Mobileye ประกาศรุกธุรกิจ Robotaxi ของตัวเองในสหรัฐฯ โดยเริ่มปี 2027 ด้วยรถไร้คนขับราว 100 คัน และตั้งเป้าขยายเป็น 17,000 คันในอีก 5 ปี แผนนี้ใช้จุดแข็งของ Mobileye Drive และ Moovit เพื่อสร้างบริการเดินทางแบบครบวงจร ถือเป็นการเพิ่มโอกาสรายได้จากการขายเทคโนโลยีไปสู่การเก็บมูลค่าจากบริการจริง แต่ความเสี่ยงคือเงินลงทุนสูงและการแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด Robotaxi
Mobileye รุก Robotaxi เอง จากผู้ขายเทคโนโลยี สู่ผู้ให้บริการรถไร้คนขับ

1) Mobileye ขยับจาก “ขายระบบ” ไปเป็น “เจ้าของบริการ”
- Mobileye ประกาศแผนตั้งธุรกิจ Robotaxi ของตัวเองในสหรัฐฯ จากเดิมที่เน้นขายเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติให้ค่ายรถและผู้ให้บริการเดินทาง โดยแผนใหม่นี้จะรวมทั้งระบบขับขี่อัตโนมัติ การบริหารรถ การให้บริการผู้โดยสาร และระบบจัดการการเดินทางไว้ในธุรกิจเดียว
- การเปลี่ยนทิศทางนี้ทำให้ Mobileye มีโอกาสรับรายได้มากขึ้นต่อหนึ่งเที่ยว เพราะไม่ได้รับแค่ค่าเทคโนโลยี แต่สามารถเก็บมูลค่าจากบริการเดินทางทั้งระบบได้เอง
2) เริ่มทดสอบปี 2027 และตั้งเป้าขยายเป็น 17,000 คัน
- บริษัทวางแผนเริ่มให้บริการในเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ ในปี 2027 ด้วยรถไร้คนขับราว 100 คัน เพื่อทดสอบรูปแบบธุรกิจและการให้บริการจริงแบบไม่มีคนขับ จากนั้นตั้งเป้าขยายเป็นประมาณ 17,000 คัน ภายใน 5 ปีถัดไป
- ภาพตัวอย่างรถ Robotaxi ของ Mobileye ซึ่งช่วยสะท้อนว่าแผนนี้ไม่ใช่แค่การขายระบบหลังบ้าน แต่เป็นการเตรียมสร้างบริการเดินทางที่ผู้โดยสารใช้งานได้โดยตรง
3) ใช้จุดแข็ง Mobileye Drive + Moovit
- แผนนี้จะใช้ Mobileye Drive เป็นระบบขับขี่อัตโนมัติหลัก และต่อยอดด้วยแพลตฟอร์มของ Moovit ซึ่งมีจุดแข็งด้านแอปผู้โดยสาร การวางแผนเดินทาง การบริหารฝูงรถ และระบบควบคุมระยะไกล
- Moovit มีฐานผู้ใช้มากกว่า 1.7 พันล้านคน ในกว่า 3,500 เมือง และ 112 ประเทศ ขณะที่เทคโนโลยีของ Mobileye ถูกติดตั้งในรถทั่วโลกแล้วมากกว่า 230 ล้านคัน ทำให้บริษัทมีข้อมูลและประสบการณ์จริงจำนวนมากเป็นฐานรองรับ
4) ยังไม่ทิ้งธุรกิจเดิม แต่เพิ่มช่องทางเติบโตใหม่
- ผู้บริหารย้ำว่าแผน Robotaxi ของตัวเองไม่ได้มาแทนที่ความร่วมมือเดิมกับค่ายรถหรือผู้ให้บริการเดินทาง แต่เป็นอีกเส้นทางหนึ่งในการเร่งนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาดและเก็บประสบการณ์การใช้งานจริง
- อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจเองทำให้ Mobileye ต้องใช้เงินลงทุนมากขึ้น ทั้งการซื้อรถ ติดตั้งอุปกรณ์ บริหารฝูงรถ บริการลูกค้า และระบบควบคุมหลังบ้าน จึงเพิ่มทั้งโอกาสและความเสี่ยง
5) ตลาดตอบรับบวก แต่การแข่งขันสูง
- หุ้น Mobileye ปรับขึ้นหลังข่าว เพราะตลาดมองว่าเป็นสัญญาณความมั่นใจต่อเทคโนโลยีระดับขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ โดยนักวิเคราะห์มองว่าแผนนี้อาจเปิดโอกาสรายได้ขนาดใหญ่ในอนาคต
- แต่การแข่งขันในตลาด Robotaxi จะเข้มข้นขึ้น เพราะมีคู่แข่งสำคัญ เช่น Waymo, Tesla, Nvidia, Zoox และ Nuro ขณะที่ Mobileye ยังต้องพิสูจน์ว่าทำธุรกิจบริการผู้โดยสารได้ดีเท่ากับการขายเทคโนโลยีหรือไม่
ประเด็นสำคัญ | รายละเอียด | ตัวเลขสำคัญ |
|---|---|---|
เปลี่ยนบทบาทธุรกิจ | Mobileye จะขยายจากการขายระบบขับขี่อัตโนมัติ ไปสู่การเป็นเจ้าของและให้บริการ Robotaxi เองในสหรัฐฯ | เริ่มให้บริการในปี 2027 |
แผนขยายฝูงรถ | บริษัทจะเริ่มด้วยรถไร้คนขับในเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อทดสอบโมเดลธุรกิจจริง ก่อนขยายขนาด | เริ่มต้นราว 100 คัน และตั้งเป้า 17,000 คัน ภายใน 5 ปีถัดไป |
ใช้จุดแข็ง Mobileye Drive + Moovit | นำระบบขับขี่อัตโนมัติ Mobileye Drive มารวมกับแพลตฟอร์ม Moovit สำหรับแอปผู้โดยสาร วางแผนเดินทาง บริหารฝูงรถ และควบคุมระยะไกล | Moovit มีผู้ใช้กว่า 1.7 พันล้านคน ใน 3,500+ เมือง; เทคโนโลยี Mobileye อยู่ในรถกว่า 230 ล้านคัน |
ไม่ทิ้งธุรกิจเดิม | บริษัทระบุว่า Robotaxi ของตัวเองจะเป็นธุรกิจเสริม ไม่ใช่การแทนที่ความร่วมมือกับค่ายรถและผู้ให้บริการเดินทาง | เดินหน้าคู่กับลูกค้าเดิม เช่น ค่ายรถและผู้ให้บริการเดินทาง |
ต้นทุนและความเสี่ยงสูงขึ้น | การทำ Robotaxi เองทำให้ Mobileye ต้องลงทุนในรถ อุปกรณ์ ระบบบริหารฝูงรถ บริการลูกค้า และระบบควบคุมหลังบ้าน | นักวิเคราะห์ปรับมุมมองว่าต้นทุนอาจกดดันกำไรระยะสั้น-กลาง |
ตลาดแข่งขันรุนแรง | ตลาด Robotaxi มีผู้เล่นใหญ่หลายราย เช่น Waymo, Tesla, Nvidia, Zoox และ Nuro | หุ้น Mobileye ปรับขึ้นหลังข่าว สะท้อนตลาดมองบวกต่อโอกาสใหม่ |
มุมมองของ INVX
- ประเด็นนี้เป็นบวกต่อ Mobileye (MBLY) เพราะบริษัทกำลังเพิ่มบทบาทจากผู้ขายระบบขับขี่อัตโนมัติไปสู่ผู้ให้บริการ Robotaxi เต็มรูปแบบ ซึ่งอาจเพิ่มรายได้ต่อเที่ยวและช่วยควบคุมทิศทางธุรกิจได้มากขึ้น
- อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นถึงกลางอาจกดดันกำไรจากเงินลงทุนที่สูงขึ้น และต้องแข่งขันกับผู้เล่นที่นำหน้าในตลาด เช่น Waymo และ Tesla ดังนั้นหุ้นอาจได้แรงหนุนจากธีมระยะยาว แต่ยังต้องติดตามความเร็วในการเปิดบริการจริง ต้นทุนต่อคัน และจำนวนผู้ใช้งาน

