ปัจจุบัน SoftBank และ Meta กำลังทำคล้ายกันตรงที่ต้องการสร้างรายได้จากความต้องการกำลังประมวลผล AI ที่ยังสูงมาก แต่เหตุผลต่างกันชัดเจน โดย Meta เน้นใช้ศูนย์ข้อมูลและชิปที่ลงทุนไปแล้วให้เกิดรายได้เพิ่ม เพื่อลดความกังวลเรื่องการลงทุน AI ขนาดใหญ่ ส่วน SoftBank กำลังสร้างธุรกิจ AI cloud ใหม่ผ่าน SB Neo ด้วยเป้าหมาย 10 กิกะวัตต์ในสหรัฐ ซึ่งอาจเปลี่ยนภาพของ SoftBank Corp. จากธุรกิจมือถือเป็นโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับโลก แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงด้านเงินลงทุนและงบดุลที่สูงกว่า
SoftBank สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI คล้าย META เพื่อขายกำลังประมวลผล

1) ภาพรวม: ทั้ง SoftBank และ Meta เข้าสู่ธุรกิจให้เช่าพลังประมวลผล AI
- ทั้ง SoftBank และ Meta กำลังมองธุรกิจให้เช่ากำลังประมวลผล AI เป็นโอกาสใหม่ เพราะตลาดยังขาดแคลนศูนย์ข้อมูล ชิป AI และไฟฟ้าที่ใช้รองรับการฝึกและใช้งานโมเดล AI ขนาดใหญ่
- โดย Meta กำลังพัฒนาแผนขายกำลังประมวลผลส่วนเกินและบริการเข้าถึงโมเดล AI ให้ลูกค้าภายนอก
- ขณะที่ SoftBank ตั้งบริษัทใหม่ชื่อ SB Neo เพื่อให้บริการ AI cloud ในสหรัฐ โดยมีเป้าหมายขยายกำลังศูนย์ข้อมูลถึงระดับ 10 กิกะวัตต์ราวปี 2030
2) จุดเหมือน: ทั้งคู่ต้องการเปลี่ยน “การลงทุน AI ขนาดใหญ่” ให้เป็นรายได้จริง
- จุดร่วมสำคัญคือทั้งสองบริษัทต้องการทำให้เม็ดเงินลงทุนด้าน AI มีผลตอบแทนชัดขึ้น ไม่ใช่แค่สร้างศูนย์ข้อมูลไว้ใช้เอง
- Meta ถูกกดดันจากนักลงทุนว่าลงทุน AI และศูนย์ข้อมูลจำนวนมากแล้วจะคืนทุนอย่างไร จึงมองการขายกำลังประมวลผลส่วนเกินเป็นทางหนึ่งในการสร้างรายได้
- ขณะที่ SoftBank มองว่า AI cloud จะเป็นธุรกิจใหม่ที่สามารถเพิ่มรายได้และกำไรของกลุ่ม โดยเฉพาะฝั่ง SoftBank Corp. ซึ่งเป็นธุรกิจโทรคมนาคมเดิม
3) จุดต่างหลัก: Meta คือ “ใช้ของที่มีให้คุ้ม” แต่ SoftBank คือ “ตั้งใจสร้างแพลตฟอร์มใหม่”
- ประเด็นสำคัญคือเหตุผลของสองบริษัทไม่เหมือนกัน
- Meta ดูเหมือนต้องการหารายได้จากกำลังประมวลผลที่อาจเหลือ หรือยังไม่ได้ใช้เต็มที่จากโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สร้างไว้แล้ว เพื่อช่วยลดความกังวลเรื่องลงทุนเกินจำเป็นและทำให้แผนลงทุน AI ดูสมเหตุสมผลขึ้น
- ส่วน SoftBank ไม่ได้เริ่มจากปัญหากำลังผลิตส่วนเกิน แต่กำลังตั้งธุรกิจใหม่โดยตรงผ่าน SB Neo เพื่อเป็นผู้ให้บริการ AI cloud ในสหรัฐ แข่งกับกลุ่ม CoreWeave, Nebius และผู้ให้บริการ cloud รายใหญ่
4) SoftBank: เป้าหมายใหญ่กว่าการให้เช่าชิป คือการเปลี่ยนบริษัทโทรคมนาคมเป็นธุรกิจ AI ระดับโลก
- SoftBank Corp. จะถือหุ้น 51% ใน SB Neo ส่วน SoftBank Group ถือ 49% โดยเริ่มให้บริการในปีงบประมาณถัดไป และจะขยายเป็นเฟส จุดที่น่าสนใจคือผู้บริหาร SoftBank Corp. มองธุรกิจนี้เป็นเหมือน “การก่อตั้งบริษัทครั้งที่สอง” เพราะถ้าทำสำเร็จอาจเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานต่อปีเป็นระดับ ¥3–4 ล้านล้าน หรือราว $18.5–25 พันล้าน ซึ่งใหญ่กว่าธุรกิจมือถือเดิมมาก
5) เหตุผลที่ SoftBank เชื่อว่าตัวเองมีจุดแข็ง
- SoftBank มองว่าจุดได้เปรียบคือการเข้าถึงพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการศูนย์ข้อมูลในสหรัฐที่อาจมีขนาดถึง 10 กิกะวัตต์ รวมถึงโครงการใน Ohio และศูนย์ข้อมูลในญี่ปุ่น เช่น Hokkaido และ Osaka นอกจากนี้ SoftBank อาจมีลูกค้าเริ่มต้นที่ชัดเจนคือ OpenAI ซึ่ง SoftBank Group มีแผนลงทุนรวมสูงถึงราว $65 พันล้าน ทำให้ SB Neo อาจไม่ได้ต้องเริ่มหาลูกค้าจากศูนย์เหมือนผู้เล่นรายเล็ก
6) แต่ความเสี่ยงของ SoftBank สูงกว่า Meta ในเชิงงบดุล
- แม้โอกาสเติบโตใหญ่ แต่ SoftBank ต้องรับความเสี่ยงจากการลงทุนหนักในศูนย์ข้อมูล พลังงาน ชิป และภาระสัญญาเช่าระยะยาว โดยธุรกิจ neocloud มักต้องกู้เงินมากเพื่อซื้อชิปที่เสื่อมราคาเร็ว หากความต้องการ AI ชะลอ หรือราคาเช่ากำลังประมวลผลลดลง อาจกระทบผลตอบแทนทันที ขณะที่ Meta มีฐานธุรกิจโฆษณาขนาดใหญ่รองรับ และการขายกำลังประมวลผลอาจเป็นเพียงรายได้เสริมจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว
ประเด็นเปรียบเทียบ | SoftBank / SB Neo | Meta / Meta Compute | ต่างกันอย่างไร? |
|---|---|---|---|
เหตุผลหลักในการทำ | ตั้งใจสร้างธุรกิจ AI cloud ใหม่โดยตรง เพื่อเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐ | หารายได้จากกำลังประมวลผล AI ที่ลงทุนไว้แล้ว หรืออาจเหลือใช้บางส่วน | SoftBank คือ “สร้างธุรกิจใหม่” ส่วน Meta คือ “ใช้ของที่มีให้คุ้ม” |
จุดเริ่มต้นของธุรกิจ | ตั้งบริษัทใหม่ชื่อ SB Neo โดย SoftBank Corp. ถือ 51% และ SoftBank Group ถือ 49% | อยู่ภายใต้โครงการภายในชื่อ Meta Compute | SoftBank วางโครงสร้างเป็นธุรกิจแยกชัดเจนกว่า Meta |
ขนาดเป้าหมาย | ตั้งเป้าขยายกำลังศูนย์ข้อมูล AI ถึง 10 กิกะวัตต์ราวปี 2030 | ยังเป็นแผนขายกำลังประมวลผลส่วนเกินและบริการเข้าถึงโมเดล AI ไม่มีเป้ากำลังผลิตเชิงธุรกิจที่ชัดเท่า SoftBank | SoftBank มีเป้าหมายเชิงโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มากกว่า |
ลูกค้าเป้าหมาย | บริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐ รวมถึงกลุ่ม hyperscaler และอาจมี OpenAI เป็นลูกค้าสำคัญ เพราะ SoftBank มีแผนลงทุนใน OpenAI รวมราว $65 พันล้าน | นักพัฒนาและลูกค้าองค์กรที่ต้องการใช้โมเดล AI หรือเช่ากำลังประมวลผลโดยตรง | SoftBank อาจมีฐานลูกค้าเริ่มต้นจากเครือข่าย OpenAI ส่วน Meta ต้องสร้างความเชื่อมั่นในตลาด cloud |
บริการที่คาดว่าจะขาย | ให้เช่าชิป AI และบริการ cloud สำหรับฝึกและใช้งานโมเดล AI ขนาดใหญ่ | ขายการเข้าถึงโมเดล AI และขายกำลังประมวลผลแบบดิบ คล้ายผู้ให้บริการ neocloud | ทั้งคู่ขาย “พลังประมวลผล AI” แต่ SoftBank เน้นโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า |
จุดแข็งหลัก | เข้าถึงพลังงานและโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น และอาจต่อยอดไปฝรั่งเศส | มีศูนย์ข้อมูล AI และชิปจำนวนมากจากการลงทุนเพื่อพัฒนา AI ของตัวเอง | SoftBank แข็งแรงด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ส่วน Meta แข็งแรงด้านฐานผู้ใช้ โมเดล และเงินสด |
ผลต่อธุรกิจเดิม | อาจเปลี่ยน SoftBank Corp. จากธุรกิจโทรคมนาคมญี่ปุ่นเป็นธุรกิจ AI infrastructure ระดับโลก ผู้บริหารเรียกว่า “การก่อตั้งครั้งที่สอง” | ช่วยลดความกังวลว่างบลงทุน AI สูงเกินไป และเพิ่มรายได้เสริมจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ | SoftBank มีผลต่อการเปลี่ยนภาพธุรกิจมากกว่า Meta |
โอกาสด้านกำไร | หากสำเร็จ อาจเพิ่มกำไรดำเนินงาน SoftBank Corp. เป็นระดับ ¥3–4 ล้านล้าน หรือราว $18.5–25 พันล้าน ต่อปี | อาจช่วยเพิ่มรายได้ กระแสเงินสด และทำให้งบลงทุน AI ดูคุ้มค่าขึ้น | Upside ของ SoftBank ดูใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับฐานธุรกิจเดิม |
ความเสี่ยงหลัก | ต้องลงทุนหนักในศูนย์ข้อมูล พลังงาน ชิป และอาจเพิ่มภาระหนี้/สัญญาเช่าระยะยาว | ความเสี่ยงคือถูกตั้งคำถามว่าลงทุน AI เกินความจำเป็นหรือไม่ และอาจแข่งกับลูกค้าหรือคู่ค้า cloud | SoftBank เสี่ยงด้านงบดุลมากกว่า Meta |
ภาพรวมเชิงลงทุน | เป็นการเดิมพันใหญ่กับ AI infrastructure แบบเต็มตัว | เป็นการเพิ่มทางเลือกสร้างรายได้จากการลงทุน AI ที่มีอยู่ | SoftBank เหมาะกับมุมมอง “เติบโตสูงแต่เสี่ยงสูง” ส่วน Meta คือ “ลดความกังวลเรื่องคืนทุน AI” |
มุมมองของ InnovestX
- ประเด็น SoftBank เรามองเป็น การเดิมพันโครงสร้างพื้นฐาน AI เต็มตัว มากกว่าแค่ทำตาม Meta เพราะ SoftBank กำลังพยายามยกระดับจากบริษัทโทรคมนาคมและนักลงทุนเทคโนโลยี ไปสู่ผู้ให้บริการกำลังประมวลผล AI รายใหญ่ในสหรัฐ
- จุดบวกคือขนาดโครงการใหญ่ การเชื่อมโยงกับ OpenAI และความสามารถด้านพลังงาน แต่จุดเสี่ยงคือเงินลงทุนสูง ภาระหนี้ และความเสี่ยงหากตลาด AI cloud เริ่มมีผู้เล่นมากเกินไป
- ดังนั้นหุ้น SoftBank (SOFTBANK23) มีโอกาสได้แรงหนุนจากเรื่อง AI infrastructure แต่ความผันผวนจะสูงกว่ากลุ่ม cloud ขนาดใหญ่ที่มีรายได้เดิมรองรับอยู่แล้ว
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

