Café Invest
Markets

Merck KGaA ทุ่ม $1.3 พันล้านซื้อ Silence เสริมธุรกิจยาโรคหายาก

Merck KGaA ทุ่ม $1.3 พันล้านซื้อ Silence เสริมธุรกิจยาโรคหายาก

การเข้าซื้อ Silence Therapeutics มูลค่าหุ้น $1.3 พันล้านของ Merck KGaA สะท้อนกลยุทธ์เร่งขยายธุรกิจยารักษาโรคหายากเพื่อชดเชยการเติบโตที่ชะลอลงของธุรกิจ Healthcare โดย Divesiran มีศักยภาพสร้างรายได้ระยะยาวจากผลทดลองระยะที่ 2 ที่แข็งแกร่ง แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากการทดลองระยะที่ 3 และต้นทุนพัฒนายาที่อาจกดดันกำไรระยะสั้น ซึ่งเรามองว่าธุรกรรมนี้เป็นบวกต่อกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพและ Merck ในเชิงกลยุทธ์ แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยสนับสนุนกำไรในระยะใกล้

Merck KGaA ทุ่ม $1.3 พันล้านซื้อ Silence เสริมธุรกิจยาโรคหายาก

1. Merck KGaA เข้าซื้อ Silence Therapeutics ด้วยมูลค่าหุ้น $1.3 พันล้าน

·       Merck KGaA (MRK GR) บริษัทเวชภัณฑ์และเทคโนโลยีจากเยอรมนี ประกาศเข้าซื้อ Silence Therapeutics (SLN US) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจากอังกฤษ ด้วยเงินสดทั้งหมด โดยมีมูลค่าหุ้นประมาณ $1.3 พันล้าน หรือมูลค่ากิจการ $1.1 พันล้าน เสนอซื้อที่ราคา $20 ต่อหลักทรัพย์รับฝากสหรัฐฯ (ADS) สูงกว่าราคาปิดวันที่ 16 ต.ค. 2026 ถึง 130% และสูงกว่าราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักย้อนหลัง 30 วันประมาณ 82%

·       ภายหลังประกาศข่าว หุ้น Silence ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดระหว่างวันประมาณ 126% ขณะที่หุ้น Merck ลดลงสูงสุด 1.7% สะท้อนว่าผู้ถือหุ้น Silence ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาเสนอซื้อ ขณะที่นักลงทุน Merck ยังประเมินความคุ้มค่าของธุรกรรม โดยบริษัทจะใช้เงินกู้ใหม่สนับสนุนการเข้าซื้อ และคาดว่าธุรกรรมจะเสร็จสิ้นใน 1Q27 ภายใต้เงื่อนไขการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น หน่วยงานกำกับดูแล และศาลอังกฤษ

2. การซื้อกิจการช่วยฟื้นแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ Healthcare

·       เป้าหมายหลักของการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คือการเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ Healthcare ของ Merck ซึ่งเติบโตช้ากว่าธุรกิจ Life Science และ Electronics โดยเฉพาะหลังเผชิญการแข่งขันจากยาสามัญของ Mavenclad ซึ่งใช้รักษาโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง รวมถึงความล้มเหลวในการพัฒนายาบางรายการ เช่น evobrutinib และ xevinapant ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

·       การซื้อ Silence ถือเป็นการต่อยอดกลยุทธ์ขยายธุรกิจยารักษาโรคเฉพาะทางและโรคหายาก หลังเข้าซื้อ SpringWorks Therapeutics ในปี 2025 และประกาศแผนซื้อ Bio-Techne มูลค่า $11.3 พันล้านในเดือน มิ.ย. 2026 โดย Merck ต้องการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีเฉพาะและการแข่งขันจำกัด อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อ Silence แตกต่างจาก SpringWorks เนื่องจากยาหลักยังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก จึงมีความเสี่ยงด้านการพัฒนามากกว่า

3. Divesiran ผลทดลองระยะที่ 2 แข็งแกร่ง เปิดโอกาสสร้างรายได้ระยะยาว

·       สินทรัพย์หลักที่ Merck ได้รับคือ Divesiran ยาทดลองที่ใช้เทคโนโลยี siRNA เพื่อรักษาโรค Polycythemia Vera (PV) ซึ่งเป็นมะเร็งเม็ดเลือดชนิดหายากที่ทำให้ร่างกายผลิตเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน โดยยาดังกล่าวออกฤทธิ์ควบคุมการนำธาตุเหล็กไปใช้ผลิตเม็ดเลือดแดง และมีศักยภาพลดความจำเป็นในการเจาะเลือดเพื่อควบคุมโรค

·       ผลการทดลองระยะที่ 2 พบว่า ผู้ป่วยตอบสนองต่อ Divesiran 87.5% เทียบกับกลุ่มยาหลอกประมาณ 19% ขณะที่ผู้ป่วย 90.6% ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดตลอดช่วงทดลอง 36 สัปดาห์ เทียบกับ 12.5% ในกลุ่มยาหลอก โดยยายังมีโอกาสพัฒนาเป็นการฉีดทุก 3 เดือน ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการรักษา ทั้งนี้ FDA ได้ให้สถานะ Fast Track และ Orphan Drug โดยบริษัทมีแผนเริ่มการทดลองระยะที่ 3 ใน 1H27

·       ในเชิงพาณิชย์ Bloomberg Intelligence อ้างอิงประมาณการตลาดว่ายาอาจสร้างยอดขายราว $400 ล้านต่อปีในช่วงกลางทศวรรษ 2030 หากเริ่มจำหน่ายในปี 2030 ขณะที่ Goldman Sachs ประเมินยอดขายประมาณ $383 ล้านในปี 2035 และยอดขายสูงสุด $620 ล้านในปี 2042 ภายใต้สมมติฐานเริ่มจำหน่ายในปี 2031 สะท้อนโอกาสสร้างรายได้ระยะยาว แต่ยังขึ้นอยู่กับผลการทดลองระยะสุดท้าย การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล และการแข่งขันในตลาด

4. ต้นทุนการพัฒนาและความเสี่ยงทางคลินิกยังเป็นข้อจำกัด

·       แม้ Divesiran มีผลการทดลองระยะที่ 2 ที่น่าสนใจ แต่ยังไม่สามารถยืนยันความสำเร็จเชิงพาณิชย์ได้ เนื่องจากต้องผ่านการทดลองระยะที่ 3 เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยในผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น โดย Merck เคยเผชิญความล้มเหลวของยาทดลองระยะสุดท้ายมาแล้ว จึงยังมีความเสี่ยงที่บริษัทจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนจากการเข้าซื้อกิจการได้ตามเป้าหมาย

·       ด้านผลกระทบทางการเงิน Goldman Sachs ประเมินว่า Silence อาจมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานประมาณ $74–134 ล้านต่อปีในช่วงที่อยู่ระหว่างพัฒนายา ซึ่งอาจกดดันกำไรระดับกลุ่มของ Merck ราว 1–2% หากปัจจัยอื่นคงที่ ขณะที่บริษัทมีแผนเพิ่มสัดส่วนค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาต่อยอดขายของธุรกิจ Healthcare ไปสู่ระดับ 25% ภายใต้เงื่อนไขรักษาอัตรากำไร EBITDA มากกว่า 30%

·       นอกจากนี้ ตลาดยารักษา PV ยังมีการแข่งขันจากผู้พัฒนายารายอื่น เช่น Takeda และ Protagonist Therapeutics ทำให้แม้ Divesiran ผ่านการอนุมัติแล้ว บริษัทก็ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการแข่งขันด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความสะดวกในการรักษา

5. มุมมอง InnovestX: บวกต่อธุรกิจยาโรคหายาก แต่ผลต่อ Merck ต้องรอระยะยาว

·       มุมมองต่ออุตสาหกรรม: เราประเมินเป็นบวกต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะบริษัทที่พัฒนายารักษาโรคหายากและเทคโนโลยี siRNA เนื่องจากการเข้าซื้อ Silence ด้วยส่วนเพิ่มราคา 130% สะท้อนความต้องการของบริษัทยาขนาดใหญ่ในการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่และผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพเติบโตสูง ซึ่งอาจสนับสนุนกิจกรรมควบรวมกิจการในกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ อย่างไรก็ตาม การประเมินมูลค่ายังขึ้นอยู่กับความสำเร็จของผลทดลองทางคลินิกและศักยภาพการสร้างรายได้จริง

·       มุมมองต่อหุ้นรายตัว: เราประเมินเป็นบวกเชิงกลยุทธ์ต่อ Merck KGaA (MRK GR) ในระยะยาว เนื่องจากช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่และลดการพึ่งพายาเดิมที่เผชิญการแข่งขัน แต่ระยะสั้นยังมีความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายพัฒนายาและภาระหนี้ ขณะที่ Silence Therapeutics (SLN US) ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาเสนอซื้อ แต่ราคาหุ้นที่ปรับเข้าใกล้ $20 แล้วทำให้โอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมจำกัด และยังมีความเสี่ยงหากธุรกรรมไม่สำเร็จ ส่วน Alnylam Pharmaceuticals (ALNY US) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี siRNA อาจได้รับประโยชน์เชิงความเชื่อมั่นและการประเมินมูลค่าอุตสาหกรรม แม้ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากดีลนี้

·       เราจึงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อแนวโน้มระยะยาวของธุรกิจยารักษาโรคหายาก แต่สำหรับ Merck ยังแนะนำติดตามผลทดลอง Divesiran ระยะที่ 3 ในปี 2027 ก่อนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Merck KGaA ทุ่ม $1.3 พันล้านซื้อ Silence เสริมธุรกิจยาโรคหายาก | Café Invest