Café Invest
Markets

กลยุทธ์ลงทุนรับมือความผันผวน เมื่อตลาดมองมีโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 15-16 ก.ย. นี้

กลยุทธ์ลงทุนรับมือความผันผวน เมื่อตลาดมองมีโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 15-16 ก.ย. นี้

สรุปสาระสำคัญ
สัปดาห์นี้มอง SET มีโอกาสเผชิญความผันผวนจากการประชุม Fed (15-16 ก.ย.) โดยแม้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ส.ค. จะทรงตัวตามคาด แต่ตลาดให้น้ำหนักสูงถึง 90% ที่ Fed จะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ดันดอลลาร์แข็งค่า บอนด์ยีลด์ทรงตัวในระดับสูง และ Fund Flow ไหลออก โดยสถิติในอดีตชี้ว่า SET จะเผชิญความผันผวนหนักหรือพลิกฟื้นตัวได้ในระยะสั้นขึ้นอยู่กับความเร็วและรูปแบบ ของนโยบายการเงินเป็นสำคัญ ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำ จึงแนะนำให้ปรับพอร์ตสู่โหมดตั้งรับเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยเน้นหุ้น Domestic และ High Dividend ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง หากคาดว่า Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวจบ แนะนำให้หาจังหวะ “Buy on Dip” ในหุ้นพื้นฐานดีเมื่อตลาดย่อตัว แต่หากคาดว่า FED จะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง แนะนำให้เพิ่มสัดส่วนถือเงินสดไว้ก่อน และรอจังหวะตลาดปรับฐานเสร็จค่อยเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ประกันชีวิต และส่งออก

Fact : เงินเฟ้อสหรัฐฯ ส.ค. ทรงตัวตามตลาดคาด...ตลาดจับตาการประชุม Fed 15-16 ก.ย. นี้
ล่าสุด (11 ก.ย.) สหรัฐฯ เผยเงินเฟ้อ (CPI) ส.ค. ที่ 3.4%YoY ทรงตัวจาก ก.ค. ตามตลาดคาด ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ส.ค. อยู่ที่ 2.4%YoY ชะลอตัวลงจาก ก.ค. ที่ 2.5%YoY ตามตลาดคาดเช่นกัน อย่างไรก็ดี สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นแรงมาอยู่ที่บริเวณ $105/bbl ผนวกกับ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ส.ค. ดีกว่าคาด ทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักเกือบ 90% ที่ Fed จะตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย. นี้ พร้อมเพิ่มโอกาสที่จะปรับขึ้นอีกครั้งภายในสิ้นปี ซึ่งท่าทีของ Fed และ Dot Plot จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของสินทรัพย์เสี่ยง US Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จึงถือเป็นประเด็นสำคัญที่ตลาดการเงินกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด

Impact : บรรยากาศการลงทุนจะเป็นลบ หาก Fed เริ่มวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
แม้มุมมองกรณีฐานของ InnovestX ยังคาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% เนื่องจาก Core CPI ชะลอลงและแรงกดดันกระจุกตัวแค่ในหมวดพลังงานและบริการ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเสี่ยงในการปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้มีสูงขึ้นมาก InnovestX จึงประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยออกเป็น 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

กรณีที่ 1 Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% และไม่ขึ้นดอกเบี้ยทั้งปีนี้และปีหน้า (Base Case) : SET จะตอบรับเชิงบวก (Relief Rally) จากความกังวลด้านต้นทุนทางการเงินที่ผ่อนคลายลง บรรยากาศการลงทุนจะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) หนุน Fund Flow ไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงตลาดเกิดใหม่ (EM)

กรณีที่ 2 Fed มีมติขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% และส่งสัญญาณไม่ขึ้นต่อ (Dovish Hike) : SET จะผันผวนและย่อตัวในระยะสั้นจากภาวะตื่นตระหนก (Shock) แต่จะฟื้นตัวสร้างฐานได้เร็ว หลังตลาดรับรู้ว่าดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ช่วยปลดล็อกแรงกดดันด้าน Valuation และนำตลาดเข้าสู่โหมดรอการฟื้นตัว

กรณีที่ 3 Fed มีมติขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% และส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นต่อในปีหน้า (Hawkish Hike) : SET เสี่ยงเผชิญแรงขายปรับฐานรุนแรงจากภาวะ Risk-off และกังวลสภาพคล่องตึงตัว Fund Flow จะไหลออกตามส่วนต่างดอกเบี้ยและเงินบาทที่อ่อนค่า กดดัน Valuation (P/E De-rating) และประมาณการกำไรของตลาด

สถิติผลกระทบของการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ต่อตลาดหุ้นไทย (SET)

จากข้อมูลในอดีต วัฏจักรการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed มักกินเวลาเฉลี่ย 2-3 ปี ซึ่งการเริ่มต้นวัฏจักรมักสร้างความผันผวนระยะสั้น โดยวันแรกที่ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก SET มักบวกเล็กน้อยเฉลี่ยราว +0.5% ก่อนเริ่มเผชิญแรงขายและเข้าสู่รอบปรับฐาน อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับรูปแบบและความเร็วของนโยบายการเงินในรอบนั้นๆ เป็นสำคัญ โดยแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ดังนี้

1. กรณี Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้วทิ้งช่วงเพื่อประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ : SET จะได้รับผลกระทบเชิงลบจำกัด โดยปรับลงเฉลี่ยเพียง -0.3% ในเดือนแรก หลังนักลงทุนรับรู้ความชัดเจนของนโยบาย Fund Flow จะเริ่มไหลกลับเข้าสะสมหุ้นพื้นฐาน หนุนให้ SET พลิกฟื้นเป็นบวกเฉลี่ย +3.7% ในระยะ 3 เดือน และให้ผลตอบแทนสูงถึง +6.1% ในระยะ 6 เดือน ด้วย Win Rate ที่จะให้ผลตอบแทนติดลบลดลงเหลือ 0%

2. กรณี Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อ : SET มักเผชิญแรงกดดันหนักจากสภาพคล่องที่หดตัว โดยปรับลงเฉลี่ยถึง -7.7% ในเดือนแรก และซึมลงต่อเนื่องจนเฉลี่ย -12.5% ในช่วง 3 เดือน ยิ่งไปกว่านั้น แม้ผ่านไป 6 เดือน SET ยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -10.6% ด้วย Win Rate ที่จะให้ผลตอบแทนติดลบสูงถึง 75-100%

ทั้งนี้กลุ่มที่เผชิญแรงขาย (Underperform SET) ได้แก่ กลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุนการเงินโลก เช่น การเงิน อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงหุ้น Big Cap ที่ต่างชาติถือครองสูงอย่าง ธนาคารและขนส่ง ซึ่งมักถูกขายเพื่อลดความเสี่ยง

ส่วนกลุ่มที่ทนทาน (Outperform SET) ได้แก่ กลุ่มการแพทย์ สื่อสาร และพาณิชย์ที่มีอำนาจต่อรองราคาสูง (Pricing Power), กลุ่มเกษตร โรงแรม และส่งออกที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า, กลุ่มประกันซึ่งได้ประโยชน์จาก Bond Yield ขาขึ้น


Action: คำแนะนำและกลยุทธ์การลงทุน
InnovestX ประเมินว่า หาก Fed มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ จะส่งผลเชิงลบต่อบรรยากาศลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น, US Bond Yield ทรงตัวในระดับสูง และจะกระตุ้นให้ Fund Flow ไหลออกจากตลาด EM รวมถึงตลาดหุ้นไทย ดังนั้นเพื่อรับมือกับความผันผวนดังกล่าว จึงแบ่งกลยุทธ์ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ดังนี้

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ (Conservative): กลยุทธ์ลงทุนช่วงสั้นแนะนำให้จัดพอร์ตเชิงรับ โดยเน้น 2 ธีมที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

  1. Domestic Play: เน้นหุ้น Big Cap ที่อิงรายได้ในประเทศเป็นหลักและมีอำนาจต่อรองราคาสูง อีกทั้งได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งมีความทนทานต่อปัจจัยภายนอก ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CPN CRC) และ กลุ่มการแพทย์ (BDMS BCH PR9 CHG)
  2. High Dividend Play: หุ้นปันผลสูงที่คาดให้ Div. Yield สม่ำเสมอเกิน 5% ต่อปี เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ได้แก่ BBL KTB HMPRO AP SCCC PTT FTREIT LHSC

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง (Aggressive): กลยุทธ์ลงทุนช่วงสั้นแนะนำ Tactical Call ตามความคาดหวังที่มีต่อผลการประชุม Fed ใน 3 กรณี ดังนี้

  • หากคงดอกเบี้ย (Hold): เปิดโหมด Risk-on เข้าเก็งกำไรในกลุ่มที่เคยถูกกดดันจากดอกเบี้ยสูง ได้แก่ กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC SAWAD TIDLOR) อสังหาฯ (AP SIRI) และกลุ่ม Growth (DELTA HANA KCE) ซึ่งมีโอกาสดีดกลับแรงตาม Sentiment ตลาด
  • หากขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียวจบ (Dovish Hike) : ใช้จังหวะตลาดตกใจย่อตัวระยะสั้น เข้า "Buy on Dip" สะสมหุ้น Domestic และ High Dividend คุณภาพดี ที่ราคาปรับฐานจน Valuation น่าสนใจ
  • หากขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง (Hawkish Hike): อาศัยจังหวะตลาดดีดตัวช่วงแรกเพื่อลดพอร์ตและถือเงินสดเพิ่ม รอตลาดซึมซับข่าว 3-6 เดือน หรือจนกว่าจะปรับฐานเสร็จ แล้วจึงหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูง/บาทอ่อน ได้แก่ ธนาคารขนาดใหญ่ (BBL KBANK KTB) ประกันชีวิต (TLI BLA) และส่งออก (TU ITC)

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน อ่านต่อ: > ข้อสงวนสิทธิ์.pdf