Café Invest
Markets

สุนทรพจน์ของ Kevin Warsh ที่ Jackson Hole: ขู่เพื่อคุม ไม่ใช่ขู่เพื่อขึ้น, ปธน. ทรัมป์ประกาศความร่วมมือด้านน้ำมันกับเวเนซุเอลา

สุนทรพจน์ของ Kevin Warsh ที่ Jackson Hole: ขู่เพื่อคุม ไม่ใช่ขู่เพื่อขึ้น, ปธน. ทรัมป์ประกาศความร่วมมือด้านน้ำมันกับเวเนซุเอลา
  • สุนทรพจน์ของประธาน Fed Kevin Warsh ที่ Jackson Hole ถือเป็นการส่งสัญญาณเข้มงวด (hawkish) ที่สุดเท่าที่เขาเคยแสดงออก โดยมี 3 จุดหลัก จุดแรกคือแม้เงินเฟ้อจะดีกว่าคาด แต่ยังไม่สะท้อนการปรับดีขึ้นของแนวโน้มพื้นฐานอย่างแท้จริง โดยอัตราเงินเฟ้อ PCE รอบ 6 เดือนอยู่ที่ 4.1% สูงกว่ารอบ 12 เดือนที่ 3.7% และ 54% ของตะกร้า PCE ยังมีราคาเพิ่มขึ้นเกิน 3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อน COVID-19 ที่ 32% จุดที่สองคือภาวะการเงินปัจจุบัน "ยังไม่อยู่ในระดับตึงตัว" พร้อมย้ำว่าดอกเบี้ยระยะสั้นคือ "เครื่องมือหลัก" ของ Fed และจุดสุดท้ายคือ Fed ต้องมั่นใจว่าเงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมายอย่างชัดเจนและเร็วพอ มิฉะนั้น "ยังมีงานต้องทำ"
  • ตลาดตีความว่าเป็นการเปิดประตูสู่การขึ้นดอกเบี้ย โดยปรับเพิ่มโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุม 15–16 ก.ย. จากราว 35% เป็น 57% เราประเมินว่าประเด็นหลักคือการที่ Warsh ปฏิเสธการส่งสัญญาณนโยบายล่วงหน้า (forward guidance) และต้องการให้ตลาดทำหน้าที่ทำให้ภาวะการเงินตึงตัวแทน ปฏิกิริยาในตลาดพันธบัตรสอดคล้องกับการตีความนี้ โดยเส้นอัตราผลตอบแทน ปรับขึ้นทั้งเส้นในวันเดียวแต่ปลายสั้นขึ้นเร็วกว่า (bear flattening) อายุ 2 ปีขึ้น 14 bps จาก 4.20% สู่ 4.34% อายุ 10 ปีขึ้น 6 bps จาก 4.67% สู่ 4.73% และอายุ 30 ปีขึ้น 3 bps จาก 5.19% สู่ 5.22% สะท้อนว่าตลาดกำลังทบทวนความเสี่ยงด้านนโยบายดอกเบี้ยระยะสั้นโดยตรง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์จากตลาดในช่วงกลางถึงยาวลดลง สอดคล้องกับถ้อยแถลงที่เข้มงวดช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นว่า Fed จะสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้
  • ในภาพใหญ่เรายังคงมุมมองว่า Fed จะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ ด้วยเหตุผลสามประเด็น ประเด็นแรกคือการพึ่งพาข้อมูล (data dependent) โดย Warsh ยึด "หลักการ ไม่ใช่การตัดสินใจล่วงหน้า" ทำให้ตัวเลข CPI เดือนสิงหาคมที่จะประกาศ 11 ก.ย. เป็นตัวชี้ขาด ซึ่งกรณีฐานของเรามองว่าจะชะลอมากพอให้ Fed อ้างเพื่อคงดอกเบี้ยได้
  • ประเด็นที่สองคือปัจจัยการเมือง การขึ้นดอกเบี้ยก่อนเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายนท่ามกลางแรงกดดันจากประธานาธิบดี Trump มีต้นทุนสูงมาก และประเด็นที่สามคือเมื่อเส้นผลตอบแทนปรับขึ้นทั้งเส้นและส่งผ่านต้นทุนไปยังเศรษฐกิจจริงแล้ว การขึ้นดอกเบี้ยซ้ำอาจทำให้ภาวะการเงินตึงตัวเกินจำเป็น
  • โดยสรุป เรามองว่าสุนทรพจน์ครั้งนี้คือการส่งสัญญาณเชิงป้องปราม (jawboning) ที่ประสบความสำเร็จ เพราะ Warsh ได้ทั้งการป้องปรามไม่ให้ตลาดผ่อนคลายเร็วเกินไป การตรึงความคาดหวังเงินเฟ้อ และการตึงภาวะการเงินในวงกว้าง โดยไม่ต้องขยับดอกเบี้ยจริง ทั้งนี้ ความเสี่ยงหลักต่อมุมมองคงดอกเบี้ยของเราคือตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนสิงหาคม ที่หากออกมาสูงกว่าคาดอย่างชัดเจน จะบีบให้เขาต้องขึ้นดอกเบี้ยจริงเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือที่เพิ่งประกาศไว้
  • เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศข้อตกลงความร่วมมือด้านน้ำมันกับเวเนซุเอลา ซึ่งปธน. ทรัมป์ระบุว่าเป็นข้อตกลงน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยกำหนดให้สหรัฐฯ มีอำนาจควบคุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา 17 แห่ง ซึ่งมีปริมาณสำรองพิสูจน์แล้วกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล เรามองว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่กระทบกับคาดการณ์ราคาน้ำมันในระยะสั้นเนื่องจากกำลังผลิตใหม่ในช่วงแรกมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับความเสียหายจากตะวันออกกลางและต้องใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาเพื่อให้เพิ่มผลผลิตได้จริง แต่ทำให้ความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันระยะกลางถึงยาวมีแนวโน้มเอนลง ดังนั้น ผลสำคัญของข้อตกลงในปัจจุบันคือการเพิ่มแหล่งอุปทานสำรองของสหรัฐฯในอนาคต มากกว่าการเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดทันทีขณะที่ทิศทางราคาในช่วงใกล้ยังขึ้นอยู่กับสงครามอิหร่านและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก