สรุปสาระสำคัญ: PTTGC และ SCGC เดินหน้าจัดตั้งบริษัทร่วมทุนปิโตรเคมีระดับโลก คาดสร้างผลประโยชน์ร่วม (Synergy) US$150-200mn ต่อปี พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการบูรณาการวัตถุดิบ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง เราจึงยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทั้ง PTTGC และ SCC
ปิโตรเคมี: สรุปประเด็นสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์ PTTGC-SCGC JV (มุมมองเชิงบวก)

- PTTGC และ SCGC ประกาศจัดตั้ง JV รวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น PTTGC 56% และ SCGC 44% พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตโพลิโอเลฟินส์อันดับ 1 ในเอเชีย และอันดับ 10 ของโลก จากกำลังการผลิตรวมกว่า 7 ล้านตันต่อปี
- Synergy เป้าหมาย US$150-200mn ต่อปี เป็นผลประโยชน์ต่อเนื่อง (Recurring Synergy) ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้หลังปิดดีลและบรรลุเต็มที่ภายใน 3 ปี หรือราวปี 2030 โดยผู้บริหารมองว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง “Phase แรก” และยังมี Upside เพิ่มเติมจากการบูรณาการธุรกิจในระยะต่อไป
- Operational Optimization จะเป็นแหล่ง Synergy หลักในระยะแรก จากการรวมการดำเนินงานของโรงงานมากกว่า 30 แห่งในนิคมมาบตาพุด ครอบคลุมการวางแผน Shutdown, Utility Integration, Energy Efficiency, Maintenance และการบริหารสินทรัพย์ร่วมกัน โดยใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมค่อนข้างจำกัด
- Feedstock Optimization เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ผ่านการเชื่อมโยงกับเครือข่ายวัตถุดิบของกลุ่ม PTT ทั้งโรงกลั่น Aromatics, Condensate Splitter และ Ethane นำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบและลดต้นทุนการผลิต โดยในระยะแรกสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาวัตถุดิบสำหรับ SCGC ได้ราว 15-30% ของความต้องการทั้งหมด
- Portfolio และ Commercial Synergy จะเกิดจากการรวมผลิตภัณฑ์ Commodity, HVA และ Specialty ของทั้งสองบริษัท ช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงลูกค้า ขยายตลาด และยกระดับอัตรากำไรในระยะยาว
- ผู้บริหารมองว่า JV จะช่วยขยับตำแหน่งบน Cost Curve โลกจากฝั่งต้นทุนสูงเข้าสู่กลุ่มต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น ผ่านการเพิ่มขนาดธุรกิจ ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน
- JV จะเริ่มต้นด้วยฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีเป้าหมาย Net D/E ที่ 0.26x และหนี้สุทธิเริ่มต้นราว US$1.5bn (PTTGC ราว US$900mn และ SCGC/TPE ราว US$600mn) เพื่อรองรับความผันผวนของวัฏจักรอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
- ผู้บริหารย้ำว่าไม่มีแผนจัดตั้งธุรกิจที่แข่งขันกับ JV ภายนอก สะท้อนความมุ่งมั่นระยะยาวของทั้งสองฝ่าย ขณะที่การปิดหรือปรับลดกำลังการผลิตยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญในปัจจุบัน โดยจะมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก Synergy และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเป็นลำดับแรก
- ดีลยังอยู่ระหว่างการขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานด้านการแข่งขันทางการค้า โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วง 2H27 หากได้รับการอนุมัติจากทุกหน่วยงานตามแผน
มุมมอง INVX: JV นี้เป็นการปรับโครงสร้างเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันมากกว่าการฟื้นตัวตามวัฏจักรอุตสาหกรรมในระยะสั้น โดยจุดเด่นอยู่ที่การสร้าง Synergy การเพิ่มความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ (Feedstock Flexibility) และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน (Cost Competitiveness) ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในระยะยาว
เราประเมินว่า Synergy ดังกล่าวจะหนุนกำไรของ PTTGC เพิ่มขึ้น 7% ในปี 2027 และ 11% ในปี 2028 โดยมี Upside ต่อราคาเป้าหมายราว 0.9 บาท/หุ้น จากราคาเป้าหมายปัจจุบันที่ 63 บาท
สำหรับ SCC เราประเมินว่า Synergy จะหนุนกำไรเพิ่มขึ้น 3% ในปี 2027 (ภายใต้สมมติฐานว่าดีลแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2027) และ 9.5% ในปี 2028 โดยมี Upside ต่อราคาเป้าหมายราว 8 บาท/หุ้น จากราคาเป้าหมายปัจจุบันที่ 276 บาท
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน อ่านต่อ: > ข้อสงวนสิทธิ์.pdf

