กว่า 18 ปีที่ Bitcoin เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโลกการเงิน จากเงินดิจิทัลที่แทบไม่มีใครรู้จัก สู่สินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง
บางคนสร้างความมั่งคั่งจากมัน บางคนขาดทุน และอีกหลายคนยังตั้งคำถามว่า สิ่งนี้มีมูลค่าได้อย่างไร
แต่มีคำถามหนึ่งที่ยังเป็นปริศนา
คนที่สร้าง Bitcoin คือใคร?
InnovestX ชวนย้อนรอย “Satoshi Nakamoto” ผู้สร้าง Bitcoin ที่ถอนตัวจากโครงการ โดยที่โลกยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง
ไม่มีประวัติชีวิตที่ยืนยันได้ครบถ้วน และยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นคนคนเดียวหรือกลุ่มคน สิ่งที่พอจะใช้ทำความรู้จักได้ คือเอกสาร โค้ด และข้อความที่ทิ้งไว้
หลักฐานเหล่านี้บอกว่า ก่อน Bitcoin จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุน ความจริงแล้วมันเริ่มจากคำถามเกี่ยวกับระบบการเงินที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน
ทำไมเงินของเรา ต้องพึ่งความเชื่อใจมากขนาดนั้น?
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 Satoshi เขียนถึงปัญหาของระบบการเงินแบบเดิมว่า ระบบต้องอาศัยความไว้วางใจหลายชั้น
เราต้องเชื่อว่าธนาคารกลางจะบริหารค่าเงินได้อย่างเหมาะสม ต้องเชื่อว่าธนาคารจะดูแลเงิน โอนเงินได้ถูกต้อง และรักษาข้อมูลของลูกค้า
อีกทั้งเขายังตั้งข้อสังเกตถึงการนำเงินฝากไปปล่อยสินเชื่อต่อ ซึ่งในมุมมองของเขาอาจนำไปสู่การขยายตัวของเครดิตและฟองสบู่ได้
คำถามจึงเป็นว่า ถ้าไม่อยากฝากทุกอย่างไว้กับความเชื่อใจเหล่านี้ เรามีทางเลือกอื่นหรือไม่?
แนวคิดของ Satoshi คือ ให้ผู้ใช้สามารถควบคุมเงินดิจิทัลของตัวเอง และส่งหากันผ่านระบบที่ตรวจสอบได้ โดยลดการพึ่งผู้ดูแลบัญชีกลาง
และนั่นคือแนวคิดเบื้องหลังการสร้าง Bitcoin
วันที่ 31 ตุลาคม 2008 Satoshi เผยแพร่เอกสารชื่อ
“Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System”
เป็น Whitepaper ความยาวเพียง 9 หน้า ซึ่งเสนอระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้จ่ายสามารถส่งเงินถึงผู้รับได้โดยตรง
สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ Satoshi เริ่มพัฒนาแนวคิดและเขียนโปรแกรมมาก่อนช่วงที่วิกฤตการเงินปี 2008 ซึ่งรุนแรงที่สุด โดยโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการสร้าง “เงินบนอินเทอร์เน็ต” แต่คือการสร้างเงินดิจิทัลที่สามารถส่งหากันได้ โดยไม่ต้องมีคนกลางคอยรับรองทุกธุรกรรม
ปัญหาคือ หากไม่มีคนกลาง แล้วใครจะป้องกันไม่ให้เงินก้อนเดิมถูกนำไปใช้ซ้ำ?
เงินดิจิทัลจะถูกส่งต่อ โดยไม่ถูกใช้ซ้ำได้อย่างไร?
ลองนึกถึงการส่งรูปภาพให้เพื่อน
เมื่อเราส่งรูปหนึ่งรูปออกไป เพื่อนก็ได้รูปนั้น แต่รูปต้นฉบับในเครื่องของเรายังอยู่ เราจึงสามารถส่งรูปเดียวกันให้คนอื่นต่อได้ ถ้า “เงิน” ทำแบบเดียวกันได้ เราอาจใช้เงินก้อนเดียวกันซื้อกาแฟ แล้วนำเงินก้อนเดิมไปซื้อข้าวได้อีก
ปัญหานี้เรียกว่า Double Spending หรือการใช้เงินก้อนเดียวกันซ้ำ
ในระบบการเงินทั่วไปใช้ตัวกลาง เช่น ธนาคาร ที่คอยเก็บบัญชีและตรวจสอบว่าเงินถูกใช้ไปแล้วหรือยัง
แต่ Bitcoin เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ใช้กลไลที่เรียกว่า Proof of Work
แทนที่จะมีสมุดบัญชีอยู่กับองค์กรเดียว ระบบให้คอมพิวเตอร์จำนวนมากในเครือข่ายช่วยกันตรวจสอบข้อมูลตามกติกาเดียวกัน
นักขุดใช้พลังประมวลผลแข่งขันกันผ่านกลไกที่เรียกว่า Proof of Work เพื่อเสนอบล็อกธุรกรรมใหม่ ขณะที่โหนดในเครือข่ายตรวจสอบว่าธุรกรรมและบล็อกเหล่านั้นเป็นไปตามกติกาหรือไม่
เมื่อบล็อกถูกต่อกันเป็นลำดับ การย้อนกลับไปแก้ข้อมูลเก่าจะต้องใช้พลังประมวลผลจำนวนมากและแข่งขันกับเครือข่ายที่ยังคงเดินหน้าต่อ
Bitcoin จึงใช้ทั้งเทคโนโลยีและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ามาช่วยรักษาความถูกต้องของระบบ
แล้วทำไมผู้คนถึงเชื่อระบบของคนที่ไม่รู้จัก?
เหตุผลสำคัญคือ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเชื่อคำพูดของ Satoshi เพียงอย่างเดียว
แต่ในระบบมีทั้ง โค้ด ประวัติธุรกรรม และกติกาของระบบเปิดให้ตรวจสอบได้ โดยกติกาของ Bitcoin กำหนดเพดานจำนวนเหรียญไว้ที่ประมาณ 21 ล้านเหรียญ
และที่สำคัญ แม้แต่ Satoshi ก็ไม่สามารถสั่งเปลี่ยนกติกาฝ่ายเดียวได้
ต่อให้ผู้พัฒนาเขียนซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ ผู้เข้าร่วมในเครือข่ายก็ยังเลือกได้ว่าจะยอมรับและใช้งานหรือไม่
นี่คือหนึ่งในหัวใจของ Decentralization หรือการกระจายศูนย์
ระบบไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของบุคคลหรือองค์กรเดียว แต่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากที่ตรวจสอบและใช้กติกาของเครือข่ายร่วมกัน
ความเชื่อมั่นจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนชื่อเสียงของผู้สร้างเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บนกติกา โค้ด และการทำงานของระบบที่สามารถตรวจสอบได้
เมื่อ Satoshi ถอนตัว Bitcoin จึงไม่ต้องหาผู้บริหารคนใหม่
เมื่อ Satoshi ค่อย ๆ ลดบทบาทลงจากการพัฒนา Bitcoin จนถึงวันนี้ เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าเขาหายไปเพราะอะไร และไม่มีหลักฐานมากพอที่จะสรุปว่าการถอนตัวนั้นเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่วางไว้ตั้งแต่ต้นหรือไม่
แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ Bitcoin ไม่ได้หยุดทำงานตามไปด้วย
ไม่มีการแต่งตั้ง CEO คนใหม่ ไม่มีสำนักงานใหญ่ที่ต้องรอคำสั่งจากผู้ก่อตั้ง และไม่มีใครต้องตามหา Satoshi เพื่อขออนุญาตให้ระบบเดินหน้าต่อ
นักพัฒนายังคงพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้ใช้งานยังคงทำธุรกรรม นักขุดยังคงสร้างบล็อก และโหนดยังคงตรวจสอบกติกาของเครือข่าย
แน่นอนว่า Bitcoin ไม่ได้แก้ปัญหาการเงินทั้งหมด ราคายังคงผันผวน และระบบยังต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี กฎระเบียบ และพฤติกรรมของตลาด
การลดการพึ่งพาคนกลางจึงไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงหายไป แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบของความเสี่ยงและความรับผิดชอบ
สิ่งที่ Satoshi ทิ้งไว้ คือระบบการเงินที่เดินต่อได้โดยไม่ต้องมีผู้สร้าง
จากคำถามเรื่องการพึ่งตัวกลางของ Satoshi สู่การสร้างทางเลือกที่ให้ผู้ใช้ควบคุมเหรียญ ส่งถึงกัน และตรวจสอบความถูกต้องผ่านเครือข่ายร่วมกันได้
แนวคิดในเอกสาร 9 หน้าจึงเติบโตจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกการเงิน โดยที่ผู้ริเริ่มไม่จำเป็นต้องอยู่คอยสั่งการ
อนาคตของ Bitcoin ขึ้นอยู่กับผู้คนที่เลือกใช้และพัฒนาระบบ รวมถึงความสามารถในการรักษาความปลอดภัยและรับมือกับความท้าทายใหม่
เราอาจยังไม่รู้ว่า Satoshi เป็นใคร แต่ผลงานที่ทิ้งไว้แสดงให้เห็นว่า ผู้คนสามารถใช้ระบบการเงินร่วมกันได้ โดยต้องฝากความเชื่อใจทั้งหมดไว้กับคนคนเดียวไม่ใช่เงื่อนไขจำเป็น
และการที่ Bitcoin ยังทำงานต่อได้โดยไม่มี Satoshi ก็คือบทพิสูจน์ส่วนหนึ่งของแนวคิดการกระจายศูนย์นั้น
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้