Café Invest
Markets

CPI สหรัฐฯ ร้อนแรงซ้ำเติม AI Selloff กดหุ้นชิปเอเชียลงแรง แนะลดการกระจุกตัวของพอร์ต

CPI สหรัฐฯ ร้อนแรงซ้ำเติม AI Selloff กดหุ้นชิปเอเชียลงแรง แนะลดการกระจุกตัวของพอร์ต

CPI สหรัฐฯ ร้อนแรงซ้ำเติม AI Selloff กดหุ้นชิปเอเชียลงแรง แนะลดการกระจุกตัวของพอร์ต

by INVX Investment Strategy & Research
15 ตุลาคม 2026

ตลาดหุ้นเอเชียเผชิญแรงขายหนัก โดย KOSPI ร่วงกว่า 7% ระหว่างวัน หลัง CPI สหรัฐฯ เดือน ก.ย. สูงกว่าคาดทั้ง Headline และ Core กระตุ้นความกังวลว่า Fed อาจต้องคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาด หรือกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซ้ำเติมความเสี่ยงด้านต้นทุนเงินทุนและผลตอบแทนจากการลงทุน AI Infrastructure โดยเฉพาะกลุ่ม Neocloud ที่พึ่งพาการระดมทุนสูง เรามองว่าแรงขายหุ้นชิปเอเชียในระยะนี้ยังสะท้อนการปรับลด Valuation มากกว่าการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานกำไร เนื่องจากความต้องการลงทุน AI ยังแข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากต้นทุนเงินทุนที่สูงเริ่มกระทบแผนลงทุนในระยะถัดไป จึงยังไม่แนะนำเพิ่มน้ำหนักหุ้นชิปท่ามกลางแรงขายรุนแรง แต่ให้ลดการกระจุกตัวของพอร์ต โดยถือ Healthcare เพื่อเพิ่มความ Defensive และ GRID เพื่อรับประโยชน์จากการลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าระยะยาว พร้อมกระจายสู่พันธบัตรระยะสั้น-กลาง ทั้งนี้ ติดตามผลประกอบการ TSMC และสัญญาณนโยบาย Fed เพื่อประเมินจังหวะกลับเข้าลงทุน


Fact

KOSPI เปิดตลาดวันนี้ร่วง 5.59% ที่ 5,673.01 จุด และลบลงมากกว่า 7% ในระหว่างวัน นำโดย Samsung Electronics และ SK Hynix ที่ร่วงราว 6% และ 8% ตามลำดับ ในญี่ปุ่น Nikkei 225 ลดลง 3.75% มาอยู่ที่ 65,203 จุด ขณะที่ TOPIX ลดลงเพียง 1.88% และแรงขายกระจุกในหุ้น AI ขนาดใหญ่ ได้แก่ Advantest -7.3%, Tokyo Electron -5.8% และ SoftBank Group -7.9% ในช่วงเช้า ซึ่งแรงขายนี้ ต่อเนื่องมาจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืน S&P 500 ลดลง 1.1% และ Nasdaq ลดลง 1.9% ซึ่งเป็นการปรับลงวันที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่ม Semiconductor ปรับลงเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน ซึ่งสรุปได้ว่ามาจาก 2 ปัจจัย

1. CPI สูงกว่าคาด ปลุกความเสี่ยง Fed ขึ้นดอกเบี้ย: Headline CPI เดือน ก.ย. เร่งขึ้นเป็น 3.7% YoY (คาด 3.6%, ส.ค. 3.4%) Core CPI เพิ่มขึ้น 0.3% MoM (คาด 0.2%) และ 2.6% YoY (คาด 2.5%, ส.ค. 2.4%) ถ้าไปดูในรายละเอียดราคาน้ำมันเบนซินที่พุ่ง 9.1% MoM คิดเป็นกว่าครึ่งของการเพิ่มขึ้นของ Headline และหมวดพลังงานเพิ่มขึ้น 20.4% YoY ด้าน Core ถูกดันโดยค่าที่อยู่อาศัย รถมือสอง ตั๋วเครื่องบิน และค่ารักษาพยาบาล ทำให้ตลาดมองโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยเดือนนี้เพิ่มขึ้น

2. ความเสี่ยงด้าน Financing ของ AI Infrastructure: หุ้นที่ต้องพึ่งการกู้ยืมเพื่อลงทุน AI ถูกเทขายหนัก ได้แก่ CoreWeave -15.5%, Nebius -10.1%, Dell -11.3% และ Oracle -8.8% หากอิงรายงานของ Gartner คาดว่าภายในปี 2030 ผู้ให้บริการ Neocloud ราว 80% จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจอย่างอิสระได้ และประเมินว่ารายได้จาก AI จะไม่เพียงพอสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้กับ Capex ทั้งหมดที่วางแผนไว้ ซึ่งมีมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 และอีก 6 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2027–2030หุ้นกู้ของ CoreWeave ถูกเทขาย รวมถึงหุ้นชิปหลักก็ปรับลง โดย Nvidia -3.1% และ AMD -5.7%

Impact

InnovestX มองว่าแรงขายหุ้น AI รอบนี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยกำหนด Valuation จากเดิมที่ตลาดให้ความสำคัญกับการเติบโตของ AI Capex เป็นหลัก มาสู่ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้คุ้มกับต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น หลัง CPI สหรัฐฯ สูงกว่าคาดและทำให้ความเสี่ยง Higher-for-Longer กลับมากดดันสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องระดมทุนจำนวนมากและยังมีกระแสเงินสดไม่เพียงพอรองรับการลงทุน

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการ ASML ที่ยังสะท้อนความต้องการอุปกรณ์ผลิตชิปแข็งแกร่ง ชี้ว่าวัฏจักรการลงทุน AI ยังไม่สิ้นสุด เราจึงมองว่าการปรับฐานของหุ้นชิปเอเชียในปัจจุบันยังเป็นการปรับลด Valuation มากกว่าการปรับลดประมาณการกำไร แต่ต้องติดตามว่าความกังวลด้าน Financing จะเริ่มส่งผลต่อคำสั่งซื้อและแผนลงทุนของผู้ประกอบการหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อการแข่งขันด้าน AI เพิ่มสูงขึ้นและนักลงทุนให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากเงินลงทุนมากขึ้น

ในระยะสั้น เรายังคาดว่าตลาดจะมีความผันผวนสูงและเลือกลงทุนมากขึ้น โดยหุ้นที่มีงบดุลแข็งแกร่ง กระแสเงินสดสม่ำเสมอ และมีแหล่งรายได้หลากหลาย มีแนวโน้มรับแรงกดดันได้ดีกว่าธุรกิจที่พึ่งพาการระดมทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต ทั้งนี้ ผลประกอบการ TSMC จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินว่าการปรับฐานของหุ้นชิปยังจำกัดอยู่ที่ Valuation หรือเริ่มมีความเสี่ยงต่อแนวโน้มกำไรในระยะถัดไป

Action

InnovestX มองว่าการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่ม Technology และ AI ในรอบนี้สะท้อนความกังวลด้านต้นทุนเงินทุนและความคุ้มค่าของการลงทุนมากกว่าการชะลอตัวของความต้องการ AI โดยตรง อย่างไรก็ตาม ความผันผวนอาจดำเนินต่อไปจากความเสี่ยง Higher-for-Longer และ Valuation ที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงแนะนำลดการกระจุกตัวของพอร์ตและเลือกลงทุนในบริษัทที่มีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดแข็งแกร่ง โดยไม่เร่งเพิ่มน้ำหนักท่ามกลางแรงขายรุนแรง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: แนะนำระมัดระวังหุ้นผู้ให้บริการ AI Cloud ที่พึ่งพาการระดมทุนสูง เช่น CoreWeave (CRWV) และ Nebius (NBIS) ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนเงินทุนและความเสี่ยงด้านผลตอบแทนจากการลงทุน ขณะที่ยังมีมุมมองบวกในระยะกลางต่อบริษัทที่มีความได้เปรียบทางเทคโนโลยีและศักยภาพสร้างกระแสเงินสด เช่น Nvidia (NVDA), Broadcom (AVGO), Arista Networks (ANET) และ Eaton (ETN) ซึ่งได้รับประโยชน์จากการลงทุน AI อย่างต่อเนื่อง แต่แนะนำ Buy on Dip เมื่อแรงขายเริ่มชะลอตัว มากกว่าการเร่งเข้าซื้อทันที นอกจากนี้ มองการปรับฐานเป็นโอกาสเลือกสะสมหุ้น Cybersecurity ที่มีแพลตฟอร์มแข็งแกร่ง เช่น Palo Alto Networks (PANW), CrowdStrike (CRWD) และ Fortinet (FTNT) จากความต้องการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นตามการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจ

ตลาดหุ้นเอเชีย: ยังไม่แนะนำ Panic Sell หุ้น Semiconductor เนื่องจากความต้องการ AI และแนวโน้มกำไรของผู้ผลิตชิปชั้นนำยังมีปัจจัยสนับสนุน แต่ยังไม่แนะนำเพิ่มน้ำหนักทันทีท่ามกลางความผันผวนสูง โดยมองแรงขายเป็นโอกาสเตรียมเลือกสะสมหุ้นที่มีความได้เปรียบทางเทคโนโลยี ฐานลูกค้าแข็งแกร่ง และได้รับประโยชน์จาก AI ระยะยาว ได้แก่ SK hynix และ Samsung Electronics ในเกาหลีใต้ รวมถึง Advantest, Tokyo Electron และ Ibiden ในญี่ปุ่น ทั้งนี้ ควรรอให้แรงขายเริ่มมีเสถียรภาพ และติดตามผลประกอบการ TSMC เพื่อประเมินความต่อเนื่องของความต้องการลงทุน AI ขณะเดียวกันยังต้องติดตามความเสี่ยงการแข่งขันในอุตสาหกรรม Memory ที่อาจกระทบความสามารถในการทำกำไรในระยะถัดไป

การกระจายพอร์ต: ยังคงแนะนำถือ GRID และทยอยสะสมเมื่ออ่อนตัว เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าและ Electrification ระยะยาว ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนนอกเหนือจาก Data Center แต่ยังมีความเสี่ยงจาก Bond Yield สูงและการชะลอตัวของ AI Capex จึงไม่ควรมองเป็นสินทรัพย์ Defensive โดยตรง ขณะที่แนะนำเพิ่มการกระจายลงทุนสู่ Healthcare โดยเน้นบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและรายได้สม่ำเสมอ เพื่อลดความกระจุกตัวของความเสี่ยงจาก AI Financing Cycle

ด้านตราสารหนี้: ยังคงแนะนำตราสารหนี้ระยะสั้น-กลาง เพื่อรับ Carry ที่น่าสนใจ หรือพักเงินในกองทุนตลาดเงินผ่านกองทุน KKP MP หรือ KFCASH-A และควบคุม Duration Risk โดยยังไม่แนะนำเพิ่มน้ำหนักพันธบัตรระยะยาวจนกว่าแนวโน้มเงินเฟ้อและนโยบาย Fed จะมีความชัดเจนมากขึ้น

ปัจจัยที่ต้องติดตาม
- ผลประกอบการ TSMC ไตรมาส 3 วันนี้ ช่วงตลาดเอเชีย ให้จับตาทิศทาง Capex และมุมมองต่อความต้องการ AI เพราะจะเป็นตัวชี้ว่าแรงขายหุ้นชิปเอเชียเป็นเรื่อง Sentiment หรือพื้นฐาน
- PPI และ Retail Sales เดือน ก.ย. ของสหรัฐฯ คืนนี้: หากออกมาแข็งแกร่งอีก จะเพิ่มโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย
- สุนทรพจน์ของประธาน Fed Kevin Warsh ที่กรุงเทพฯ: สัญญาณล่วงหน้าก่อนการประชุม FOMC วันที่ 27–28 ต.ค.: การประชุมจะเกิดขึ้นก่อนตัวเลข PCE ประจำเดือนจะประกาศ ทำให้ CPI รอบนี้มีน้ำหนักต่อการตัดสินใจของ Fed มากเป็นพิเศษ