- SCGP รายงานกำไรสุทธิ 3Q25 อยู่ที่ 953 ล้านบาท ใกล้เคียงกับที่เรา และตลาดคาด โดยกำไรสุทธิ ลดลง 6% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 65% YoY โดยมีรายการพิเศษ จาก Forex loss 29 ล้านบาท และรายการอื่นๆ 16 ล้านบาท โดย Core profit อยู่ที่ 998 ล้านบาท ทรงตัว QoQ แต่เพิ่มขึ้น 47% YoY แม้ว่า Revenue จะปรับตัวลดลง 4% QoQ และ 9% YoY จากราคาขาย Packaging ที่ชะลอตัวลง รวมถึง short fiber pulp และ Dissolving pulp price จะมีการปรับตัวลดลง แต่ทาง SCGP ยังสามารถที่จะบริหารจัดการต้นทุนทั้งในส่วน Raw material (AOCC) และต้นทุนพลังงานอย่างถ่านหินได้ค่อนข้างดี นอกจากนี้การเพิ่มสัดส่วนของ Duy tan อีก 30% ในช่วง July ที่ผ่านมา รวมถึงการ Restructure หนึ้ของ Fajar ซึ่งคาดว่าจะ save ดอกเบี้ยจ่ายไปได้ประมาณ 250-300 ล้านบาทต่อปี ตั้งแต่เดือนก.ค. 2025 ทำให้ภาพกำไรยังสามารถทรงตัวได้ QoQ และปรับเพิ่มได้ YoY
Markets
News Update - SCGP กำไรสุทธิ 3Q25 ออกมาตามที่เราและตลาดคาด

- Outlook สำหรับ 4Q25 เราคาดว่ากำไรจะ soft ลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ 2Q25 กับ 3Q25 โดยแม้คาดว่าเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ยังคง maintain สถานการณ์นี้ต่อไป แต่ในเดือนสุดท้ายของปี ปกติจะมีการผลิตที่ค่อนข้างน้อยจากวันหยุดยาวของลูกค้าหลายๆเจ้า
- SCGP ประกาศเข้าทำสัญญาซื้อหุ้นแบบมีเงื่อนไขใน PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) ซึ่งเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษในประเทศอินโดนีเซีย ในสัดส่วน 100% ที่มูลค่าไม่เกิน 956 ล้านบาท โดยจะแบ่งถือหุ้น 2 บริษัทใน SCGP ได้แก่ 1) TCGS ซึ่งบริษัทย่อยที่บริษัทกลุ่มสยามบรรจุภัณฑ์ (SCGP ถือ 70% และ Rengo ถือ 30%) และ 2) บริษัทสยามคราฟท์อุตสาหกรรม (MYPAK) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCGP ถือหุ้นทั้งหมด ซึ่ง TCGS และ SKIC จะถือหุ้นใน MYPAK ในอัตราส่วน 60:40 คาดว่า deal จะเสร็จสิ้นในช่วง 4Q25
- เรามองว่า Deal นี้ เป็นบวกต่อ SCGP ในแง่ Synergy benefit เนื่องจาก MYPAK เป็นผู้ผลิตกล่อง Downstream ซึ่งจะทำให้ Integration level ของการผลิตในประเทศอินโดนีเซียของ SCGP เพิ่มขึ้นเป็น 26% จากปัจจุบันที่อยู่ 18% ทั้งนี้บริษัทยังไม่ได้ปิดดีล จึงยังไม่สามารถบอกรายละเอียด EV/EBITDA ได้ แต่จากที่เราดู EV/Sale ของ MYPAK นั้นอยู่ที่ระดับ 0.54 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่อยู่ประมาณ 0.67 เท่า
- เรายังคงแนะนำ Neutral โดยภาพกำไรใน 2H25 ยังคงอยู่ใกล้เคียงกับประมาณการของเราและ Consensus ราคาเป้าหมายกลางปี 2026 อยู่ที่ 17.5 บาท อิง PE 20 เท่า หรือเท่ากับระดับ -1.5SD ของ PE เฉลี่ย 3 ปี

