KOSPI หลุด 6,000 จุด หุ้นชิปเกาหลีโดนเทหนัก ตลาดกังวลความคุ้มค่าของ AI Investment ยังไม่ใช่จังหวะช้อน
by INVX Investment Strategy & Research
13 ตุลาคม 2026

KOSPI หลุด 6,000 จุด หุ้นชิปเกาหลีโดนเทหนัก ตลาดกังวลความคุ้มค่าของ AI Investment ยังไม่ใช่จังหวะช้อน
by INVX Investment Strategy & Research
13 ตุลาคม 2026
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงแรงระหว่างวันกว่า 6% หลุดระดับ 6,000 จุด ท่ามกลางแรงขายหุ้น Semiconductor ทั่วโลก หลังความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหน่วยความจำของ CXMT เพิ่มความกังวลต่อการแข่งขันด้านอุปทาน ขณะที่คำเตือนของ CEO Broadcom เกี่ยวกับข้อจำกัดด้านเงินทุนและผลตอบแทนจากการลงทุน AI ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามต่อความยั่งยืนของ AI Boom แม้กำไรผู้ผลิตชิปและประมาณการ EPS ตลาดเกาหลียังเติบโตแข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยงสำคัญกำลังเปลี่ยนจากการขาดแคลนชิปไปสู่ความสามารถในการรักษาการเติบโตของกำไร เมื่อการแข่งขันเพิ่มขึ้นและต้นทุนเงินทุนอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ Forward P/E ที่ลดลงมากอาจยังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง เราจึงไม่แนะนำ Panic Sell แต่ยังไม่เร่งสะสมหุ้นชิปจนกว่า Fund Flow, Bond Yield และแนวโน้มกำไรจะมีเสถียรภาพ ระหว่างนี้แนะนำกระจายการลงทุนสู่ GRID ซึ่งพึ่งพาวัฏจักรราคาชิปน้อยกว่า หรือ Healthcare เพื่อลดความกระจุกตัวและความผันผวนของพอร์ต
Fact
ดัชนี KOSPI ร่วงลงระหว่างการซื้อขายช่วงเช้าวันที่ 13 ต.ค. 408.79 จุด หรือ 6.40% มาอยู่ที่ 5,975.45 จุด ต่ำกว่าจุดสูงสุดเหนือ 9,000 จุดเมื่อปลาย มิ.ย. กว่า 30% และมีแนวโน้มปรับลงเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน ขณะที่ตลาดเอเชียอื่นปรับลงตาม ทั้ง Nikkei 225 -2.68%, CSI 300 -1.41% และ Hang Seng -0.60% สะท้อนการลดความเสี่ยงในตลาดหุ้นภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่ม Semiconductor ซึ่งได้รับแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยสำคัญ
Impact
ประเด็นสำคัญของแรงขายรอบนี้ไม่ใช่ว่ากำไรบริษัท Semiconductor กำลังหดตัว แต่เป็นการที่ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่ากำไรที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในปัจจุบันจะยั่งยืนเพียงใด เมื่อการแข่งขันด้านอุปทานอาจเพิ่มขึ้นในช่วงที่อุปสงค์ AI เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุนและความคุ้มค่าของการลงทุน
แม้ทาง Samsung เพิ่งเปิดเผยประมาณการกำไรจากการดำเนินงาน 3Q26 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากความต้องการและราคาชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นกลับไม่สามารถปรับขึ้นตอบรับได้ สะท้อนว่าตลาดเริ่มมองผ่านผลประกอบการปัจจุบันไปสู่ความยั่งยืนของกำไรในปี 2027–28 โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการชะลอตัวของราคาขายชิป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อน Margin ในวัฏจักรนี้ ทั้งนี้ ประมาณการ EPS ของ KOSPI ปี 2026–27 ยังถูกปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ Forward P/E ลดลงเหลือราว 5.1 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวประมาณ 9.9 เท่า อย่างไรก็ดี Valuation ที่ต่ำอาจเป็น Value Trap หากกำไรที่ใช้ประเมินมูลค่าอยู่ใกล้จุดสูงสุดของวัฏจักร เพราะแม้ราคาหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง P/E ก็สามารถปรับสูงขึ้นได้อีกหากประมาณการ EPS ถูกปรับลดในอนาคต
อีกด้านหนึ่ง แม้ภาวะขาดแคลนหน่วยความจำยังสนับสนุนราคาขายและกำไรผู้ผลิตในระยะสั้น แต่ความคืบหน้าของ CXMT เป็นสัญญาณว่าการแข่งขันด้านเทคโนโลยีจากจีนเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะตลาด Conventional DRAM และ Server Memory อย่างไรก็ดี CXMT ยังต้องพิสูจน์ Yield การผลิต ต้นทุน และความสามารถในการขยายกำลังผลิต จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าอุปทานใหม่จะทำให้ราคาหน่วยความจำปรับลงทันที อีกทั้งความเสี่ยงดังกล่าวยังไม่เท่ากันในทุกผลิตภัณฑ์ โดย HBM ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและการรับรองคุณภาพจากลูกค้า ยังคงมีอุปสรรคในการแข่งขันสูงกว่า DRAM ทั่วไป ความเสี่ยงสำคัญจึงไม่ใช่เพียงอุปทานใหม่ แต่เป็นโอกาสที่อุปทานเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความต้องการในระยะถัดไป
นอกจากนี้ ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่าผู้ลงทุนจะสามารถจัดหาเงินทุนได้ต่อเนื่องหรือไม่ และเงินลงทุนมหาศาลจะสร้างรายได้ กระแสเงินสด และผลตอบแทนต่อเงินลงทุนได้คุ้มค่าเพียงใด คำเตือนของ CEO Broadcom จึงสะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ เพราะหากต้นทุนเงินทุนสูงขึ้นหรือ AI Monetization ต่ำกว่าคาด บริษัทอาจชะลอการลงทุนใหม่ แม้อุปสงค์การใช้งาน AI ยังเติบโต ซึ่งจะส่งผลต่อคำสั่งซื้อชิปและการเติบโตของกำไรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ความเสี่ยงดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานว่า AI Capex กำลังหดตัว แต่เพียงพอที่จะทำให้ตลาดเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นก่อนยอมรับ Valuation เดิม
ความเสี่ยงที่ต้องระวังมากที่สุดคือการแข่งขันด้านอุปทานเพิ่มขึ้นพร้อมกับการเติบโตของอุปสงค์ที่ชะลอลง หาก CXMT และผู้ผลิตรายอื่นเพิ่มกำลังผลิตได้เร็ว ขณะที่ผู้ให้บริการ AI เริ่มทบทวน CAPEX ผู้ผลิตหน่วยความจำอาจเผชิญทั้งแรงกดดันต่อราคาขาย อัตรากำไร และประมาณการ EPS พร้อมกัน สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ตลาดสามารถปรับลด Valuation ล่วงหน้าได้ แม้ผลประกอบการปัจจุบันยังทำสถิติสูงสุด โดยเฉพาะหุ้นที่ราคาปรับขึ้นมากจากความคาดหวังต่อการเติบโตในระยะยาว อย่างไรก็ดี นี่ยังเป็นความเสี่ยงที่ตลาดกำลังประเมินเท่านั้น เป็นปัจจัยที่ต้องจับตากันต่อไป
เรามองว่าการปรับฐานที่รุนแรงนี้ ทำให้ Valuation ของตลาดเกาหลีกลับมาน่าสนใจ แต่การที่ต่างชาติยังขายต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนรายย่อยเป็นผู้รับซื้อหลัก สะท้อนว่าแรงกดดันด้าน Positioning ยังไม่คลี่คลาย ประกอบกับ US 10Y Yield เหนือ 5.2% ซึ่งยังจำกัดการฟื้นตัวของ Valuation หุ้นเติบโต ดังนั้น แม้ตลาดมีโอกาสเกิด Technical Rebound หลังปรับลงแรง แต่การกลับเข้าสะสมอย่างมีนัยสำคัญควรรอหลักฐานว่าแรงขายชะลอและความเสี่ยงต่อประมาณการกำไรเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น
Action
ในช่วงที่หุ้น Semiconductor เผชิญความเสี่ยงทั้งจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนของผลตอบแทนจาก AI Investment เราแนะนำลดความกระจุกตัวของพอร์ตและรอสัญญาณยืนยันก่อนเพิ่มความเสี่ยง โดยมีแนวทางดังนี้
ด้านตลาดทุน: สำหรับผู้ที่ถือหุ้นเกาหลีอยู่แล้ว ไม่แนะนำ Panic Sell หลังตลาดปรับฐานแรง แต่ควรควบคุมสัดส่วนการลงทุนในกลุ่ม Semiconductor ขณะที่เงินใหม่ยังไม่แนะนำเร่งซื้อจาก Valuation ที่ถูกเพียงอย่างเดียว โดยรอ 3 สัญญาณ ได้แก่ 1) แรงขายต่างชาติชะลอและราคาหุ้นเริ่มสร้างฐาน 2) Bond Yield สหรัฐฯ ทรงตัว และ 3) ประมาณการกำไรผู้ผลิตชิปยังแข็งแกร่ง โดยมีราคา Memory และ AI Capex สนับสนุน ระหว่างนี้แนะนำกระจายการลงทุนสู่ธีม AI Infrastructure ผ่าน GRID ซึ่งปรับตัวลงน้อยกว่าหุ้นชิปเกาหลีในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนความแข็งแกร่งเชิงเปรียบเทียบจากการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าและอุปกรณ์รองรับ Data Center ที่มีแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว และพึ่งพาวัฏจักรราคาชิปน้อยกว่า หรือพิจารณากลุ่ม Healthcare ที่มีความสัมพันธ์กับวัฏจักร Tech ต่ำกว่า เพื่อช่วยลดความกระจุกตัวและความผันผวนของพอร์ต
ด้านตราสารหนี้: แนะนำเน้นตราสารหนี้คุณภาพดีระยะสั้น-กลาง เพื่อรับ Carry ที่น่าสนใจและจำกัด Duration Risk ในช่วงที่ Bond Yield ระยะยาวยังผันผวน โดยไม่เร่งเพิ่ม Duration จนกว่าจะเห็นสัญญาณชัดเจนว่าแรงกดดันจากเงินเฟ้อและ Term Premium เริ่มผ่อนคลาย
โดยสรุป การปรับฐานของ KOSPI รอบนี้ไม่ได้หมายความว่า AI Boom สิ้นสุดลง แต่สะท้อนว่าตลาดเริ่มเปลี่ยนจากการให้มูลค่ากับการเติบโตของ AI ไปสู่การตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของกำไรและความคุ้มค่าของเงินลงทุนมหาศาล เมื่อความเสี่ยงด้าน Supply และ Demand อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน การลงทุนจึงควรให้น้ำหนักกับคุณภาพกำไรและการกระจายความเสี่ยงมากกว่าการซื้อหุ้นเพียงเพราะ Valuation ต่ำ โดยเรายังมองว่าการรอสัญญาณยืนยันก่อนกลับเข้าสะสมหุ้นชิปเกาหลีเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าในระยะสั้น