SCGP รายงานกำไรปกติ 3Q26 ที่ 1.95 พันลบ. (+95% YoY, -17% QoQ) ซึ่งเป็นไปตามที่เราและตลาดคาด โดยการเติบโตอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับปีก่อนเกิดจากการฟื้นตัวของ Fajar Paper อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน กำไรลดลงเพราะต้นทุนกระดาษรีไซเคิล (RCP) และถ่านหินปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่ากำไรปกติ 4Q26 อาจอ่อนตัวลงเล็กน้อย QoQ จากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ยังคงมีอยู่ แต่การเติมสต็อกล่วงหน้าก่อนเทศกาลในตลาดภูมิภาค ราคาขายที่ทรงตัว และมาตรการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่องจะช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานได้ ผู้บริหารยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตในระยะกลาง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในอาเซียนและการขยายธุรกิจอย่างมีวินัย ส่งผลให้เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM และราคาเป้าหมายกลางปี 2027 ที่ 39 บาท อิง PE ที่ 22 เท่า หรือ -0.5 SD ของ PE เฉลี่ย 5 ปี
SCGP – 3Q26: กำไรออกมาตามที่ INVX และตลาดคาด

กำไรปกติ 3Q26 ออกมาตามที่เราและตลาดคาด SCGP รายงานกำไรปกติ 3Q26 ที่ 1.95 พันลบ. (+95% YoY, -17% QoQ) ซึ่งเป็นไปตามที่เราและตลาดคาด โดยกำไรปกติที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง YoY หลักๆ ได้รับแรงหนุนจากฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย (Fajar Paper) หลังจากดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มาร์จิ้นสูง ลดต้นทุนพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่งผลให้รายได้รวมเพิ่มขึ้น 7% YoY มาอยู่ที่ 3.26 หมื่นลบ. และอัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวสู่ 21.1% จาก 18.0% ใน 3Q25 อย่างไรก็ตาม กำไรอ่อนตัวลง 17% QoQ จากแรงกดดันต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะ AOCC/RCP ที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนพลังงานมีแรงกดดันจากราคาถ่านหิน ICI3 ที่ปรับขึ้นมาอยู่บริเวณ US$85-90/ตัน เทียบกับราว US$75-80/ตัน ใน 2Q26 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 23.7% ใน 2Q26 เหลือ 21.1% แม้ว่าราคาขายกระดาษบรรจุภัณฑ์จะยังทรงตัวในระดับสูง โดยราคา Testliner เฉลี่ยอยู่ที่ US$409/ตัน (+10% YoY, +1% QoQ) ขณะที่อุปสงค์บรรจุภัณฑ์สำหรับกลุ่ม FMCG ในเวียดนามและอินโดนีเซียฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส ช่วยชดเชยผลกระทบจากฤดูฝนในประเทศไทย ส่งผลให้ปริมาณขายโดยรวมทรงตัว QoQ
แนวโน้มกำไรปกติ 4Q26 ลดลง QoQ เราคาดว่ากำไรปกติ 4Q26 จะลดลงเล็กน้อย QoQ จากต้นทุน RCP และถ่านหินที่สูงขึ้น แต่จะถูกชดเชยบางส่วนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น QoQ จากการเติมสต็อกล่วงหน้าของลูกค้าในภูมิภาคเพื่อเตรียมรับเทศกาลใน 1Q27 (ตรุษจีน เต๊ด และรอมฎอน) นอกจากนี้ ราคาขายเฉลี่ยน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันเพื่อชดเชยต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ผลประกอบการของ Fajar Paper ยังคงอยู่ในทิศทางของการฟื้นตัว ขณะที่ผู้บริหารคาดว่า MYPAK จะถึงจุดคุ้มทุนและกลับมาทำกำไรได้ภายในสิ้นปี 2026
ประเด็นสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์ ผู้บริหารยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตในระยะกลางแม้จะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนในระยะสั้น ความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ FMCG ในเวียดนามและอินโดนีเซียยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่อินโดนีเซียยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนกำไรหลักจากการฟื้นตัวของอัตรากำไรที่ Fajar Paper อย่างต่อเนื่อง บริษัทยังยืนยันแนวทางการจัดสรรเงินลงทุนอย่างมีวินัย โดยจะมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ทางการแพทย์ ระบบอัตโนมัติ และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI เพื่อสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว นอกจากนี้ SCGP ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาโอกาสการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&P) ในตลาดอาเซียนและอินเดียที่มีการเติบโตสูง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นและระดับหนี้สินที่ลดลง ซึ่งผู้บริหารมองว่า M&P จะเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของการเติบโต ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจแบบ organic และการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน
กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ SCGP ด้วยราคาเป้าหมายกลางปี 2027 ที่ 39 บาท อ้างอิง PE ที่ 22 เท่า หรือ -0.5 SD ของ PE เฉลี่ย 5 ปี
ความเสี่ยงที่สำคัญ คือ เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวช้าต่อเนื่อง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจผลักดันราคาถ่านหินให้สูงขึ้น ความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการพลังงาน ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง (E)

