Yield 30 ปีพุ่งสูงสุดในรอบ 22 ปี ตลาดเข้าสู่ยุค Higher for Longer แนะลด Duration รับมือความผันผวน
by INVX Investment Strategy & Research
25 กันยายน 2026

Yield 30 ปีพุ่งสูงสุดในรอบ 22 ปี ตลาดเข้าสู่ยุค Higher for Longer แนะลด Duration รับมือความผันผวน
by INVX Investment Strategy & Research
25 กันยายน 2026
ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ถูกเทขายหนักต่อเนื่อง Yield 30 ปีขึ้นไปใกล้ 5.5% สูงสุดตั้งแต่ปี 2004 และ Yield 10 ปีแตะ 5.21% สูงสุดตั้งแต่ปี 2007 แรงขายมาจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินคาด เงินเฟ้อที่ถูกซ้ำเติมจากราคาน้ำมัน และความกังวลภาระหนี้ภาครัฐ เรามองว่านี่คือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Higher for Longer มากกว่าความผันผวนระยะสั้น InnovestX แนะนำให้พิจารณาขายทำกำไรบางส่วนในสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อ Discount Rate และถือพันธบัตรระยะสั้น 3-5 ปีหรือสั้นกว่าเพื่อรับ Carry ส่วน GRID ซึ่งปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง แนะนำทยอยสะสมเมื่ออ่อนตัว สำหรับทองคำมองว่าระยะสั้นยังถูกกดดันจาก Real Yield ที่สูง
Fact
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอีกครั้งในวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) ดัน Yield พันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 5–30 ปีขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบหลายปี Yield 30 ปีขึ้นไปเกือบ 5.5% สูงสุดตั้งแต่ปี 2004 ส่วน Yield 10 ปีเพิ่มขึ้น 10 bps มาอยู่ที่ 5.21% สูงสุดตั้งแต่ปี 2007 ด้านตลาดหุ้น S&P 500 และ Nasdaq ปิดทรงตัว ขณะที่ Dow Jones ลดลง 162 จุด หรือ -0.31% มาอยู่ที่ 51,350 จุด แม้ S&P 500 แทบไม่เปลี่ยนแปลง แต่หุ้นส่วนใหญ่ในดัชนีปรับตัวลง
ทั้งนี้ Yield 10 ปีเริ่มต้นปีที่ 4.15% ก่อนที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ในเดือนนี้ แรงขายพันธบัตรจึงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่สะสมมาต่อเนื่องหลายเดือน สาเหตุเกิดจาก 4 ปัจจัย
Impact
การเทขายพันธบัตรครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตรงกันข้าม มันสะท้อนเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไปจน Fed ต้องกลับมาคุมเข้ม โดย Yield 10 ปีเพิ่มขึ้นราว 100 bps นับจากต้นปี ภาพตลาดเปลี่ยนจากการคาดหวังการลดดอกเบี้ยไปเป็นวงจรขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ อย่างไรก็ตาม หากการเจรจา Hormuz คืบหน้าจริง ราคาน้ำมันที่ลดลงอาจทำให้ Yield ย่อตัวได้ในระยะสั้น InnovestX จึงมองว่า Yield ยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง มากกว่าจะพุ่งขึ้นเป็นเส้นตรง
บทเรียนในอดีตชี้ว่าความเสียหายมักไม่ได้เกิดจากระดับของ Yield แต่เกิดจากความเร็วที่ปะทะกับจุดที่มี Leverage หรือ Duration Mismatch สูง เช่น วิกฤต LDI ของกองทุนบำนาญอังกฤษในปี 2022 และการล่มสลายของ SVB ในปี 2023 รอบนี้ความเร็วกระจุกตัวในช่วงสั้น โดย Yield 10 ปีเพิ่มขึ้นจาก 4.73% ในปลายเดือน ส.ค. หรือเกือบ 50 bps ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ขณะที่ทั้งปีเพิ่มขึ้นราว 106 bps ซึ่งยังช้ากว่าเหตุการณ์ในอดีตอย่าง Taper Tantrum ปี 2013 ภาพรวมของระบบยังไม่ตึงเครียด Morgan Stanley ประเมินว่าสถานะ Basis Trade ที่ใช้ Leverage ของ Hedge Fund ลดลง 20% จากต้นปีเหลือราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยยังไม่พบสัญญาณความตึงเครียดในวงกว้าง และ VIX ยังอยู่ราว 15 จุด Credit Spread ของหุ้นกู้ High Yield โดยรวมก็ยังแคบที่ราว 2.7% แต่ Spread ของหุ้นกู้กลุ่ม CCC ซึ่งมีความเสี่ยงสูงสุดกว้างถึงราว 10.6% สะท้อนว่าแรงกดดันเริ่มกระจุกตัวในบริษัทที่มีฐานะการเงินอ่อนแอ ซึ่งมักเป็นจุดแรกที่ได้รับผลกระทบเมื่อต้นทุนทางการเงินเร่งตัวเร็ว InnovestX จึงมองว่ารอบนี้ยังไม่ใช่ภาวะวิกฤต แต่เริ่มเห็นรอยร้าวที่ขอบของระบบ แต่มีจุดเปราะบางที่ต้องจับตา 3 เรื่อง ได้แก่ (1) Yield ระยะยาวที่ขับเคลื่อนด้วย Term Premium จากปัญหาการคลังและความต้องการประมูลที่อ่อนแอ (2) ความเชื่อมโยงกับตลาดพันธบัตรญี่ปุ่น ซึ่งหากเงินเยนอ่อนค่ารุนแรงอาจกระตุ้นให้นักลงทุนญี่ปุ่นขายพันธบัตรสหรัฐฯ และ (3) Credit Spread ที่แคบมาก ซึ่งหมายถึงกันชนที่จำกัดหากเกิดแรงกระแทก
โดย Real Yield ที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 18 ปี แปลว่าต้นทุนเงินที่แท้จริงของทั้งระบบสูงขึ้น ไม่ได้มาจากเงินเฟ้อคาดการณ์เพียงอย่างเดียว ปัจจัยนี้เป็น Headwind โดยตรงต่อสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนอย่างทองคำ และต่อหุ้นที่มี Valuation สูง ขณะเดียวกัน Yield ระยะยาวยังมี Term Premium จากปัญหาการคลังซ้อนทับอยู่ด้วย และ Yield ที่สูงขึ้นพร้อมกันทั้งในญี่ปุ่นและยุโรป สะท้อนว่าปัญหาอุปทานพันธบัตรเป็นประเด็นระดับโลก ส่วนดอลลาร์ที่แข็งค่าเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินและ Fund Flow ของตลาดเกิดใหม่
เมื่อสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยงให้ผลตอบแทนเกิน 5% หุ้นที่มูลค่าผูกกับกำไรในอนาคตไกลจะถูกกดดันมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ในปลายปี 2023 ที่ Yield 10 ปีทะลุ 5% ชั่วคราว S&P 500 ก็ยังทำจุดสูงสุดใหม่ได้ภายหลัง และกำไรบริษัทปัจจุบันยังแข็งแกร่งจากวงจร AI Capex ดังนั้นประเด็นจึงไม่ใช่การขายหุ้นทั้งหมด แต่เป็นการคัดเลือกหุ้นอย่างมีวินัยด้าน Valuation
Action
ในสภาวะที่ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นอย่างเป็นโครงสร้าง ความผันผวนของตลาดจะเพิ่มขึ้น แนะนำให้ลด Concentration Risk และปรับพอร์ตให้ทนทานต่อดอกเบี้ยสูงนานขึ้น InnovestX มีคำแนะนำดังนี้
ตลาดหุ้น: แนะนำพิจารณาขายทำกำไรบางส่วนในหุ้นกลุ่ม Growth ที่มี Valuation สูงและอ่อนไหวต่อ Discount Rate ในอีกด้าน แนะนำทยอยสะสม GRID หากราคามีการปรับฐาน ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง เพราะพลังงานไฟฟ้ากำลังเป็นคอขวดของการขยายตัวด้าน AI และได้แรงหนุนจาก Capex ของ Hyperscaler อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ GRID อาจผันผวนตาม Yield ในระยะสั้น เพราะธุรกิจโครงข่ายไฟฟ้าต้องลงทุนสูงและพึ่งพาการกู้ยืม เราจึงแนะนำให้ทยอยแบ่งไม้สะสม
พันธบัตร: แนะนำเน้น พันธบัตรระยะสั้น 3–5 ปีหรือสั้นกว่า เพื่อรับ Carry ในระดับสูงโดยจำกัด Duration Risk และหลีกเลี่ยงพันธบัตรระยะยาวจนกว่าจะเห็นสัญญาณว่าความต้องการในการประมูลและ Term Premium มีเสถียรภาพ
ทองคำ: ในระยะสั้น Real Yield ที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 18 ปีเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำ ขณะที่ดอลลาร์ก็แข็งค่า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเชิงโครงสร้างจากการซื้อของธนาคารกลางยังคงอยู่