Café Invest
Research

PTTEP: ประเด็นสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์ – โทนการประชุมเป็นบวกอย่างระมัดระวัง เน้นการส่งมอบโครงการ หนุนการเติบโต พร้อมหาแหล่งก๊าซใหม่

PTTEP: ประเด็นสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์ – โทนการประชุมเป็นบวกอย่างระมัดระวัง เน้นการส่งมอบโครงการ หนุนการเติบโต พร้อมหาแหล่งก๊าซใหม่

สรุปสาระสำคัญ: ผู้บริหาร PTTEP ย้ำกลยุทธ์สองเสาหลัก ได้แก่ การรักษาความมั่นคงทางพลังงานของไทยด้วยการจัดหาก๊าซมากกว่า 60% ของความต้องการในประเทศ และการขยายธุรกิจต่างประเทศเพื่อเพิ่มสัดส่วนกำไรสุทธิจากฐานธุรกิจต่างประเทศเป็นมากกว่า 50% ภายในปี 2035 ขณะที่เป้าหมายปริมาณผลิตในระยะยาวอยู่ที่การเติบโตเฉลี่ย 1-3% ต่อปี คงคำแนะนำ OUTPERFORM ราคาเป้าหมาย 185 บาท

  • PTTEP ตั้งเป้ารักษาการจัดหาก๊าซให้ไทยมากกว่า 60% ของความต้องการในประเทศ ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนกำไรจากฐานธุรกิจต่างประเทศเป็นมากกว่า 50% ภายในปี 2035 โดยเน้น Southeast Asia, Middle East และ Algeria เรามองว่ากลยุทธ์ดังกล่าวช่วยรักษาความแข็งแกร่งของฐานธุรกิจในประเทศ พร้อมกระจายแหล่งรายได้และสร้างโอกาสเติบโตจากต่างประเทศในระยะยาว
  • PTTEP จะให้ความสำคัญกับการนำโครงการที่มีอยู่เข้าสู่การผลิตตามกำหนด มากกว่าการเร่งเติบโตผ่าน M&A แม้บริษัทยังพร้อมพิจารณาสินทรัพย์ที่น่าสนใจเป็นรายโอกาส พร้อมเพิ่มน้ำหนักด้าน exploration เพื่อสร้างฐานทรัพยากรรองรับการเติบโตหลังปี 2035 เรามองแนวทางดังกล่าวเป็นบวกต่อวินัยการลงทุน แต่ทำให้ความสามารถในการพัฒนาและเริ่มผลิตโครงการตามแผนมีความสำคัญต่อมุมมองการลงทุนมากขึ้น
  • PTTEP คาดปริมาณขายปี 2026 ราว 550kBOED ราคาก๊าซ US$6.1-6.2/MMBtu, unit cost US$29-30/BOE และ EBITDA margin ราว 70% ผู้บริหารคาดปริมาณขาย 4Q26 เพิ่มขึ้นราว 6% QoQ และราคาก๊าซอยู่ที่ US$6.4-6.5/MMBtu ขณะที่ cash cost ราว US$15/BOE ยังเป็นฐานที่เหมาะสมสำหรับประเมินผลการดำเนินงานระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม unit cost ปี 2026 ไม่ควรใช้เป็นฐานปกติของปี 2027 เนื่องจาก DD&A ได้รับประโยชน์จากปัจจัยเฉพาะปี
  • PTTEP กำลังศึกษาการเพิ่มปริมาณก๊าซจากอ่าวไทย โดยให้ความสำคัญกับ Bongkot ขณะที่การต่ออายุ Yadana PSC ซึ่งครบกำหนดในปี 2028 มีความคืบหน้า การต่ออายุอยู่ระหว่างดำเนินการและผู้บริหารระบุเพิ่มเติมว่าได้รับความเห็นชอบในหลักการจากรัฐบาลเมียนมาร์ และบริษัทอยู่ระหว่างหารือเกี่ยวกับแหล่ง A6 แม้ปัจจุบันยังไม่มีสัดส่วนลงทุน หากสามารถเข้าร่วมและใช้โครงสร้างพื้นฐานของ Yadana ได้ จะเพิ่มโอกาสนำก๊าซเข้าสู่ไทยโดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเดิม
  • Malaysia มีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อการเติบโตในต่างประเทศ โดย Lang Lebah และ B14 มีทรัพยากรก๊าซรวมมากกว่า 6.5 TCF และตั้งเป้า FID ในปี 2028 การพัฒนาร่วมกันช่วยลด CAPEX และ technical unit cost ขณะที่พันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในโครงการขนาดใหญ่และ sour gas อย่าง TotalEnergies จะช่วยลดความเสี่ยงด้านเทคนิคและการพัฒนาโครงการ ผู้บริหารประเมินเพิ่มเติมว่าการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันอาจลด technical unit cost ราว 15-20% ซึ่งช่วยชดเชยผลจากสัดส่วนปริมาณสำรองของ PTTEP ที่ลดลงหลัง farm-out
  • บริษัทมีหลายโครงการที่ผ่าน FID แล้ว ได้แก่ Sirung-Chenda ใน Malaysia, Aung Sinkha ใน Myanmar และ Bussabong ในไทย ขณะที่ SK408 Teja-Pepulut ได้ FID ในเดือน ต.ค. 2026 และตั้งเป้า first gas ในปี 2029 นอกจากนี้ SK309&311 เตรียมเพิ่มก๊าซ 45 MMSCFD ภายในเดือน ธ.ค. 2026 ส่วน Malaysia Block K คาดกลับมาผลิตใน 1Q27 หลังการซ่อมบำรุง FPSO เรามองว่าโครงการเหล่านี้ช่วยเพิ่มความชัดเจนของการเติบโตในช่วงปี 2028-30 แต่การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่หลายแห่งพร้อมกันทำให้ความเสี่ยงด้านการส่งมอบโครงการเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
  • Mozambique Area 1 ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา โดยบริษัทตั้งเป้าเบิกใช้ project finance ภายในสิ้นปี 2026 ขณะที่การก่อสร้าง LNG plant และโครงสร้างพื้นฐาน offshore ยังคงเดินหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระบุว่า Mozambique ยังอยู่ระหว่างการประเมิน impairment หลังบริษัทรับรู้ impairment ของ Malaysia Block K ไปแล้ว US$200mn ดังนั้น Mozambique จึงเป็นทั้งแหล่งการเติบโตระยะยาวและความเสี่ยงต่อรายการพิเศษในระยะสั้น
  • โครงสร้างราคาก๊าซของ PTTEP ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับราคาน้ำมัน โดยมีระยะปรับราคาประมาณ 6-12 เดือน ผู้บริหารประเมินว่า หากราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่บริเวณ US$100/bbl ราคาก๊าซอาจเพิ่มขึ้นเป็นราว US$6.5-6.8/MMBtu ดังนั้นราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูงไม่เพียงหนุนราคาขายผลิตภัณฑ์ของเหลว แต่ยังมีโอกาสส่งผ่านไปยังราคาก๊าซในปี 2027 และสร้างโอกาสด้านบวกต่อประมาณการกำไร
  • มุมมอง INVX: เรามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มระยะกลาง โดยการเติบโตเปลี่ยนจากการซื้อสินทรัพย์สู่การส่งมอบโครงการ โดยประเด็นสำคัญคือการเติบโตของ PTTEP ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจะมาจากการนำโครงการที่มีอยู่เข้าสู่การผลิตมากกว่าการเร่ง M&A ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการจัดสรรเงินทุน ขณะที่ Malaysia เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโต และ Bongkot, Yadana และ A6 เป็นโอกาสเพิ่มเติมในการเสริมฐานก๊าซระยะยาว เรามองว่า cash cost ราว US$15/BOE และโอกาสที่ราคาน้ำมันสูงจะทยอยส่งผ่านสู่ราคาก๊าซช่วยประคองแนวโน้มกำไร ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ความล่าช้าของโครงการ, impairment ของ Mozambique และความผันผวนของราคาน้ำมัน
  • เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM ราคาเป้าหมาย 185 บาทโดยใช้สมมติฐานราคาน้ำมันระยะยาวที่ 65 ดอลลาร์/บาร์เรล

ข้อสงวนสิทธิ์
เอกสารฉบับนี้จัดทำโดยสายงานวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“บริษัทฯ”) เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปแก่นักลงทุนเท่านั้น และไม่อาจถือได้ว่าเป็นคำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหลักทรัพย์ การเสนอขายหลักทรัพย์ หรือการชักชวนให้บุคคลใดเข้าจองซื้อหลักทรัพย์ หรือทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ โดยข้อมูลในเอกสารนี้เป็นข้อมูลที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะซึ่งผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงได้โดยทั่วไป  บริษัทฯ มิได้ยืนยันหรือรับรองถึงความถูกต้อง ความครบถ้วน หรือความสมบูรณ์ของข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด ความเห็น การคาดการณ์ หรือประมาณการใดๆ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนี้เป็นเพียงมุมมองของบริษัทฯ ณ วันที่ที่ปรากฏในเอกสารนี้เท่านั้น ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ โดยบริษัทฯ ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้สาธารณชน หรือผู้ลงทุนทราบ

บริษัทฯ  และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยของบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (“เอสซีบี เอกซ์”) โดยมีเอสซีบี เอกซ์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ดังนั้น บริษัทฯ และธนาคารฯ จึงอยู่ภายใต้กลุ่มบริษัทเดียวกัน อ่านต่อ: > ข้อสงวนสิทธิ์.pdf