- นักท่องเที่ยวจีนช่วง Golden Week ขยายตัว แต่รายจ่ายต่อเที่ยวลดลง ช่วง National Day Golden Week (1–7 ต.ค. 2026) มีจำนวนเที่ยวเดินทาง 826 ล้านเที่ยว และรายได้ท่องเที่ยว 738,375 ล้านหยวน เมื่อปรับเป็นค่าเฉลี่ยรายวัน จำนวนเที่ยวเดินทางเพิ่มขึ้น 6.3%YoY และรายได้เพิ่มขึ้น 4.3%YoY สูงกว่าช่วงวันแรงงาน
Markets
รายจ่ายต่อเที่ยวในช่วง Golden Week ลดลง, โลกกำลังเข้าสู่ระบอบ Higher for Longer

- แต่รายได้ที่โตช้ากว่าจำนวนเที่ยวสะท้อนการใช้จ่ายที่ยังระมัดระวัง โดยรายจ่ายเฉลี่ยต่อเที่ยวลดลง 1.9%YoY เหลือราว 894 หยวน ต่ำสุดตั้งแต่ปี 2022 และต่ำกว่าระดับปี 2019 อยู่ 4.5% ขณะที่รูปแบบการเดินทางยาวขึ้นและครอบคลุมหลายเมืองมากขึ้น ส่วนการใช้จ่ายในต่างประเทศ เช่น ยอดใช้จ่ายผ่าน WeChat ในฮ่องกงที่เพิ่มเกือบ 30%YoY ได้แรงหนุนจากเงินหยวนที่แข็งค่า ซึ่งอาจดึงการใช้จ่ายบางส่วนออกไปต่างประเทศและเป็นประโยชน์ต่อประเทศปลายทาง
- ในภาพรวม การบริโภคจีนยังถูกกดดันจากภาคอสังหาฯ ที่ซบเซาผ่านผลทางความมั่งคั่ง (Wealth Effect) ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1 ปีกว่าจะถึงจุดต่ำสุด ขณะที่นโยบายยังเน้นการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการ “Six Networks” มูลค่าราว 2 ล้านล้านหยวน และข้อจำกัดด้านการคลังท้องถิ่นทำให้มาตรการกระตุ้นการบริโภค หากมี น่าจะเฉพาะกลุ่มและมีขนาดจำกัด InnovestX (INVX) จึงคงคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปี 2026 เติบโต 4.6% ใกล้กรอบล่างของเป้าหมาย
- โลกกำลังเข้าสู่ระบอบอัตราดอกเบี้ยสูงยาวนาน (Higher for Longer) โดยผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีอยู่ที่ 5.24% อายุ 30 ปีที่ 5.60% และค่ามัธยฐานของผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่ 4% สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2015–19 มากกว่า 2.5 percentage point สาเหตุมาจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ร้อนแรงเกินคาด (PMI รวมเดือน ก.ย. ขึ้นเป็น 58.4) เงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน และอุปทานพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นจากการขาดดุลการคลังราว 6% ของ GDP ประกอบกับการแย่งเงินออมกับหุ้นกู้ที่บริษัทเทคโนโลยีออกเพื่อลงทุนด้าน AI ขณะที่ตลาดกลับทิศคาดการณ์ดอกเบี้ย Fed ขึ้นเป็น 4.25–4.5% ภายในเดือน มี.ค. 2027
- ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเป็นความเสี่ยงท่ามกลางหนี้สาธารณะที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยหนี้อัตราคงที่ราวหนึ่งในสามของกลุ่ม OECD จะครบกำหนดในปี 2026–2028 ทำให้ภาระดอกเบี้ยซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 3.3% ของ GDP เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ฝรั่งเศสเปราะบางที่สุดด้วยหนี้ใกล้ 120% ของ GDP การขาดดุล 5.4% และส่วนต่างผลตอบแทนเทียบเยอรมนีที่กว้างกว่า 143 bps สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 ตามด้วยอิตาลี สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ซึ่งล้วนเสี่ยงต่อภาวะ r > g (ภาระจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าการเติบโตของรายได้) ที่ทำให้หนี้ต่อ GDP เพิ่มขึ้น ทางออกที่น่าจะเป็นที่สุดจึงเป็นการรัดเข็มขัดทางการคลังแบบยืดเยื้อมากกว่าวิกฤตหนี้แบบฉับพลัน
- ดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่อง โดยดัชนีดอลลาร์อยู่ที่ 102.23 จากความเสี่ยงการคลังยุโรป สถานะผู้ส่งออกพลังงานสุทธิของสหรัฐฯ และเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้า ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงสู่ 33.55 บาทต่อดอลลาร์ ด้านกระแสเงินทุนผ่านกองทุน ETF เปลี่ยนจากสินทรัพย์เชิงรับมาสู่สินทรัพย์เสี่ยงแบบเลือกสรร โดยหุ้นเติบโต (Growth) มีเงินไหลเข้า 1.32 หมื่นล้านดอลลาร์ แซงหน้าหุ้นคุณค่า (Value) นักลงทุนยืดอายุพอร์ตตราสารหนี้ (extend duration) และเงินทุนไหลเข้าสหรัฐฯ และไต้หวัน
- INVX มองว่าการล็อกผลตอบแทนที่ระดับ 5% ควบคู่กับการไล่ซื้อหุ้นกลุ่ม AI และการลดการป้องกันความเสี่ยง ทำให้ตลาดเปราะบางมากขึ้น โดยส่วนชดเชยความเสี่ยงของการถือหุ้น (equity risk premium) ของ S&P 500 ติดลบเล็กน้อยที่ราว -0.03 จุด ขณะเดียวกัน การโจมตีของกบฏฮูติต่อกรุงริยาดดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ขึ้นเป็น 104.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ IMF ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อโลกปีนี้ขึ้นเป็น 4.7% ซึ่งทำให้ธนาคารกลางหลักจำเป็นต้องส่งสัญญาณนโยบายการเงินเข้มงวด (Hawkish) ต่อเนื่อง ทั้งนี้ ระดับปัจจุบันของผลตอบแทนอายุ 10 ปี อายุ 2 ปี และดัชนีดอลลาร์สูงกว่าประมาณการสิ้นปีของ INVX ที่ 5.10%, 4.75% และ 101.5 แล้ว ดังนั้น หากราคาน้ำมันยังอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่อง และ/หรือ Fed ส่งสัญญาณเข้มงวด (Hawkish) เกินคาด ความเสี่ยงต่อประมาณการจึงเอียงไปด้านสูง และเป็นไปได้ที่เงินบาทอาจอ่อนค่าเกินกว่าที่เราคาดที่ 33.8 บาทต่อดอลลาร์

