Café Invest
Markets

Pelacarsen ล้มเหลว Phase III กดดัน Novartis และยากลุ่ม Lp(a)

01288HKEX01398HKEX
Pelacarsen ล้มเหลว Phase III กดดัน Novartis และยากลุ่ม Lp(a)

Novartis รายงานว่า pelacarsen ไม่ผ่านเป้าหมายหลักของ Phase III แม้ลด Lp(a) ได้ แต่ไม่สามารถลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้ตลาดมีแนวโน้มตัดมูลค่ายาออกจากประมาณการและเพิ่มความกังวลต่อยากลุ่ม Lp(a) ของบริษัทอื่น อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอข้อมูลฉบับเต็มเพื่อแยกว่าความล้มเหลวเกิดจากตัวยา การออกแบบการทดลอง หรือข้อจำกัดของแนวคิดการลด Lp(a) เอง โดยผลกระทบต่อ Novartis จะยิ่งมีนัยสำคัญในช่วงที่บริษัทเผชิญความเสี่ยงจากการหมดสิทธิบัตรของยาหลัก

Pelacarsen ล้มเหลว Phase III กดดัน Novartis และยากลุ่ม Lp(a)

1) Pelacarsen ลด Lp(a) ได้ แต่ไม่ช่วยลดเหตุการณ์โรคหัวใจ

·       Novartis เปิดเผยว่า pelacarsen ไม่ผ่านเป้าหมายหลักในการทดลอง Phase III Lp(a)HORIZON หลังไม่สามารถลดความเสี่ยงของเหตุการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อเทียบกับยาหลอก แม้ว่ายาจะสามารถลดระดับ lipoprotein(a) หรือ Lp(a) ได้อย่างชัดเจนตามที่คาดไว้

·       การทดลองครอบคลุมผู้ป่วย 8,323 ราย ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่เดิมและมีระดับ Lp(a) สูง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษามาตรฐานทั้งยาลดไขมันและยาควบคุมความดันอยู่แล้ว เป้าหมายหลักครอบคลุมการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหลอดเลือดสมอง และการรักษาหลอดเลือดหัวใจแบบเร่งด่วน

·       ผลดังกล่าวจึงสะท้อนว่า การลดระดับ Lp(a) เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะลดความเสี่ยงทางคลินิก ในผู้ป่วยที่ได้รับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นค่อนข้างดีแล้ว

2) ถือเป็นความผิดหวังสำคัญ เพราะ pelacarsen ถูกคาดหวังเป็นยาขนาดใหญ่

·       Pelacarsen เคยถูกมองเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญของ Novartis เนื่องจาก Lp(a) เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมและพบในประชากรราว 20% ทั่วโลก ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มียาที่ได้รับอนุมัติเพื่อรักษาภาวะ Lp(a) สูงโดยตรง

·       ก่อนผลการทดลอง Novartis เคยประเมินว่าตลาดยากลุ่มนี้อาจมีมูลค่ามากกว่า $5bn ขณะที่นักวิเคราะห์บางแห่งเคยประเมินยอดขายสูงสุดของ pelacarsen ตั้งแต่ราว $1.5bn ไปจนถึง $4bn ต่อปี

·       ดังนั้น ความล้มเหลวของ Phase III มีแนวโน้มทำให้ตลาด ตัดมูลค่า pelacarsen ออกจากประมาณการ และอาจลดความคาดหวังต่อโครงการ Lp(a) รุ่นถัดไปของ Novartis ด้วย โดย Goldman Sachs ประเมินว่าหากตัดมูลค่า pelacarsen และโครงการต่อยอดออก อาจกระทบมูลค่าหุ้นตามแบบจำลองราว 4%

3) ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ Novartis แต่กระทบทั้งกลุ่ม Lp(a)

·       ประเด็นสำคัญกว่าความล้มเหลวของยาเพียงตัวเดียว คือ Lp(a)HORIZON ถือเป็น การทดลองขนาดใหญ่ครั้งแรกที่ทดสอบโดยตรงว่า การลด Lp(a) สามารถลดเหตุการณ์โรคหัวใจได้จริงหรือไม่

·       ผลที่ออกมาเป็นลบจึงเพิ่มความไม่แน่นอนต่อยาที่มีกลไกใกล้เคียงกัน เช่น olpasiran ของ Amgen และ lepodisiran ของ Eli Lilly ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาในระยะท้าย ส่งผลให้หุ้น Amgen อ่อนตัวตามหลังข่าว ขณะที่ Ionis ซึ่งเป็นผู้ค้นพบและพัฒนา pelacarsen ในช่วงแรกได้รับผลกระทบโดยตรงมากกว่า

·       อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าแนวทางลด Lp(a) ใช้ไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากยาของบริษัทอื่นใช้เทคโนโลยีต่างกัน และอาจลดระดับ Lp(a) ได้มากกว่า pelacarsen รวมถึงมีความแตกต่างในประชากรผู้ป่วยและรูปแบบการทดลอง

4) Full data จะเป็นตัวชี้ว่า “ปัญหาอยู่ที่ยา หรืออยู่ที่สมมติฐาน Lp(a)”

·       ตลาดจะจับตาข้อมูลฉบับเต็มจาก Lp(a)HORIZON ซึ่ง Novartis เตรียมนำเสนอในการประชุมทางการแพทย์ในอนาคต โดยประเด็นสำคัญคือ ต้องแยกให้ออกว่าการไม่ผ่านเป้าหมายเกิดจาก ประสิทธิภาพของ pelacarsen เอง การลด Lp(a) ไม่มากพอ การออกแบบการทดลอง หรือการที่ Lp(a) อาจไม่ได้เป็นตัวขับความเสี่ยงโดยตรงมากเท่าที่เคยคาด

·       อีกปัจจัยหนึ่งคือผู้เข้าร่วมการทดลองได้รับการรักษาโรคหัวใจตามมาตรฐานที่ดีอยู่แล้ว ทำให้อัตราการเกิดเหตุการณ์โรคหัวใจค่อนข้างต่ำ และทำให้ยาตัวใหม่แสดงประโยชน์เพิ่มเติมได้ยากขึ้น

·       หากข้อมูลเต็มไม่พบประโยชน์แม้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มี Lp(a) สูงมาก จะเพิ่มแรงกดดันต่อสมมติฐานของยากลุ่มนี้อย่างมีนัยสำคัญ แต่หากพบสัญญาณที่ดีในบางกลุ่มผู้ป่วย ก็อาจยังเปิดทางให้ยารุ่นถัดไปเดินหน้าต่อ

5) ผลกระทบต่อ Novartis เพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงด้านสิทธิบัตรและ Pipeline

·       ผล pelacarsen เกิดขึ้นในช่วงที่นักลงทุนกำลังจับตาความสามารถของ Novartis ในการสร้างยารุ่นใหม่มาทดแทนรายได้จากยาหลักที่กำลังเผชิญการหมดสิทธิบัตร โดยเฉพาะ Entresto และผลิตภัณฑ์สำคัญอื่นในช่วงปลายทศวรรษ

·       แม้บริษัทเพิ่งได้รับข่าวบวกจาก remibrutinib ในการทดลองระยะท้าย แต่การสูญเสีย pelacarsen ทำให้ความสำคัญของโครงการอื่น เช่น del-desiran สูงขึ้น และเพิ่มความผันผวนของมูลค่าหุ้นหากผลการทดลองในอนาคตไม่เป็นไปตามคาด

·       ในระยะสั้นจึงมีโอกาสที่หุ้น Novartis จะถูกลดประมาณการมูลค่า ขณะที่ Ionis มีผลกระทบทางจิตวิทยามากกว่า เนื่องจาก pelacarsen เป็นยาที่ Novartis รับสิทธิ์พัฒนาและทำตลาดไปแล้ว และ Ionis ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์และโครงการอื่นรองรับการเติบโต

มุมมอง InnovestX

มองเป็นลบต่อ Novartis และกลุ่มบริษัทที่พัฒนายาลด Lp(a) ในระยะสั้น เนื่องจากผล Phase III ของ pelacarsen ไม่เพียงทำให้มูลค่าของยาตัวนี้ลดลงอย่างมาก แต่ยังเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวคิดการรักษาด้วยการลด Lp(a) ทั้งกลุ่ม โดยเฉพาะ Amgen และ Eli Lilly ที่มีโครงการระยะท้าย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปว่ากลไกดังกล่าวล้มเหลวทั้งหมดจนกว่าจะเห็นข้อมูลฉบับเต็ม เนื่องจากยารุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีต่างกันและอาจลด Lp(a) ได้มากกว่า สำหรับ Novartis ประเด็นนี้เพิ่มแรงกดดันต่อ Pipeline ในช่วงที่บริษัทต้องเร่งหาผลิตภัณฑ์ใหม่มาชดเชยรายได้จากยาที่กำลังหมดสิทธิบัตร

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน