Café Invest
Research

บทวิเคราะห์รายบริษัท : OSP

บทวิเคราะห์รายบริษัท : OSP

เราคาดว่า OSP จะรายงานกำไรสุทธิปี 2565 ลดลง 40% YoY โดยกำไรสุทธิ 4Q65 จะฟื้นตัว QoQ แต่ลดลง YoY สำหรับปี 2566 เราคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับการสนับสนุนจากยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดที่ฟื้นตัวดีขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นอันเป็นผลมาจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลงและการบริหารประสิทธิภาพการผลิต ในขณะที่ยังต้องจับตาความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติและอลูมิเนียม เรายังคง tactical call สำหรับ OSP ไว้ที่ NEUTRAL ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 31 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจาก 27 บาท/หุ้น

เราคาดว่า OSP จะรายงานกำไรสุทธิปี 2565 ลดลง 40% YoY โดยกำไรสุทธิ 4Q65 จะฟื้นตัว QoQ แต่ลดลง YoY สำหรับปี 2566 เราคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับการสนับสนุนจากยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดที่ฟื้นตัวดีขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นอันเป็นผลมาจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลงและการบริหารประสิทธิภาพการผลิต ในขณะที่ยังต้องจับตาความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติและอลูมิเนียม เรายังคง tactical call สำหรับ OSP ไว้ที่ NEUTRAL ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 31 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจาก 27 บาท/หุ้น

ปรับประมาณการปี 2565 ลดลง, คาดกำไร 4Q65 ฟื้นตัว QoQ แต่ลดลง YoY เราประเมินกำไรสุทธิ 4Q65 ของ OSP ที่ 351 ลบ. (-59% YoY แต่ +44% QoQ) โดยอิงกับรายได้ 6.55 พันลบ. (-5.7% YoY แต่ +6% QoQ) รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงกำลังจะฟื้นตัว QoQ แต่ลดลง YoY โดยส่วนแบ่งการตลาดใน 4Q65 จะอยู่ที่ 47.3% ในขณะที่รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลจะเติบโตโดดเด่นทั้ง YoY และ QoQ อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย QoQ สู่ 30% จาก 29.3% ใน 3Q65 อันเป็นผลมาจากแรงกดดันที่ลดน้อยลงของต้นทุนวัตถุดิบหลักบางอย่าง เช่น ก๊าซธรรมชาติ อัตราส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อยอดขายจะอยู่ที่ 25% ลดลง QoQ แต่เพิ่มขึ้น YoY เราปรับประมาณการรายได้ปี 2565 ลดลง 2.5% สู่ 2.73 หมื่นลบ. (+2.3% YoY) เนื่องจากยอดขายเครื่องดื่มใน 4Q65 ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ส่งผลทำให้เราปรับประมาณการกำไรสุทธิลดลง 8% สู่ 1.94 พันลบ. (-40% YoY)

ตั้งเป้าเติบโตเชิงรุกในปี 2566 OSP ตั้งเป้ารายได้ปี 2566 เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก โดยหลักๆ จะเกิดจากการได้ส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2-3% จาก 49.5% ในปี 2565 ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์ M-150 เดิมราคาขวดละ 12 บาท และขยายตลาด M-150 ฉลากสีฟ้าสูตรผสมน้ำผึ้งที่มีราคาขายปลีกขวดละ 10 บาท ไปยังช่องทางร้านค้าสมัยใหม่ (modern trade) หลังจากเน้นวางจำหน่ายในร้านค้าแบบดั้งเดิม (traditional trade) ในปี 2565 นอกจากนี้ OSP ก็วางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2-4 รายการ ในปี 2566 สำหรับการลดต้นทุน ใน 1H66 OSP จะปิดโรงงานผลิตขวดแก้ว 1 แห่งเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อปรับปรุงประสิทธิการผลิตรวมเพื่อลดต้นทุนซ้ำซ้อน ซึ่งน่าจะช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับขึ้นได้ 50 pbs นอกจากนี้เรายังต้องรอดูดีล M&A แรกในปี 2566 ซึ่งเรายังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการของเรา

ปรับประมาณการปี 2566 เพิ่มขึ้น เราปรับประมาณการรายได้ปี 2566 เพิ่มขึ้น 7% สู่ 3.1 หมื่นลบ. (+13% YoY) โดยได้รับการสนับสนุนจากส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่เพิ่มขึ้นทั้งราคาขวดละ 10 บาท และขวดละ 12 บาท ในขณะที่ภาพรวมตลาดต่างประเทศเป็นกลาง เนื่องจากตลาดเมียนมามีแนวโน้มเติบโตจำกัด เราปรับประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 32% สู่ 32.2% จากการบริหารประสิทธิภาพการผลิต ในขณะที่รวมเอาต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงเข้ามาไว้ในประมาณการเดิมของเราเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเราจึงปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 เพิ่มขึ้น 8% สู่ 2.7 พันลบ. (+39% YoY) กำไรสุทธิ 1Q66 น่าจะลดลง YoY แต่ฟื้นตัวต่อเนื่อง QoQ

ปัจจัยเสี่ยงและความกังวล การแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มทั้งเครื่องดื่มบำรุงกำลังและเครื่องดื่ม functional drink ทั้งในประเทศและต่างประเทศยังสูง ต้นทุนวัตถุดิบหลัก (ก๊าซธรรมชาติและอลูมิเนียม) ผันผวน ขณะที่ต้นทุนค่าไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้น สิ่งที่ต้องจับตา คือ กฎหมายและค่าเงินของกลุ่มประเทศ CLMV และอินโดนีเซีย

Tactical call “NEUTRAL” ด้วยราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ 31 บาท/หุ้น เรายังคง tactical call สำหรับ OSP ไว้ที่ NEUTRAL ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 31 บาท/หุ้น (เพิ่มขึ้นจาก 27 บาท/หุ้น) โดยอิงกับ PE เฉลี่ย 34 เท่า เราคาดว่าผลการดำเนินงานของ OSP จะแข็งแกร่งใน 2H66 โดยจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในแต่ละไตรมาส ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้นทุนเฉลี่ยจะลดลงจากปีที่ผ่านมา และส่วนแบ่งการตลาดฟื้นตัว