เราคาดว่ากำไรสุทธิ 3Q26F ของ TIDLOR จะลดลง 3% QoQ (จาก credit cost และค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้น) แต่เพิ่มขึ้น 6% YoY (จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น) มาอยู่ที่ 1.48 พันลบ. เราปรับประมาณการกำไรปี 2026F ลดลง 4% (หลักๆ จากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน) และปัจจุบันคาดว่ากำไรปี 2026F จะเติบโต 23% ซึ่งยังเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม consumer finance เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ TIDLOR จากแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรที่แข็งแกร่ง อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลดีที่ 5.1% และ valuation น่าสนใจที่ PBV 1.2 เท่า เทียบกับ ROE ที่ 17% อย่างไรก็ตาม เราปรับราคาเป้าหมายกลางปี 2027F ลดลงจาก 23 บาท เป็น 20 บาท และถอด TIDLOR ออกจากกลุ่ม High Conviction เนื่องจากคาดว่าผลประกอบการ 3Q26F จะออกมาน่าผิดหวัง
TIDLOR – 3Q26F: คาดกำไรลดลง QoQ แต่เพิ่มขึ้น YoY

3Q26F: คาดกำไรลดลง QoQ แต่เพิ่มขึ้น YoY TIDLOR จะประกาศผลประกอบการ 3Q26 ในวันที่ 6 พ.ย. โดยเราคาดว่ากำไรสุทธิ 3Q26F จะลดลง 3% QoQ (หลักๆ จาก credit cost และค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้น) แต่เพิ่มขึ้น 6% YoY (จากรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น) มาอยู่ที่ 1.48 พันลบ. โดยอิงจากคาดการณ์ดังต่อไปนี้
1) Credit cost: +33 bps QoQ (+18 bps YoY) มาอยู่ที่ 2.42% จาก NPL และการตัดหนี้สูญ (write off) ที่สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่บริษัทเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้
2) การเติบโตของสินเชื่อ: +2.3% QoQ (+7.2% YoY) สอดคล้องกับโมเมนตัมใน 2Q26
3) NIM: +26 bps QoQ (+49 bps YoY) จากผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้น 20 bps ตามปัจจัยฤดูกาล (จำนวนวันมากขึ้น) และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 2 bps
4) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (non-NII): -1% QoQ (ช่วงโลว์ซีซั่นสำหรับรายได้นายหน้าประกันภัย) แต่ +2% YoY (รายได้นายหน้าประกันภัยดีขึ้น)
5) อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้: +43 bps QoQ (ตามปัจจัยฤดูกาล) และ +18 bps YoY มาอยู่ที่ 55.55%
ปรับลดประมาณการกำไร เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2026F ลดลง 4% หลักๆ จากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ปัจจุบันเราคาดว่ากำไรสุทธิปี 2026F จะเติบโต 23% ซึ่งยังคงเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในกลุ่ม consumer finance โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก: 1) การเติบโตของสินเชื่อ 7%, 2) การขยายตัวของ NIM 43 bps จากผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อที่ดีขึ้นและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง, 3) credit cost ที่ลดลง 64 bps, 4) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (non-NII) ที่เพิ่มขึ้น 5% และ 5) อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ทรงตัวอยู่ที่ 55.4% เราคาดว่ากำไรสุทธิ 4Q26F จะลดลง QoQ (เนื่องจาก ECL และ opex ที่สูงขึ้น) แต่เพิ่มขึ้นอย่างมาก YoY (ได้รับแรงหนุนจากรายได้ที่แข็งแกร่งขึ้นและ ECL ที่ลดลง) สำหรับปี 2027F เราคาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 8% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก: 1) การเติบโตของสินเชื่อ 7%, 2) การขยายตัวของ NIM 14 bps จากผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อที่ดีขึ้นและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง, 3) credit cost ที่ลดลง 5 bps, 4) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (non-NII) ที่เพิ่มขึ้น 4% และ 5) อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ทรงตัวอยู่ที่ 55.4%
อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลดี เราคาดว่า DPS ปี 2026F จะอยู่ที่ 0.84 บาท (อัตราการจ่ายเงินปันผล 40%) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.1%
โครงการซื้อหุ้นคืน ปัจจุบัน TIDLOR มีโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินไม่เกิน 2.4 พันลบ. โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค. ถึง 27 พ.ย. 2026 ภายใต้โครงการดังกล่าว บริษัทสามารถซื้อหุ้นคืนได้สูงสุด 122.824 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 4.24% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด นับถึงปัจจุบัน บริษัทซื้อหุ้นคืนท่แล้วจำนวน 13.18 ล้านหุ้น (0.8% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด) ที่ราคาเฉลี่ย 18.2 บาท/หุ้น โครงการนี้จะช่วยพยุงราคาหุ้นและเพิ่ม ROE ราว 100 bps
คงคำแนะนำ OUTPERFORM และราคาเป้าหมายเดิม เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ TIDLOR โดยได้รับแรงหนุนจากกำไรที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดี อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจที่ 5.1% และ valuation ถูก โดยซื้อขายที่ PBV 1.24 เท่า เทียบกับ ROE 17% และ PE 7.85 เท่า อย่างไรก็ตาม เราปรับราคาเป้าหมายกลางปี 2027F ลดลงจาก 23 บาท มาอยู่ที่ 20 บาท (อิง PBV 1.4 เท่า หรือ PE 9 เท่า) เนื่องจากเราปรับ PBV เป้าหมายลดลง
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ: 1) ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว 2) ความเสี่ยงด้าน NIM จากความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น 3) ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และ 4) ความเสี่ยงด้าน ESG จากการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (market conduct)

