Café Invest
Research

THANI - 3Q67: กำไรต่ำกว่าคาดมาก; ปรับลดคำแนะนำ

THANI - 3Q67: กำไรต่ำกว่าคาดมาก; ปรับลดคำแนะนำ

กำไรสุทธิ 2Q67 ออกมาแย่กว่าคาดจาก ECL และ opex โดยผลประกอบการสะท้อนถึง credit cost และ NPL ไหลเข้าที่สูงขึ้น สินเชื่อที่หดตัวลง NIM ที่ดีขึ้น และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก เราปรับประมาณการกำไรปี 2567 และปี 2568 ลดลงปีละ 8% เพื่อสะท้อนการปรับประมาณการ credit cost เพิ่มขึ้น เราปรับลดคำแนะนำสำหรับ THANI ลงจาก NEUTRAL สู่ UNDERPERFORM โดยปรับราคาเป้าหมายลดลงจาก 2 บาท สู่ 1.6 บาท

3Q67: กำไรสุทธิต่ำกว่าคาดมากจาก ECL และ opex THANI รายงานกำไรสุทธิ 3Q67 ที่ 80 ลบ. (-69% QoQ, -68% YoY) ต่ำกว่า INVX คาด 70% โดยมีสาเหตุมาจาก ECL และ opex ที่สูงกว่าคาด

รายการที่สำคัญใน 3Q67:

1) คุณภาพสินทรัพย์: NPL เพิ่มขึ้น 8% QoQ และ 23% QoQ ถ้านำยอดตัดหนี้สูญบวกกลับเข้ามา (เทียบกับ +18% QoQ ใน 2Q67) ซึ่งบ่งชี้ว่ามี NPL ไหลเข้าเพิ่มขึ้น อัตราส่วน NPL เพิ่มขึ้น 39 bps QoQ สู่ 3.8% credit cost เพิ่มขึ้น 118 bps QoQ สู่ 3.21% สูงกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก LLR coverage อยู่ในระดับทรงตัวที่ 93% ใน 3Q67 เราปรับประมาณการ credit cost ปี 2567 เพิ่มขึ้น 35 bps สู่ 2.2% (+25 bps) สูงกว่าเป้าเต็มปีของบริษัทที่ 1.3-1.4%

2) การเติบโตของสินเชื่อ: -3% QoQ, -11% YoY, -9% YTD เราปรับสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อปี 2567 ลดลงจาก -8% สู่ -10%

3) NIM: +9 bps QoQ (-22 bps YoY) โดยเกิดจากอัตราผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้น 6 bps QoQ (-6 bps YoY) ขณะที่ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 8 bps QoQ (+31 bps YoY)

4) Non-NII: -10% QoQ (-14% YoY)

5) อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้: +920 bps QoQ (+668 bps YoY) สู่ 30.95% เพราะ opex เพิ่มขึ้น (+37% QoQ, +10% YoY)

ปรับประมาณการกำไรลดลง เราปรับประมาณการกำไรปี 2567 และปี 2568 ลดลงปีละ 8% เพื่อสะท้อนการปรับประมาณการ credit cost เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันเราคาดว่ากำไรจะลดลง 30% (-35% สำหรับ EPS) ในปี 2567 และฟื้นตัว 9% ในปี 2568 (credit cost ลดลง) กำไร 9M67 คิดเป็น 75% ของประมาณการกำไรปี 2567 ที่เราปรับใหม่ เราคาดว่ากำไร 4Q67 จะฟื้นตัวทั้ง QoQ และ YoY โดยเกิดจาก ECL ที่ลดลง

ปรับคำแนะนำลงสู่ UNDERPERFORM โดยปรับราคาเป้าหมายลดลง เราปรับลดคำแนะนำสำหรับ THANI ลงจาก NEUTRAL สู่ UNDERPERFORM โดยปรับราคาเป้าหมายลดลงจาก 2 บาท สู่ 1.6 บาท (อ้างอิง PBV ปี 2568 ที่ 0.7 เท่า)

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ: 1) ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึงและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว 2) ขาดทุนจากการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้น เนื่องจากราคารถบรรทุกมือสองลดลง 3) ความเสี่ยงขาลงต่อการเติบโตของสินเชื่ออันเป็นผลมาจากยอดขายรถบรรทุกที่ลดลง และ 4) ความเสี่ยงด้าน ESG จากการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (market conduct)