Café Invest
Markets

RTX คว้าสัญญา $6.3bn ส่วน LMT เปิดตัวขีปนาวุธรุ่นใหม่

RTX คว้าสัญญา $6.3bn ส่วน LMT เปิดตัวขีปนาวุธรุ่นใหม่

RTX ได้รับสัญญาผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น SM-3 มูลค่าสูงสุด $6.3bn จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ขณะที่ Lockheed Martin (LMT) เปิดตัว PAC-3 Edge รุ่นใหม่ ซึ่งคาดเริ่มทดสอบในปี 2027 และอาจเข้าประจำการในปี 2031 สะท้อนความต้องการฟื้นฟูคลังอาวุธและยกระดับระบบป้องกันภัยทางอากาศ โดย INVX มองบวกต่อกลุ่มป้องกันประเทศ เนื่องจากความต้องการเติมคลังอาวุธยังมีต่อเนื่องแม้สงครามคลี่คลาย และมองว่าการปรับฐานของหุ้นกลุ่มนี้เป็นโอกาสทยอยสะสม

1. RTX ได้รับสัญญา $6.3bn สะท้อนความต้องการฟื้นฟูคลังอาวุธสหรัฐฯ

RTX (RTX US) ได้รับสัญญาจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มูลค่าสูงสุด $6.3bn เพื่อผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น SM-3 Block IB สำหรับรับมือขีปนาวุธพิสัยใกล้ถึงพิสัยกลาง โดยสัญญามีระยะเวลาหลัก 5 ปี พร้อมสิทธิขยายอีก 2 ปี และกำหนดดำเนินโครงการจนถึงเดือน ต.ค. 2034

ประเด็นสำคัญของสัญญามีดังนี้

·       มูลค่าสัญญาสูงสุด $6.3bn ช่วยเพิ่มความชัดเจนของคำสั่งซื้อระยะยาว แต่ไม่ใช่รายได้ที่จะรับรู้ทั้งหมดทันที

·       ใช้โรงงานในรัฐแอริโซนาและแอละแบมา เพื่อรองรับการผลิตและส่งมอบขีปนาวุธ

·       SM-3 Block IB สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธนอกชั้นบรรยากาศโลก โดยใช้การชนเป้าหมายโดยตรง และติดตั้งได้ทั้งบนเรือรบและระบบภาคพื้นดิน

·       มีเป้าหมายเติมคลังอาวุธของสหรัฐฯ หลังการใช้งานขีปนาวุธสกัดกั้นจำนวนมากในความขัดแย้งกับอิหร่าน

การได้รับสัญญาดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มให้ความสำคัญกับการเพิ่มปริมาณอาวุธสำรอง ควบคู่กับการจัดหาขีปนาวุธประสิทธิภาพสูง เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงในอนาคต

2. สหรัฐฯ เร่งเพิ่มกำลังผลิตขีปนาวุธ หลังคลังอาวุธลดลงจากสงคราม

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นหลายประเภทเป็นจำนวนมาก ทั้ง Patriot, THAAD, SM-3 และ SM-6 เพื่อรับมือการโจมตีด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ ทำให้กระทรวงกลาโหมจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูคลังอาวุธ รวมถึงเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต เนื่องจากการขยายโรงงานต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีระยะเวลาคืนทุนยาว ขณะที่ผู้ผลิตยังต้องประเมินความต่อเนื่องของคำสั่งซื้อในอนาคต ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามสนับสนุนการลงทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โรงงานประกอบขีปนาวุธ ผู้ผลิตเครื่องยนต์จรวด ไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญ

ตัวอย่างสำคัญคือ General Motors (GM US) ที่สามารถผลิตชิ้นส่วนโครงสร้างภายนอกสำหรับขีปนาวุธ PAC-3 ของ Lockheed Martin ได้ภายใน 22 วัน สะท้อนความพยายามนำกำลังการผลิตจากอุตสาหกรรมอื่นเข้ามาสนับสนุนการผลิตอาวุธ

ประเด็นที่ต้องติดตามคือความสามารถในการเพิ่มกำลังผลิตให้ทันกับความต้องการ เนื่องจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอาจยังไม่ส่งผลต่อรายได้ทันที หากผู้ผลิตเผชิญข้อจำกัดด้านชิ้นส่วนหรือกำลังการส่งมอบ

3. Lockheed Martin เปิดตัว PAC-3 Edge ยกระดับการป้องกันภัยทางอากาศ

Lockheed Martin (LMT US) เปิดตัวขีปนาวุธสกัดกั้นรุ่นใหม่ PAC-3 Edge ซึ่งพัฒนาต่อยอดจาก PAC-3 MSE ที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในยูเครนและตะวันออกกลาง เพื่อรับมือภัยคุกคามที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง

การพัฒนาที่สำคัญประกอบด้วย

·       ระบบตรวจจับและติดตามเป้าหมายรุ่นใหม่ พัฒนาโดย Lockheed Martin เอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้น โดยรุ่น PAC-3 MSE เดิมใช้ระบบจาก Boeing (BA US)

·       เครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็งจาก Northrop Grumman (NOC US) ช่วยเพิ่มความเร็ว ความคล่องตัว และระยะปฏิบัติการ

·       รองรับระบบยิงที่มีอยู่เดิม ได้แก่ ฐานยิง Patriot และระบบบัญชาการรบของกองทัพบกสหรัฐฯ รวมถึงอาจขยายไปใช้กับระบบ HIMARS ในอนาคต

·       คาดเริ่มทดสอบในปี 2027 และอาจเข้าประจำการในปี 2031 หลังได้รับคัดเลือกให้เข้าสู่การพัฒนาขั้นต่อไปภายใต้โครงการ Future Interceptor

นอกจากนี้ Lockheed Martin ยังพัฒนา PAC-3 ACE ซึ่งตั้งเป้ามีต้นทุนประมาณครึ่งหนึ่งของ PAC-3 MSE ที่มีราคาประมาณ $4mn ต่อหน่วย สะท้อนแนวทางพัฒนาอาวุธทั้งกลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและกลุ่มที่มีต้นทุนต่ำลง เพื่อรองรับการใช้งานในปริมาณมาก

อย่างไรก็ตาม PAC-3 Edge ยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาและแข่งขันเพื่อรับการคัดเลือก จึงยังมีความไม่แน่นอนด้านการจัดซื้อและมูลค่ารายได้ในอนาคต

4. ความต้องการอาวุธระยะยาวยังแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นสะท้อนความเสี่ยงสงครามคลี่คลาย

แม้แนวโน้มคำสั่งซื้อขีปนาวุธสกัดกั้นยังแข็งแกร่ง แต่หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเผชิญแรงขายในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนเริ่มคาดการณ์โอกาสเกิดข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน ซึ่งอาจลดความต้องการอาวุธเร่งด่วน ประกอบกับมูลค่าหุ้นบางบริษัทอยู่ในระดับสูง หลังปรับตัวเพิ่มขึ้นก่อนหน้า

ประเด็น

การเปลี่ยนแปลง

ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและป้องกันประเทศ

-11% ตั้งแต่ต้นปี

RTX เทียบกับจุดสูงสุดช่วงต้น ส.ค.

-18.5%

RTX ตั้งแต่ต้นปี

+1%

Lockheed Martin เดือน ก.ย.

ลดลงมากกว่า 9%

การปรับฐานดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างระหว่างแนวโน้มคำสั่งซื้อระยะยาวที่ยังแข็งแกร่ง กับความคาดหวังของตลาดต่อระดับความขัดแย้งในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม แม้สงครามคลี่คลาย สหรัฐฯ ยังคงจำเป็นต้องเติมคลังอาวุธที่ถูกใช้งานไปแล้ว ซึ่งช่วยรองรับความต้องการผลิตขีปนาวุธในระยะต่อไป

5. มุมมองของ INVX: มองบวกต่อกลุ่มป้องกันประเทศ เน้น RTX และ LMT

INVX มองบวกต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขีปนาวุธสกัดกั้น เนื่องจากความต้องการในระยะต่อไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเกิดสงครามใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นฟูคลังอาวุธ การเพิ่มกำลังผลิต และการพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยมีสัญญาณสนับสนุนจากการจัดซื้อขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง RTX และ LMT

โดย RTX มีแรงหนุนจากคำสั่งซื้อที่ยืนยันแล้วและการขยายกำลังผลิตที่ช่วยเพิ่มความชัดเจนของรายได้ ขณะที่ LMT น่าสนใจสำหรับการเติบโตระยะยาวจากการผลิต PAC-3 MSE และพัฒนา PAC-3 Edge ส่วน NOC ได้ประโยชน์จากการจัดหาเครื่องยนต์จรวด และ Boeing (BA US) ยังได้รับประโยชน์จากสัญญาผลิตระบบตรวจจับสำหรับ PAC-3 MSE เดิมมูลค่าสูงสุด $14.7bn แม้ PAC-3 Edge จะเปลี่ยนมาใช้ระบบที่ LMT พัฒนาเอง

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความสามารถในการเพิ่มกำลังผลิต ต้นทุนการลงทุน และการจัดสรรงบประมาณภาครัฐ โดยมองว่าการปรับฐานของหุ้นกลุ่มดังกล่าวอาจเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นที่มีคำสั่งซื้อชัดเจนและสามารถเปลี่ยนคำสั่งซื้อเป็นรายได้และกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน