถานการณ์เลวร้าย (ความน่าจะเป็นอยู่ที่ 40%) ความขัดแย้งยืดเยื้อ 3-6 เดือน ราคาน้ำมันคงที่ $75-90 ต่อบาร์เรล การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอเหลือ 1.2% เงินเฟ้อเพิ่มเป็น 0.8% และธนาคารกลางต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.50% (3) สถานการณ์วิกฤต (ความน่าจะเป็นเพิ่มขึ้นเป็น 20%) หากมีการปิดช่องแคบเฮอร์มุซหรือโจมตีโครงสร้างการผลิตหลัก ราคาน้ำมันจะทะลุ $100 ต่อบาร์เรลทันทีและอาจสูงถึง $120-140 ต่อบาร์เรล ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอเหลือ 0.5-1.0% เงินเฟ้อพุ่งเกิน 1.0% และธนาคารกลางต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.75%
- การวิเคราะห์สถานการณ์ 3 ระดับและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เราได้ปรับลดความน่าจะเป็นในกรณีฐาน คงความน่าจะเป็นในกรณีเลวร้ายปานกลางและเพิ่มความเสี่ยงในกรณีเลวร้ายที่สุด โดย
- ผลกระทบต่อรายภาคเศรษฐกิจและแนวทางติดตาม เรามองว่าภาคการขนส่งและสายการบินจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น 20-35% ขณะที่โรงกลั่นและปิโตรเคมีจะได้ประโยชน์ โดยเรามองว่าความเสี่ยงและตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่ ระบบการเงินไทยเผชิญความเสี่ยงจากการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าสู่ 35.5 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาส 4 NPL ในภาคการขนส่งคาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวแบ่งตามสาขา โดยกลุ่มพลังงานได้ประโยชน์แต่กลุ่มการบินถูกกดดัน ตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องติดตามคือการตัดสินใจของผู้นำสูงสุดอิหร่านเรื่องการปิดช่องแคบเฮอร์มุซ ราคาน้ำมันที่เกิน $80 ต่อบาร์เรล และการไหลของเงินทุนในตลาดเกิดใหม่ในระยะ 48-72 ชั่วโมงข้างหน้า

