Café Invest
Ideas

(เคาะซื้อ) แนะนำ TSEMICON และ SMH ETF | กลุ่มชิปเริ่มน่าสนใจหลังปรับฐานแรง แต่กำไรยังโตต่อ รับโอกาสฟื้นตัวก่อนบริษัทชิปสหรัฐฯ ทยอยประกาศงบ

(เคาะซื้อ) แนะนำ TSEMICON และ SMH ETF | กลุ่มชิปเริ่มน่าสนใจหลังปรับฐานแรง แต่กำไรยังโตต่อ รับโอกาสฟื้นตัวก่อนบริษัทชิปสหรัฐฯ ทยอยประกาศงบ

(เคาะซื้อ) แนะนำ TSEMICON และ SMH ETF ที่ลงทุนในบริษัทชั้นนำในกลุ่ม Semiconductor | กลุ่มชิปเริ่มน่าสนใจหลังปรับฐานแรง แต่กำไรยังโตต่อ รับโอกาสฟื้นตัวก่อนบริษัทชิปสหรัฐฯ ทยอยประกาศงบ


By INVX Investment Strategy & Research
21 ต.ค. 2026

สรุปสาระสำคัญ


InnovestX แนะนำทยอยสะสมกลุ่ม Semiconductor ผ่านกองทุน TSEMICON และ SMH ETF ที่ลงทุนในบริษัทชั้นนำในกลุ่ม Semiconductor หลังราคาหุ้นปรับฐานแรง โดยดัชนี SOX ลดลง 8 วันติดต่อกัน ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 จากแรงกดดัน Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และความกังวลต่อความคุ้มค่าของการลงทุน AI อย่างไรก็ตาม เรามองว่าราคาหุ้นที่ปรับลงยังไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดย TSMC เพิ่งปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ปี 2026 ขณะที่ความต้องการชิป AI ยังคงขยายตัวไปสู่อุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ตลาดยังคาดว่ากำไรของบริษัทใน SMH จะเติบโตถึง 60% ในปี 2027 แม้ราคาหุ้นปรับฐานจน Valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ประกอบกับราคา SMH เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวหลังยืนแนวรับบริเวณ $540 ได้ จึงมองเป็นโอกาสเข้าลงทุนก่อนเข้าสู่ฤดูประกาศผลประกอบการกลุ่มชิปฝั่งสหรัฐฯ

💵 คำแนะนำ: ทยอยเข้าลงทุน TSEMICON และ SMH ที่ราคาปัจจุบัน ($546) ราคาเป้าหมาย $635 จุดตัดขาดทุน $480 กรอบเวลาลงทุน 3–6 เดือน

🔸3 เหตุผลเคาะซื้อ

1. ความต้องการชิป AI ยังแข็งแกร่ง เห็นได้จากผลประกอบการบริษัทชั้นนำที่เติบโตจริง

แม้ตลาดกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีอาจลงทุนใน AI มากเกินไป แต่ผลประกอบการล่าสุดของ TSMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก ยังสะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่ง โดยรายได้ 3Q26 เพิ่มขึ้น 41.2% YoY ในรูป USD พร้อมอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 66.4% และปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ปี 2026 เป็นเติบโตราว 44% จากเดิมที่คาดว่าจะโตมากกว่า 40% เล็กน้อย สะท้อนว่าลูกค้ายังคงเร่งสั่งผลิตชิปขั้นสูงเพื่อรองรับการขยายตัวของ AI เราจึงมองว่าการปรับฐานของหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากความกังวลของตลาดมากกว่าสัญญาณว่าธุรกิจ Semiconductor กำลังชะลอตัว

2. การเติบโตของ AI ไม่ได้จบแค่ชิป GPU แต่กำลังสร้างโอกาสให้ทั้งอุตสาหกรรม Semiconductor
การพัฒนา AI ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่ได้ต้องการเพียงชิปประมวลผล แต่ยังต้องใช้ชิปหน่วยความจำ ระบบรับส่งข้อมูล และอุปกรณ์จัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ส่งผลให้บริษัท Semiconductor หลายกลุ่มมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกัน สอดคล้องกับข้อมูล UBS ที่พบว่าผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบชิปยังมองความต้องการแข็งแกร่ง โดยคาดว่าการลงทุนในเครื่องจักรผลิตชิป (WFE) จะเติบโตกว่า 30% ต่อปี เราจึงมองว่าการเติบโตของ AI ยังอยู่ในช่วงขยายตัวไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ช่วยหนุนโอกาสสร้างรายได้และกำไรของบริษัทใน SMH ทั้ง Nvidia, Broadcom, Micron และผู้ผลิตเครื่องจักรชิป ไม่ได้พึ่งพาบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงอย่างเดียว

3. ราคาปรับลงแรงสวนทางกำไรที่ยังถูกปรับขึ้น ทำให้ Valuation เริ่มกลับมาน่าสนใจ
การปรับฐานของหุ้น Semiconductor ในช่วงที่ผ่านมาเกิดขึ้นท่ามกลาง Bond Yield และราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น กดดันให้นักลงทุนลดการถือครองหุ้นเติบโตสูง แม้แนวโน้มกำไรของอุตสาหกรรมยังแข็งแกร่ง โดย Bloomberg Consensus คาดว่า EPS ของ SMH ปี 2027 จะเติบโตถึง 60% และประมาณการกำไรปี 2026–2027 ยังถูกปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ Forward P/E ของ PHLX Semiconductor Sector (SOX) ลดลงมาอยู่ที่ 17.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 21.8 เท่า สะท้อนว่าราคาหุ้นเริ่มน่าสนใจขึ้นเมื่อเทียบกับโอกาสเติบโตของกำไร

🔸 Technical: ราคาเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังปรับฐานลงมาทดสอบแนวรับสำคัญ

SMH ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดช่วงต้นเดือน ต.ค. บริเวณ $640 ก่อนเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาบริเวณแนวรับสำคัญที่ $540 ซึ่งเป็นระดับที่ราคาสามารถยืนได้หลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่สัญญาณทางเทคนิคเริ่มฟื้นตัวจากบริเวณใกล้ภาวะขายมากเกินไป และราคายังอยู่เหนือแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว สะท้อนว่าแนวโน้มหลักยังไม่เสียไป โดยมีแนวต้านระยะสั้นที่ $565 หากผ่านได้จะเพิ่มโอกาสฟื้นตัวต่อไปยังราคาเป้าหมาย $635 อย่างไรก็ตาม หากราคาปรับลดลงต่ำกว่า $480 จะถือว่าแนวโน้มขาขึ้นเดิมถูกทำลาย และเป็นจุดตัดขาดทุนเพื่อลดความเสี่ยง

🔸 ความเสี่ยงที่ต้องจับตา:

  1. Bond Yield และราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง: อาจทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าคาด และเพิ่มความเสี่ยงที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งอาจกดดัน Valuation ของหุ้น Semiconductor เพิ่มเติม
  2. ความคุ้มค่าของการลงทุน AI ติดตามงบ Meta, Lam Research, Texas Instruments (21 ต.ค.), การประชุม FOMC (27–28 ต.ค.) และ Intel (29 ต.ค.) หากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เริ่มชะลอการลงทุนใน AI อาจส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อชิปและประมาณการกำไรของอุตสาหกรรม
  3. ความผันผวนและการกระจุกตัวของ ETF: SMH มีน้ำหนักลงทุนใน Nvidia และ TSMC รวมกันราว 30% ทำให้ราคากองทุนอ่อนไหวต่อการเคลื่อนไหวของหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่อุตสาหกรรมยังมีความเสี่ยงจากการแข่งขันและการขยายกำลังผลิตในอนาคต

โดยสรุป InnovestX มองว่าการปรับฐานของกลุ่ม Semiconductor Fabless เป็นโอกาสทยอยเข้าลงทุน เนื่องจากความต้องการ AI ยังแข็งแกร่งและขยายตัวไปสู่ทั้งอุตสาหกรรม ขณะที่แนวโน้มกำไรยังถูกปรับเพิ่มขึ้น สวนทางกับ Valuation ที่ลดลงจากแรงกดดันด้าน Macro ประกอบกับสัญญาณราคาที่เริ่มฟื้นตัว จึงมองว่าผลตอบแทนที่คาดหวังในระยะ 3–6 เดือนเริ่มน่าสนใจเมื่อเทียบกับความเสี่ยง ภายใต้การกำหนดจุดตัดขาดทุนอย่างชัดเจน

กองทุนแนะนำ: TSEMICON กองทุนที่ลงทุนในบริษัทชั้นนำในกลุ่ม Semiconductor

1.       พิจารณากองทุนจาก Universe กองทุนหุ้นกลุ่ม Semiconductor ทั้งหมด

2.      คัดเลือกกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม Semiconductor ที่สอดรับกับกลยุทธ์การลงทุนที่ลงทุนใน SMH ETF

3.      คัดเลือกกองทุน TSEMICON ที่เน้นลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มผู้นำ

สรุปจุดเด่นของกองทุน TSEMICON

1.      กองทุน TSEMICON เป็นกองทุนหุ้นกลุ่ม Semiconductor ชั้นนำในตลาดสหรัฐฯ

2.      ครอบคลุมทั้งธุรกิจออกแบบชิป ผลิตชิป และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตชิป

3.      กองทุนหลัก VanEck Semiconductor ETF (SMH ETF) อ้างอิงดัชนี MVIS US Listed Semiconductor 25 Index

4.      ดัชนีอ้างอิงจะคัดเลือกหุ้นที่มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องตามเกณฑ์ดัชนี 25 บริษัท

5.      มีการปรับสมดุล (Rebalance) ปีละ 4 ครั้ง และทบทวนรายชื่อหุ้น (Reconstitution) อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

6.      ตัวอย่างหุ้นที่ลงทุนได้แก่ Nvidia, Taiwan Semiconductor Manufacturing Company, Broadcom, Advanced Micro Devices, Texas Instruments Incorporated

7.      ผลตอบแทนกองทุนหลักย้อนหลัง 5 ปี 37.4% ต่อปี (as of Sep 2026)

 

กองทุนเปิด ทิสโก้ Semiconductor (TSEMICON) เป็นกองทุนในกลุ่ม Semiconductor ที่ลงทุนในกองทุนหลัก VanEck Semiconductor ETF (SMH ETF) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี MVIS US Listed Semiconductor 25 ซึ่งเป็นดัชนีที่ประกอบด้วยหุ้นสามัญและ Depositary Receipts (DR) ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสหรัฐฯ และดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ จัดตั้งและจัดการโดย VanEck Associates Corporation

โดยกองทุนหลัก SMH เป็นกองทุนที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive คัดเลือกหุ้น 25 บริษัท ที่ประกอบธุรกิจผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดยพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดและสภาพคล่องในการซื้อขาย ใช้วิธีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าหุ้นที่ปรับด้วย Free Float พร้อมกำหนดเพดานน้ำหนักหุ้นรายตัวตามเกณฑ์ของดัชนี เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับโอกาสลงทุนในบริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้จะมีการปรับสมดุล (Rebalance) ปีละ 4 ครั้ง และทบทวนรายชื่อหุ้น (Reconstitution) อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ทั้งนี้กองทุน TSEMICON จะมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

5 กลุ่มอุตสาหกรรมแรกที่พอร์ตการลงทุนถืออยู่ (Update as of Sep 2026)

  • Information Technology 95.55%
  • Others/Cash 4.45%

ตัวอย่างหุ้น 5 ตัวแรกที่พอร์ตการลงทุนถืออยู่ (Update as of 19 Oct 2026)

  • NVIDIA Corporation บริษัทผู้ออกแบบ GPU และแพลตฟอร์มประมวลผลเร่งความเร็ว (Accelerated Computing) สำหรับ AI, Data Center, Gaming และระบบประมวลผลสมรรถนะสูง โดยมี CUDA เป็นแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์สำคัญที่ช่วยสร้างระบบนิเวศสำหรับการพัฒนา AI
  • Taiwan Semiconductor Manufacturing Company ผู้ผลิตชิปตามสัญญารายใหญ่ของโลก (Pure-play Foundry) รับผลิตเซมิคอนดักเตอร์ให้บริษัทที่ออกแบบชิปเอง เช่น NVIDIA, AMD และ Broadcom โดยมีความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการผลิตชิปขั้นสูง
  • Broadcom ผู้ออกแบบและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์สำหรับเครือข่ายสื่อสาร, Data Center, Broadband และ Wireless รวมถึงชิปเฉพาะทางสำหรับ AI (Custom AI Accelerators) นอกจากนี้ยังมีธุรกิจซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานสำหรับองค์กร
  • Advanced Micro Devices ผู้ออกแบบ CPU และ GPU สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล, เซิร์ฟเวอร์ และ Data Center รวมถึง GPU ตระกูล Instinct สำหรับ AI Accelerator โดยแข่งขันในตลาดโปรเซสเซอร์กับ Intel และตลาด GPU สำหรับ AI กับ NVIDIA
  • Texas Instruments Incorporated ผู้ออกแบบและผลิตชิป Analog และ Embedded Processing ที่ใช้แปลงและจัดการสัญญาณ รวมถึงควบคุมระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ อุตสาหกรรม อุปกรณ์สื่อสาร และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยมีธุรกิจ Analog เป็นแหล่งรายได้สำคัญ

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนหลัก (SMH ETF)

กองทุนหลักมีผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง (as of Sep 2026) ดังนี้

  • ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปี 86.89% ต่อปี
  • ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี 62.00% ต่อปี
  • ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี 37.37% ต่อปี

คำเตือน: กองทุนมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ บริษัทได้รับค่าตอบแทน (trailer fee) จาก บลจ. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมกองทุนตามที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวนกองทุนรวม ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์