Café Invest
Research

กลุ่มปิโตรเคมี – PTTGC–SCGC JV: ใกล้บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย

กลุ่มปิโตรเคมี – PTTGC–SCGC JV: ใกล้บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย

PTTGC และ SCGC อยู่ระหว่างการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence) เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) ในประเทศไทย โดยจะรวมสินทรัพย์หลักในธุรกิจโอเลฟินส์เข้าด้วยกัน ทั้งนี้คาดว่า PTTGC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นส่วนน้อยในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ รายละเอียดทั้งหมด ซึ่งรวมถึงโครงสร้างการถือหุ้น synergy และแนวทางการบันทึกบัญชี คาดว่าจะเปิดเผยในเดือนต.ค. 2026 ก่อนที่ธุรกรรมจะแล้วเสร็จตามเป้าหมายในช่วงกลางปี 2027 โดยขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ถือหุ้น เราคาดว่าผลกระทบทางการเงินในระยะสั้นจะยังเป็นกลางจนกว่าการประเมินมูลค่าสินทรัพย์จะแล้วเสร็จ เรามองว่าดีลนี้มีความน่าสนใจในเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากเป็นการผสานจุดแข็งด้านวัตถุดิบต้นน้ำของ PTTGC เข้ากับธุรกิจผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มปลายน้ำของ SCGC เรายังคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ PTTGC (ราคาเป้าหมาย 63 บาท) และ NEUTRAL สำหรับ SCC (ราคาเป้าหมาย 276 บาท)

อยู่ระหว่างการทำ Confirmatory Due Diligence และกำหนดขอบเขตสินทรัพย์ในโครงการร่วมทุนแล้ว PTTGC และ SCGC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCC ถือหุ้น 100% กำลังเดินหน้ากระบวนการ Confirmatory Due Diligence ควบคู่ไปกับการเจรจาเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรมสำหรับการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในประเทศไทย ธุรกรรมดังกล่าวครอบคลุมสินทรัพย์ปิโตรเคมีหลักของทั้งสองบริษัทในประเทศไทย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทั้งนี้ คาดว่า PTTGC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน JV แห่งใหม่ ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นส่วนน้อยในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ

PTTGC และ SCGC กำหนดขอบเขตสินทรัพย์สำหรับการรวมธุรกิจปิโตรเคมีแล้ว โดยครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ PTTGC ในประเทศไทย อันได้แก่ โรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตโพลิเอทิลีน (PE) และเงินลงทุนใน HMC Polymers ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่น ธุรกิจอะโรเมติกส์ ธุรกิจเคมีชีวภาพ และธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (หลักๆ คือ allnex) ยังคงอยู่ภายใต้ PTTGC สำหรับขอบเขตของ SCGC ประกอบด้วยโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตโพลิเอทิลีน (PE) และโรงงานผลิตโพลิโพรพิลีน (PP) ตลอดจนเงินลงทุนของ SCGC ในบริษัทร่วมทุน ได้แก่ บริษัท สยามโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัท สยามเลเทกซ์สังเคราะห์ จำกัด บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด และบริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด อย่างไรก็ตาม บริษัทร่วมทุนบางแห่งของ SCGC และโรงงาน Long Son Petrochemical (LSP) ของ SCC ไม่ได้รวมอยู่ในธุรกรรมนี้ ทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการประเมินโอกาสในการสร้าง synergy และเตรียมขออนุมัติจากผู้ร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง

จะมีการเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนในเดือนต.ค. 2026 การเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในเดือนต.ค. 2026 จะช่วยให้เราและตลาดสามารถประเมินผลบวกต่อกำไร (earnings accretion) ผลกระทบต่อฐานะการเงิน และอัพไซด์ต่อมูลค่าหุ้นของทั้งสองบริษัทแม่ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยข้อมูลสำคัญที่จะเปิดเผยประกอบด้วย: 1) สัดส่วนการถือหุ้นสุดท้ายระหว่าง PTTGC และ SCGC 2) การประเมิน synergy รวมถึงวิธีการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ และ 3) แนวทางการบันทึกบัญชีและกลไกการรวมงบการเงิน ทั้งนี้ การรวมกิจการและการผสานการดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบคาดว่าจะเกิดขึ้นราวกลางปี 2027 หลังจากได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้องแล้ว

ความเสี่ยงด้านการดำเนินการและประเด็นด้านกฎระเบียบ ธุรกรรมดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) โดยกระบวนการพิจารณาคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน อย่างไรก็ดี ผู้บริหารไม่ได้มองว่าการได้รับอนุมัติด้านการแข่งขันทางการค้าจะเป็นอุปสรรคที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกรรม เนื่องจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อขายในตลาดโลก และกำหนดราคาตามกลไกตลาดสากล ขณะที่การจัดตั้ง JV มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน มากกว่าการควบคุมราคาในประเทศ

ผลกระทบทางการเงินระยะสั้นมีจำกัด ขณะที่ความเสี่ยงด้านการดำเนินการและกรอบเวลายังคงเป็นประเด็นสำคัญ แม้เรามองว่าธุรกรรมดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อทั้งสองฝ่ายในระยะกลางถึงระยะยาว แต่เรายังไม่คิดว่าตลาดจะรับรู้ผลบวกต่อกำไรหรือมูลค่าหุ้นในทันที จนกว่าจะมีการเปิดเผยมูลค่า synergy เกณฑ์การประเมินมูลค่า และโครงสร้างการถือหุ้นสุดท้ายอย่างเป็นทางการ นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านการดำเนินการแล้ว ภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกที่ยังอยู่ในช่วงขาลงอาจลดทอนประโยชน์จาก synergy ในระยะสั้นได้ ขณะที่รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับการประเมินมูลค่า โครงสร้างเงินทุน และผลกระทบต่อนโยบายเงินปันผล ยังไม่มีการเปิดเผย ดังนั้นอัพไซด์ในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับการแสดงให้เห็นถึงมูลค่า synergy ด้านต้นทุนที่สามารถวัดผลและตรวจสอบได้อย่างน่าเชื่อถือ รวมถึงความสำเร็จในการผสานธุรกิจก่อนการปิดธุรกรรมตามเป้าหมายในช่วงกลางปี 2027 โดยการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในเดือนต.ค. 2026 จะเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญต่อการทบทวนสมมติฐานการลงทุนและมูลค่าที่เหมาะสมของทั้งสองบริษัทต่อไป

คงคำแนะนำและราคาเป้าหมายเดิม เรามองว่าความคืบหน้าดังกล่าวเป็นพัฒนาการเชิงบวกในเชิงกลยุทธ์สำหรับทั้งสองบริษัท โดยการเข้าสู่ขั้นตอน Confirmatory Due Diligence สนับสนุนมุมมองของเราว่า การรวมสินทรัพย์ต้นน้ำของ PTTGC เข้ากับแพลตฟอร์มธุรกิจปลายน้ำของ SCGC จะสามารถปลดล็อก synergy ที่มีนัยสำคัญได้ PTTGC (ราคาเป้าหมาย 63 บาท) ยังคงเป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม โดยได้รับการสนับสนุนจากการพึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางน้อยกว่าบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มปิโตรเคมี อัตรากำไรของธุรกิจโอเลฟินส์ที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบที่แข็งแกร่งกว่าผู้ผลิตที่ใช้แนฟทาเป็นหลัก และการมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมในแพลตฟอร์มใหม่ที่เสนอจัดตั้งขึ้น เราคงคำแนะนำ NEUTRAL สำหรับ SCC (ราคาเป้าหมาย 276 บาท) เนื่องจาก valuation น่าจะยังมีอัพไซด์จำกัดจนกว่าจะมีข้อสรุปเกี่ยวกับเป้าหมาย synergy โครงสร้างการกำกับดูแล และรายละเอียดของธุรกรรม