MS รายงานกำไรดีกว่าคาดจากรายได้ซื้อขายหุ้นที่เติบโต 41% YoY และธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่ทำสถิติสูงสุด ขณะที่ BAC มีกำไรต่ำกว่าคาดจากรายได้ซื้อขายตราสารหนี้และวาณิชธนกิจที่อ่อนแอ แม้ NII เพิ่มขึ้น 8% YoY ทั้งนี้ INVX ยังคงมีมุมมองเชิงบวกแต่ระมัดระวังมากขึ้นต่อธนาคารขนาดใหญ่สหรัฐฯ โดยมองบวกต่อ JPM, MS และ GS เป็นหลัก โดย JPM มีความเสี่ยงต่ำกว่า เนื่องจากมีฐานรายได้หลากหลาย ขณะที่ MS และ GS ได้ประโยชน์จากกิจกรรมตลาดทุนและการบริหารความมั่งคั่ง แม้แนวโน้มจะอ่อนตัวบางส่วน ส่วน BAC, WFC และ C ยังมีมุมมองระมัดระวังจากความเสี่ยงด้านต้นทุน คุณภาพสินเชื่อ และความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของกำไร โดยเฉพาะ BAC ที่ผลประกอบการยังอ่อนแอและความเชื่อมั่นต่อหุ้นยังไม่ฟื้นตัว
MS เผยกำไรดี 3Q26 กว่าคาด ขณะที่ BAC ต่ำกว่าคาดจาก Non-NII อ่อนแอ

1. ภาพรวมผลประกอบการธนาคารสหรัฐฯ 3Q26: MS แข็งแกร่งกว่า BAC
ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2026 ของ Morgan Stanley (MS) และ Bank of America (BAC) สะท้อนความแตกต่างของแหล่งรายได้อย่างชัดเจน โดย MS รายงานกำไรและรายได้ดีกว่าตลาดคาด จากรายได้ซื้อขายหุ้นที่แข็งแกร่งและธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่ทำสถิติสูงสุด ขณะที่ BAC รายงานกำไรต่ำกว่าคาด แม้ปรับรายการพิเศษออกแล้ว โดยถูกกดดันจากรายได้ซื้อขายตราสารหนี้และค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจที่ลดลง รวมถึงค่าใช้จ่ายจากการยุติข้อพิพาทกับหน่วยงานกำกับดูแล อย่างไรก็ตาม BAC ยังมีปัจจัยบวกจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่เติบโต 8% YoY และการขยายตัวของสินเชื่อ
ภาพรวมสะท้อนว่าธุรกิจตลาดทุนยังเติบโตไม่เท่ากัน โดยรายได้ซื้อขายหุ้นได้รับประโยชน์จากความผันผวนของตลาดและกิจกรรมของลูกค้า ขณะที่รายได้ซื้อขายตราสารหนี้ได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น สำหรับแนวโน้มระยะข้างหน้า MS ยังมีแรงหนุนจากเงินไหลเข้าสู่ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ ขณะที่ BAC มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเติบโตของสินเชื่อและการปรับอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์เดิม แต่ต้องติดตามการฟื้นตัวของธุรกิจตลาดทุนและการควบคุมค่าใช้จ่าย
ตารางเปรียบเทียบผลประกอบการ 3Q26
รายการ | Morgan Stanley (MS) | Bank of America (BAC) |
|---|---|---|
กำไรต่อหุ้น (EPS) | $3.03 (+8% YoY) | $0.91 (-12.5% YoY) |
EPS ปรับปรุง | $3.03 | $1.08 |
เทียบตลาดคาด | ดีกว่าคาด $2.94 | ต่ำกว่าคาด $1.10 |
รายได้รวม | $20.34bn (+12% YoY) | $29.96bn (+3% YoY) |
เทียบรายได้คาด | ดีกว่าคาด $20.0bn | - |
NII | - | $16.45bn (+8% YoY) |
Non-NII | Equity Trading +41%, IB +2% | Non-NII -2% YoY, Trading -5%, IB Fees -11% |
สินเชื่อ | Wealth Management +16% YoY | สินเชื่อเฉลี่ย +6% YoY |
คุณภาพสินทรัพย์ | ตั้งสำรองเพิ่มตามการขยายสินเชื่อ | หนี้สูญตัดบัญชีสุทธิลดลง |
ปัจจัยสำคัญ | หุ้นและบริหารความมั่งคั่งแข็งแกร่ง | NII แข็งแกร่ง แต่ตลาดทุนและค่าปรับกดดัน |
2. Morgan Stanley (MS): กำไรดีกว่าคาดจาก Equity Trading และ Wealth Management
2.1 ผลประกอบการ 3Q26: กำไรและรายได้ดีกว่าคาด
Morgan Stanley (MS) รายงานกำไรสุทธิ $4.91bn เพิ่มขึ้น 6% YoY แต่ลดลง 12% QoQ ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ $3.03 เพิ่มขึ้น 8% YoY สูงกว่าตลาดคาดที่ $2.94 ประมาณ 3% ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ $20.34bn เพิ่มขึ้น 12% YoY สูงกว่าตลาดคาดที่ $20.0bn ประมาณ 2% สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจซื้อขายหุ้นและบริหารความมั่งคั่ง แม้รายได้ธุรกิจตราสารหนี้และการจัดการลงทุนอ่อนแอลง
กำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากรายได้ธุรกิจหลักที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายได้ซื้อขายหุ้นที่เพิ่มขึ้น 41% YoY ขณะที่รายได้จากบริหารความมั่งคั่งทำสถิติสูงสุด อย่างไรก็ตาม กำไรเติบโตช้ากว่ารายได้ เนื่องจากค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 12% YoY ทั้งค่าตอบแทนพนักงานและการลงทุนด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้อัตรากำไรก่อนภาษีลดลงจาก 33% เหลือ 32%
2.2 รายได้แต่ละธุรกิจ: หุ้นและบริหารความมั่งคั่งเป็นแรงหนุนหลัก
ธุรกิจ | รายได้ 3Q26 | เติบโต YoY | ประเด็นสำคัญ |
|---|---|---|---|
Institutional Securities | $10.03bn | +18% | ซื้อขายหุ้นแข็งแกร่ง |
Equity Trading | $5.80bn | +41% | ดีกว่าคาด $4.9bn อย่างมีนัยสำคัญ |
Fixed Income Trading | $2.01bn | -7% | ตราสารเครดิตและสินค้าโภคภัณฑ์อ่อนแอ |
Investment Banking | $2.16bn | +2% | รายได้ที่ปรึกษา M&A เติบโต |
Wealth Management | $9.07bn | +10% | รายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ |
Investment Management | $1.46bn | -12% | ถูกกดดันจากการปรับลดรายได้ตามผลตอบแทนกองทุน |
ประเด็นสำคัญคือธุรกิจ Equity Trading ซึ่งมีรายได้ $5.80bn สูงกว่าตลาดคาดที่ $4.9bn ประมาณ 18% โดยได้รับประโยชน์จากกิจกรรมซื้อขายของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และผลประกอบการที่แข็งแกร่งในตลาดเอเชีย ขณะที่ธุรกิจวาณิชธนกิจยังเติบโต โดยรายได้จากที่ปรึกษาควบรวมกิจการเพิ่มขึ้นประมาณ 30% YoY เป็น $887mn จากจำนวนธุรกรรมที่เสร็จสมบูรณ์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม รายได้จัดจำหน่ายหุ้นใหม่ลดลงประมาณ 19% YoY และตราสารหนี้ลดลงประมาณ 3% YoY
อีกหนึ่งปัจจัยบวกคือ ธุรกิจ Wealth Management ซึ่งรายงานรายได้สูงสุดที่ $9.07bn โดยรายได้ค่าธรรมเนียมบริหารสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 16% YoY เป็น $5.54bn และ NII เพิ่มขึ้น 12% YoY เป็น $2.23bn จากสินเชื่อและเงินฝากลูกค้าที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บริษัทมีเงินทุนสุทธิไหลเข้าใหม่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง $232bn ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรม IPO รวมถึงการนำหุ้นจากบริษัทเอกชนเข้าจดทะเบียน ส่งผลให้สินทรัพย์ลูกค้าในธุรกิจ Wealth และ Investment Management รวมกันเพิ่มขึ้นเป็น $10.5tn
สำหรับปัจจัยลบ ธุรกิจ Fixed Income Trading ลดลง 7% YoY จากรายได้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง ขณะที่ Investment Management มีรายได้ลดลง 12% YoY ส่วนหนึ่งจากการกลับรายการรายได้ส่วนแบ่งผลตอบแทนตามผลงานของกองทุนเอกชน นอกจากนี้ การตั้งสำรองสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น $148mn จากฐานปีก่อนที่ไม่มีการตั้งสำรองสุทธิ สะท้อนต้นทุนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามการขยายสินเชื่อ
2.3 แนวโน้ม 4Q26 และมุมมองผู้บริหาร
ผู้บริหาร Ted Pick ย้ำกลยุทธ์การเชื่อมโยงธุรกิจตลาดทุนกับบริหารความมั่งคั่ง เพื่อให้บริการลูกค้าครอบคลุมมากขึ้น พร้อมเดินหน้าลงทุนเพื่อการเติบโต โดยจุดแข็งสำคัญอยู่ที่ฐานลูกค้าและสินทรัพย์ภายใต้การดูแลที่ขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมระยะยาว
3. Bank of America (BAC): NII แข็งแกร่ง แต่กำไรต่ำกว่าคาดจากตลาดทุนและค่าปรับ
3.1 ผลประกอบการ 3Q26: กำไรต่ำกว่าคาด แม้รายได้ดอกเบี้ยเติบโต
Bank of America (BAC) รายงานกำไรสุทธิ $6.93bn ลดลง 17% YoY และ 24% QoQ ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ $0.91 ลดลง 12.5% YoY จาก $1.04 ในปีก่อน เนื่องจากบริษัทบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษ $1.2bn เกี่ยวกับการยุติข้อพิพาทด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ป้องกันการฟอกเงิน หากไม่รวมรายการดังกล่าว กำไรสุทธิปรับปรุงอยู่ที่ $8.1bn และ EPS ปรับปรุงอยู่ที่ $1.08 ซึ่งยัง ต่ำกว่าตลาดคาดที่ $1.10 ประมาณ 2% สะท้อนว่าผลประกอบการธุรกิจหลักยังเผชิญแรงกดดันจากตลาดทุน
ด้านรายได้รวมอยู่ที่ $29.96bn เพิ่มขึ้น 3% YoY แต่ลดลง 5% QoQ โดยมีแรงหนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่เพิ่มขึ้น 8% YoY สู่ $16.45bn จากการขยายตัวของสินเชื่อและเงินฝาก รวมถึงการปรับอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์อัตราดอกเบี้ยคงที่ อย่างไรก็ตาม รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ลดลง 2% YoY สู่ $13.51bn จากรายได้ซื้อขายตราสารหนี้และค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจที่อ่อนแอ ขณะที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ปรับรายการพิเศษแล้วเพิ่มขึ้นเป็น 62% จาก 60% ปีก่อน
3.2 รายได้แต่ละธุรกิจ: NII และ Wealth Management เป็นแรงหนุน แต่ตลาดทุนอ่อนแอ
รายการ | 3Q26 | เติบโต YoY | ประเด็นสำคัญ |
|---|---|---|---|
NII | $16.45bn | +8% | สินเชื่อ เงินฝาก และผลตอบแทนสินทรัพย์เพิ่มขึ้น |
Non-NII | $13.51bn | -2% | ธุรกิจตลาดทุนอ่อนแอ |
Consumer Banking | $11.57bn | +4% | รายได้ดอกเบี้ยเติบโต |
Wealth Management | $7.1bn | +13% | ค่าธรรมเนียมบริหารสินทรัพย์เพิ่มขึ้น |
Investment Banking Fees | $1.8bn | -11% | กิจกรรมธุรกรรมชะลอตัว |
Sales & Trading | $5.1bn | -5% | ถูกกดดันจากธุรกิจตราสารหนี้ |
FICC Trading | $2.6bn | -17% | การซื้อขายตราสารหนี้อ่อนแอ |
Equity Trading | $2.5bn | +11% | ธุรกิจซื้อขายหุ้นยังขยายตัว |
ประเด็นสำคัญคือ NII ที่เพิ่มขึ้น 8% YoY จากการเติบโตของสินเชื่อในทุกกลุ่มธุรกิจและเงินฝากที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการทยอยปรับอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์เดิมตามภาวะอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ ธุรกิจ Wealth Management ยังแข็งแกร่ง โดยรายได้เติบโต 13% YoY จากค่าธรรมเนียมบริหารสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 16% YoY เป็น $4.5bn ขณะที่สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) เพิ่มขึ้น 12% YoY สู่ $2.4tn สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม รายได้ตลาดทุนเป็นปัจจัยลบสำคัญ โดยรายได้ Sales & Trading ลดลง 5% YoY เป็น $5.1bn จากรายได้ FICC ที่ลดลง 17% YoY แม้รายได้ซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้น 11% YoY ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจลดลง 11% YoY เป็น $1.8bn สะท้อนกิจกรรมระดมทุนและธุรกรรมที่ชะลอตัว ประกอบกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานก่อนรายการพิเศษเพิ่มขึ้นประมาณ 7% YoY จากการลงทุนด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ ทำให้การเติบโตของ NII ไม่สามารถชดเชยแรงกดดันต่อกำไรได้ทั้งหมด
3.3 NII, NIM, Loan Growth และ Asset Quality: สินเชื่อขยายตัว คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น
· NII: อยู่ที่ $16.45bn เพิ่มขึ้น 8% YoY และประมาณ 3% QoQ โดย NII ที่ปรับฐานภาษี (FTE) อยู่ที่ $16.6bn เพิ่มจาก $16.2bn ในไตรมาสก่อน สะท้อนการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยที่ต่อเนื่อง แม้ธุรกิจตลาดทุนอ่อนแอ
· NIM: อัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Yield) อยู่ที่ 2.16% เพิ่มขึ้น 15bps YoY จาก 2.01% และเพิ่มขึ้น 8bps QoQ จาก 2.08% สะท้อนผลบวกจากการปรับอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์และการบริหารต้นทุนเงินฝาก
· Loan Growth: สินเชื่อและสัญญาเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ $1.23tn เพิ่มขึ้น 6% YoY โดยขยายตัวทุกกลุ่มธุรกิจ และเป็นไตรมาสที่ 10 ติดต่อกันที่สินเชื่อเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยสินเชื่อ Global Banking เพิ่มขึ้น 8% YoY และ Wealth Management เพิ่มขึ้น 13% YoY ขณะที่เงินฝากเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2% YoY สู่ $2.02tn
· Asset Quality: คุณภาพสินทรัพย์โดยรวมปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราหนี้สูญตัดบัญชีสุทธิ (Net Charge-off Ratio) ลดลงเหลือ 0.44% จาก 0.47% ทั้งในไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่อัตราหนี้สูญบัตรเครดิตลดลงเหลือ 3.22% จาก 3.46% ปีก่อน และ 3.55% ในไตรมาสก่อน สะท้อนความเสี่ยงสินเชื่อผู้บริโภคที่ผ่อนคลายลง
· หนี้เสียและสำรอง: สินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ $5.54bn ลดลงจาก $5.75bn ในไตรมาสก่อน แต่ยังสูงกว่า $5.35bn ปีก่อน ขณะที่การตั้งสำรองสินเชื่ออยู่ที่ $1.27bn ลดลงจาก $1.37bn ในไตรมาสก่อน และใกล้เคียงปีก่อน ส่วนอัตราสำรองต่อสินเชื่อลดลงเป็น 1.04% จาก 1.14% ปีก่อน จึงต้องติดตามความเพียงพอของสำรองหากเศรษฐกิจชะลอตัว
· เงินกองทุน: CET1 อยู่ที่ 10.9% สูงกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำ โดยบริษัทคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นรวม $8.3bn ผ่านการซื้อหุ้นคืน $6.0bn และจ่ายเงินปันผล $2.2bn สะท้อนฐานะเงินทุนที่ยังแข็งแกร่ง
3.4 แนวโน้ม 4Q26 และมุมมองผู้บริหาร
Brian Moynihan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่าบริษัทยังคงมีการเติบโตจากฐานลูกค้าเดิมและการเพิ่มลูกค้าใหม่ โดยสินเชื่อภาคธุรกิจขยายตัวในทุกกลุ่ม แม้รายได้วาณิชธนกิจและซื้อขายหลักทรัพย์อ่อนแอลง ขณะที่ CFO Alastair Borthwick เน้นว่าการเพิ่มขึ้นของ NII และค่าธรรมเนียมบริหารสินทรัพย์ รวมถึงคุณภาพสินเชื่อที่ดีขึ้น เป็นแรงหนุนสำคัญต่อผลประกอบการ นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนด้าน AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การให้บริการ และการบริหารความเสี่ยง
4. มุมมองของ INVX
INVX ยังคงมีมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่สหรัฐฯ โดยผลประกอบการ 3Q26 สะท้อนว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิและการขยายตัวของสินเชื่อยังเป็นปัจจัยสนับสนุนกำไร ขณะที่ธุรกิจตลาดทุนได้รับประโยชน์จากกิจกรรมซื้อขายหุ้นที่แข็งแกร่ง แม้รายได้ซื้อขายตราสารหนี้และวาณิชธนกิจบางส่วนเริ่มชะลอตัวจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น ทั้งนี้ เรามองว่าธนาคารที่มีฐานรายได้หลากหลาย ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งแข็งแกร่ง และควบคุมต้นทุนได้ดี จะสามารถรักษาการเติบโตของกำไรได้ดีกว่าในภาวะตลาดผันผวน
เรายังคงชอบ JPM, MS และ GS เป็นหลัก โดย JPM เป็นหุ้นหลักที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า จากฐานเงินฝากขนาดใหญ่และโครงสร้างรายได้ที่สมดุลระหว่างรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ขณะที่ MS มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นจากผลประกอบการที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะรายได้ซื้อขายหุ้นที่เติบโต 41% YoY และธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของรายได้ค่าธรรมเนียม ส่วน GS เหมาะกับการลงทุนเพื่อรับประโยชน์จากกิจกรรมตลาดทุน ทั้งการซื้อขายหลักทรัพย์ การควบรวมกิจการ และการระดมทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างไรก็ตาม MS และ GS ยังมีความเสี่ยงจากรายได้ตลาดทุนที่อาจชะลอตัวหลังจากเติบโตแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับ WFC และ C เรายังมีมุมมองระมัดระวังมากกว่า แม้ทั้งสองธนาคารมีโอกาสเพิ่มความสามารถในการทำกำไรจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดย WFC ยังมีความเสี่ยงจากสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงและภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว ขณะที่ C แม้มีความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างธุรกิจและควบคุมต้นทุน แต่ผลประกอบการยังมีความไม่แน่นอนจากต้นทุนสินเชื่อและค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กร ทำให้ความต่อเนื่องของการเติบโตของกำไรยังต้องติดตาม
สำหรับ BAC เรายังคงมีมุมมองระมัดระวัง เนื่องจากผลการดำเนินงานยังอ่อนแอและ Sentiment การลงทุนยังไม่ดี แม้ NII เติบโต 8% YoY และสินเชื่อขยายตัว 6% YoY แต่รายได้ซื้อขายตราสารหนี้และวาณิชธนกิจที่ลดลง รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรปรับปรุงยังต่ำกว่าตลาดคาด ประกอบกับค่าใช้จ่ายพิเศษจากการยุติข้อพิพาทกับหน่วยงานกำกับดูแลที่กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้ยังขาดปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นระยะสั้น
ดังนั้น เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนใน JPM, MS และ GS มากกว่า BAC, WFC และ C โดยเน้น JPM สำหรับการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ขณะที่ MS และ GS เหมาะกับการรับโอกาสเติบโตจากธุรกิจตลาดทุนและบริหารความมั่งคั่ง
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

