Café Invest
Markets

Quantum 2Q26: รายได้เร่งตัว หนุนแนวโน้มเติบโตต่อ

Quantum 2Q26: รายได้เร่งตัว หนุนแนวโน้มเติบโตต่อ

ผลประกอบการ 2Q26 ของ Infleqtion (INFQ) และ Quantinuum (QNT) มีรายได้สูงกว่าคาด แม้ภาพรวมผลการดำเนินงานจะยังคงขาดทุนสุทธิต่อหุ้นมากกว่าคาดจากค่าใช้จ่าย R&D และการเร่งลงทุนที่อยู่ในระดับสูง แต่การขยับเพิ่มเป้าหมายรายได้ปี 2026 ของทั้งสองบริษัทพร้อมแรงหนุนจากงานฝั่งภาครัฐและสัญญาใหญ่กับ Oracle สะท้อนว่าอุตสาหกรรมควอนตัมกำลังสร้างรายได้เชิงพาณิชย์และติดตั้งใช้งานจริงในศูนย์ข้อมูลร่วมกับ AI และ HPC ซึ่ง INVX มองบวกต่อกลุ่ม Quantum แต่มองว่าการลงทุนในกลุ่มนี้ยังคงเน้นการเก็งกำไรระยะยาวโดยขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการพัฒนา Logical Qubit และการขยาย Backlog เป็นหลัก

1) ภาพรวมผลประกอบการ 2Q26


ผลประกอบการของ Infleqtion (INFQ) และ Quantinuum (QNT) สะท้อนว่าธุรกิจควอนตัมกำลังขยับจากช่วงวิจัยไปสู่การสร้างรายได้เชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยรายได้ของทั้งสองบริษัทสูงกว่าที่ตลาดคาดและเติบโตมากกว่า 100% YoY อย่างไรก็ตาม ภาพกำไรยังอ่อนแอจากค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาที่อยู่ในระดับสูง สำหรับ INFQ แม้รายได้สูงกว่าคาดราว 19% แต่ขาดทุนต่อหุ้น $0.12 แย่กว่าคาดที่ขาดทุน $0.05 ขณะที่ QNT รายได้สูงกว่าคาดราว 5% แต่ขาดทุนปรับปรุงต่อหุ้น $0.28 แย่กว่าคาดเล็กน้อยที่ $0.26 จุดที่สำคัญกว่ากำไรระยะสั้นคือทั้งสองบริษัทมีรายได้จากโครงการจริงเพิ่มขึ้น พร้อมยกระดับเป้าหมายหรือให้แนวโน้มปี 2026 สูงกว่าตลาดคาด ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการเริ่มเปลี่ยนจากการทดลองไปสู่การติดตั้งระบบและใช้งานจริงมากขึ้น


ตารางสรุปผลประกอบการ 2Q26

รายการ

Infleqtion (INFQ)

Quantinuum (QNT)

รายได้

$12.6 ล้าน

$8.0 ล้าน

เทียบตลาดคาด

ดีกว่าคาด $10.6 ล้าน

ดีกว่าคาด $7.6 ล้าน

รายได้เติบโต YoY

+116%

+279%

รายได้เติบโต QoQ

+34%

+53%

กำไรขั้นต้น

$1.39 ล้าน

-$5.15 ล้าน

อัตรากำไรขั้นต้น

11.0% จาก 17.4% ปีก่อน

-64.4% ตาม GAAP / 61.7% หลังปรับรายการพิเศษ

ขาดทุนจากการดำเนินงาน

$30.6 ล้าน

$555.0 ล้าน

ขาดทุนสุทธิ

$25.5 ล้าน

$596.5 ล้าน

ขาดทุนต่อหุ้น

-$0.12

-$0.28

เทียบตลาดคาด

ขาดทุนสูงกว่าคาด -$0.05

ขาดทุนสูงกว่าคาดเล็กน้อย -$0.26


Infleqtion: รายได้ดีกว่าคาด แต่การขยายการลงทุนกดดันกำไร


INFQ มีรายได้ 2Q26 ที่ $12.63 ล้าน เพิ่ม 116% YoY และ 34% QoQ โดยรายได้ทั้งหมดเป็นรายได้จากธุรกิจควอนตัมและเติบโตแบบ Organic ปัจจัยหลักมาจากโครงการ Quantum Gravity Gradiometer ของ NASA รวมถึงการเติบโตของงานด้านการตรวจวัดและคอมพิวเตอร์ควอนตัม อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 11.0% จาก 17.4% ใน 2Q25 และราว 21.0% ใน 1Q26 เนื่องจากต้นทุนการส่งมอบโครงการเพิ่มขึ้น ขณะที่ขาดทุนจากการดำเนินงานเพิ่มเป็น $30.6 ล้าน จาก $10.1 ล้านปีก่อน ตามการเพิ่มบุคลากร การวิจัย และค่าตอบแทนหุ้น


แม้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก $13.2 ล้าน แต่มีผลบวกชั่วคราวจากเงินภาษีเกี่ยวกับการใช้สิทธิหุ้นราว $27.4 ล้าน ซึ่งจะต้องนำส่งใน 3Q26 หากตัดรายการดังกล่าวออก บริษัทใช้เงินสดจากการดำเนินงานจริงราว $14 ล้าน ดังนั้นคุณภาพของกระแสเงินสดยังไม่ควรถูกมองว่าเข้าสู่จุดสร้างเงินสดอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี ฐานะการเงินยังแข็งแรง โดยมีเงินสดและหลักทรัพย์สภาพคล่องราว $582 ล้านและไม่มีหนี้


Quantinuum: รายได้โตเร็วและธุรกิจคลาวด์แข็งแรง แต่ตัวเลข GAAP ถูกบิดเบือนจากรายการ IPO


QNT มีรายได้ $8.0 ล้าน เพิ่ม 279% YoY และ 53% QoQ สูงกว่าคาดเล็กน้อย โดยแรงหนุนหลักมาจากธุรกิจคลาวด์และการใช้ระบบควอนตัมที่เพิ่มขึ้น รายได้มีการกระจายตัวดีขึ้นทั้งในและนอกสหรัฐฯ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นตาม GAAP อยู่ที่ -64.4% แต่ตัวเลขดังกล่าวได้รับผลกระทบจากค่าตอบแทนหุ้นและค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน หากตัดรายการเหล่านี้ออก อัตรากำไรขั้นต้นปรับปรุงอยู่ที่ 61.7% ใกล้เคียง 62.3% ในปีก่อน


ขาดทุนสุทธิ GAAP สูงถึง $596.5 ล้าน และขาดทุนจากการดำเนินงาน $555 ล้าน แต่ส่วนใหญ่เกิดจากค่าตอบแทนหุ้นที่รับรู้หลัง IPO ราว $447.5 ล้าน จึงควรพิจารณาตัวเลขปรับปรุงร่วมด้วย โดยขาดทุน EBITDA หลังปรับรายการอยู่ที่ $68.3 ล้าน เทียบกับ $43.5 ล้านปีก่อน สะท้อนว่าธุรกิจยังอยู่ในช่วงเร่งลงทุนจริง แม้ตัดผลกระทบทางบัญชีออกแล้ว จุดแข็งคือเงินสดกว่า $2.1 พันล้านหลัง IPO ซึ่งช่วยรองรับการพัฒนา Sol และ Apollo ได้หลายปีโดยลดความเสี่ยงด้านการระดมทุนระยะสั้น


2) แนวโน้มรายได้ในระยะข้างหน้า


Infleqtion: ปรับเป้ารายได้ขึ้น และยังยืนยัน 30 logical qubits ภายในปีนี้


INFQ ปรับเพิ่มเป้ารายได้ปี 2026 เป็นประมาณ $43 ล้าน จากเดิมอย่างน้อย $40 ล้าน และสูงกว่าตลาดคาดราว $41.8 ล้าน โดยผู้บริหารระบุว่าการปรับขึ้นมาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1) ผลประกอบการ 2Q26 ที่แข็งแรงกว่าคาด 2) ยอดจองและความชัดเจนของรายได้ใหม่ที่เพิ่มขึ้น และ 3) ความต้องการทั้งธุรกิจคอมพิวเตอร์และการตรวจวัดควอนตัมที่ดีขึ้น บริษัทคาดว่ารายได้ครึ่งหลังปี 2026 จะมีระดับใกล้เคียงครึ่งแรก แต่จังหวะการรับรู้รายได้อาจผันผวนตามการส่งมอบสัญญา


สมมติฐานสำคัญของแนวโน้ม INFQ คือการทำตามเป้า 30 logical qubits ในปี 2026 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญก่อนระบบที่ Illinois ในปี 2027 ซึ่งออกแบบให้สามารถขยายเกิน 50 logical qubits และเดินหน้าสู่เป้าหมาย 100 logical qubits นอกจากนี้ Letter of Intent จากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดทางให้ได้รับเงินสนับสนุนสูงสุด $100 ล้าน หากผ่านข้อตกลงและเงื่อนไขสุดท้าย ซึ่งอาจช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายดำเนินงานบางส่วนในอนาคต


Quantinuum: แนวโน้มสูงกว่าคาด พร้อมเริ่มเห็นการเติบโตมากกว่า 100% ในปี 2027


QNT ให้กรอบรายได้ปี 2026 ที่ $28-32 ล้าน หรือจุดกึ่งกลาง $30 ล้าน สูงกว่าตลาดคาดราว $26.5 ล้าน ขณะเดียวกันยอดจองหลังรวมสัญญา Oracle และสัญญาที่ปิดหลังสิ้นไตรมาสอยู่ที่ประมาณ $81 ล้าน และบริษัทคาดว่ายอดจองทั้งปีจะอย่างน้อย $120 ล้าน ขณะที่ภาระผูกพันที่ต้องรับรู้เป็นรายได้อยู่ที่ประมาณ $74 ล้าน ณ สิ้น 2Q26


ที่สำคัญ ผู้บริหารระบุว่าจากยอดจองและ backlog ในปัจจุบัน บริษัทเริ่มมองเห็นรายได้ปี 2027 เติบโต มากกว่า 100% จากกรอบปี 2026 โดยสมมติฐานหลักคือการรับรู้รายได้จากการขายระบบ Helios การใช้บริการคลาวด์ที่เพิ่มขึ้น และสัญญาระยะยาวกับ Oracle นอกจากนี้ Sol ซึ่งตั้งเป้า 192 physical qubits และ 100 logical qubits ยังอยู่ตามแผนเปิดตัวในปี 2027 ขณะที่ Apollo ซึ่งตั้งเป้าเป็นระบบ fault-tolerant เต็มรูปแบบยังคงกำหนดเปิดตัวในปี 2029


3) มุมมองผู้บริหารและประเด็นสำคัญจาก Earnings Call


Infleqtion: ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการวิจัยเข้าสู่ช่วงลงมือใช้งาน


ผู้บริหาร INFQ มองว่าตลาดควอนตัมกำลังเข้าสู่ช่วงที่ลูกค้าและรัฐบาลเริ่มกำหนดทั้งงบประมาณและกรอบเวลาที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งกำลังผลักดันทั้งคอมพิวเตอร์ การตรวจวัด และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ บริษัทจึงมองว่าความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่จำนวน qubit เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างระบบที่ติดตั้งและใช้งานจริงได้


ประเด็นสำคัญจากการประชุม ได้แก่ 1) บริษัทยืนยันเป้า 30 logical qubits ในปีนี้ โดยต้องรักษาอัตราการสูญเสียอะตอมระหว่างคำนวณให้น้อยกว่า 2% และตั้งเป้าใช้ physical qubit น้อยกว่า 10 ตัวต่อ logical qubit 2) ระบบที่ Illinois ในปี 2027 จะใช้สถาปัตยกรรมที่สามารถปรับปรุงแบบเป็นส่วนๆ และขยายเกิน 50 logical qubits 3) ลูกค้าในกลุ่มการเงิน พลังงาน และการแพทย์ที่กำลังทดสอบวงจร logical qubit ล้วนเป็นโครงการที่สร้างรายได้แล้ว และ 4) ผู้บริหารระบุว่าความต้องการฝั่งคอมพิวเตอร์ควอนตัมแข็งแรงกว่าที่คาดไว้เดิม ขณะที่การตรวจวัดยังเติบโตดีจาก NASA กลาโหม และระบบจับเวลาแม่นยำสูง


อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการใช้ AI เข้ามาช่วยเร่งงานวิจัยและการเขียนซอฟต์แวร์ โดยบริษัทระบุว่าสามารถลดระยะเวลาบางโครงการจากระดับเดือนเหลือเพียงวัน และกำลังใช้ AI ช่วยค้นหาแนวทางลดจำนวนขั้นตอนของวงจรควอนตัม หากทำได้ต่อเนื่อง อาจช่วยลดเวลาและต้นทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างมีนัยสำคัญ


Quantinuum: จุดขายหลักคือ ความแม่นยำและการติดตั้งเข้าศูนย์ข้อมูลจริง


ผู้บริหาร QNT เน้นว่าความได้เปรียบของบริษัทอยู่ที่การรวม 3 ด้าน คือเทคโนโลยี ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบครบวงจร รวมถึงความสามารถในการสร้างตลาดเชิงพาณิชย์ จุดสำคัญของไตรมาสคือ Helios สามารถแสดงความแม่นยำของ logical qubit ใกล้ระดับ 99.999% ผ่านวิธีแก้ไขข้อผิดพลาดชุดใหม่ ซึ่งเพิ่มความมั่นใจต่อเส้นทางสู่ Sol และ Apollo


สัญญากับ Oracle ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะ Oracle ซื้อระบบ Helios ไปติดตั้งโดยตรงในศูนย์ข้อมูล OCI ในสหรัฐฯ ก่อนเปิดให้ลูกค้าเข้าถึงผ่านบริการคลาวด์ ทำให้ quantum processor สามารถทำงานร่วมกับ GPU ระบบประมวลผลสมรรถนะสูง เครือข่ายและระบบจัดเก็บข้อมูลภายในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ผู้บริหารมองว่านี่เป็นแนวทางที่ลูกค้าองค์กรมีแนวโน้มใช้งานจริงมากที่สุดในระยะแรก เนื่องจากไม่จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานควอนตัมเอง


นอกจากนี้ บริษัทระบุว่ามีองค์กรกว่า 180 แห่ง ใช้งานแพลตฟอร์ม Nexus เพิ่มจากราว 150 แห่งก่อนหน้า และไม่เพียงจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แต่ปริมาณการใช้งานต่อองค์กรก็สูงขึ้นด้วย ขณะที่ pipeline เชิงพาณิชย์มีมูลค่าในระดับหลายพันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมทั้ง Helios, Sol และ Apollo แม้ยังไม่ควรเทียบ pipeline กับรายได้โดยตรง แต่สะท้อนว่าความสนใจจากลูกค้าองค์กรเริ่มขยายตัวอย่างชัดเจน


4) มุมมองของ INVX


อุตสาหกรรม Quantum: เริ่มเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านจำนวน qubit สู่การแข่งขันด้านคุณภาพและการใช้งานจริง


ผลประกอบการของ INFQ และ QNT เป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรม เนื่องจากรายได้ของทั้งสองบริษัทเติบโตในระดับสามหลักและมีสัญญาจากรัฐบาลกับลูกค้าองค์กรเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตลาดจะให้ความสำคัญมากขึ้นจากนี้ไม่ใช่เพียงจำนวน physical qubits แต่เป็น จำนวน logical qubits ที่ใช้งานได้จริง อัตราความผิดพลาด ความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI/HPC และการเปลี่ยนยอดจองเป็นรายได้ บริษัทที่สามารถพิสูจน์ตัวเองใน 4 ด้านนี้จะมีโอกาสได้มูลค่าเพิ่มขึ้นก่อนคู่แข่ง


อีกแนวโน้มสำคัญคือควอนตัมมีแนวโน้มถูกนำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ข้อมูลและคลาวด์ มากกว่าจะทดแทนคอมพิวเตอร์แบบเดิมโดยตรง สัญญา QNT–Oracle และการเชื่อมระบบ INFQ กับ NVIDIA NVQLink สนับสนุนภาพว่าโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตอาจเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง CPU + GPU + QPU ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ผลิตระบบเครือข่าย และผู้ผลิตชิป AI ได้ประโยชน์จากการขยายระบบนิเวศควอนตัมด้วย


มุมมองหุ้นรายตัว


QNT: เรามองว่ามีคุณภาพของปัจจัยพื้นฐานเชิงเทคโนโลยีเด่นกว่าในระยะนี้ จาก Helios ที่ทำได้ 48 logical qubits ความแม่นยำสูง สัญญาขายระบบให้ Oracle และเงินสดกว่า $2.1 พันล้าน ซึ่งลดความเสี่ยงด้านเงินทุนในช่วงก่อนเข้าสู่ Sol ปี 2027 และ Apollo ปี 2029 อย่างไรก็ตาม มูลค่าหุ้นยังขึ้นกับการทำตามแผนเทคโนโลยีเป็นหลัก และรายได้ปัจจุบันยังเล็กเมื่อเทียบกับระดับค่าใช้จ่าย จึงเหมาะกับการลงทุนที่รับความผันผวนสูงได้


INFQ: จุดเด่นคือรายได้ปัจจุบันสูงกว่า QNT การเติบโต 116% YoY การปรับเป้ารายได้ขึ้น และฐานงานภาครัฐที่หลากหลาย ทั้ง NASA, DOE และกลาโหม ขณะที่ neutral atom มีข้อได้เปรียบด้านการขยายจำนวน qubit และการใช้พลังงานต่ำ ประเด็นสำคัญที่สุดคือการทำ 30 logical qubits ให้สำเร็จภายในปี 2026 หากทำได้จะช่วยลดความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและเพิ่มความน่าเชื่อถือต่อระบบ Illinois ปี 2027 อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงและการขาดทุนจากการดำเนินงานที่สูงขึ้นยังต้องติดตาม


โดยรวม เรามอง บวกต่อพัฒนาการของธีม Quantum แต่ยังจัดเป็นการลงทุนเชิงเก็งกำไรสูง เนื่องจากกำไรเชิงพาณิชย์ยังอยู่ห่างออกไปหลายปี สำหรับการเลือกหุ้นในระยะนี้ควรให้น้ำหนักกับ 1) ความสำเร็จของ logical qubit และ error correction 2) การเติบโตของ bookings/backlog 3) การขายหรือเชื่อมระบบเข้ากับคลาวด์และศูนย์ข้อมูลจริง และ 4) เงินสดเพียงพอรองรับการพัฒนา โดยในสองบริษัทนี้ QNT มีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและฐานะเงินสด ขณะที่ INFQ มีจุดเด่นด้านการเติบโตของรายได้และฐานสัญญารัฐบาล จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการรับความเสี่ยงคนละลักษณะ

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Quantum 2Q26: รายได้เร่งตัว หนุนแนวโน้มเติบโตต่อ | Café Invest