รัฐบาลมีแผนเปิดตัวโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสในวันที่ 1 พ.ย. 2026 โดยจัดสรรสิทธิรวม 1.0 ล้านสิทธิ ภายใต้งบประมาณรวม 3.5 พันลบ. ผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิห้องพักได้สูงสุดคนละไม่เกิน 5 คืน จุดเด่นของโครงการนี้คือการสนับสนุนค่าที่พักแบบอัตราคงที่สูงสุดไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืนต่อสิทธิ ซึ่งแตกต่างจากโครงการก่อนหน้าที่ใช้ระบบร่วมจ่าย เราคาดว่ากลไกดังกล่าวจะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการโรงแรมระดับกลางและโรงแรมราคาประหยัดมากกว่าโรงแรมระดับบน เรามองว่า ERW จะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากโครงการนี้ เนื่องจากมีพอร์ตโรงแรมในประเทศไทยที่หลากหลายครอบคลุมทุกเซกเมนต์ เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว โดยได้รับแรงหนุนจากช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึง มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ และงานอีเวนต์ใหญ่ระดับโลก หุ้นเด่นของเราคือ ERW CENTEL และ AOT
Research
กลุ่มท่องเที่ยว – โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสคาดเริ่มในเดือนพ.ย.

โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสคาดเริ่มในเดือนพ.ย. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยความคืบหน้าของโครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส ภายหลังการหารือร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยรายละเอียดเบื้องต้นก่อนเสนอ ครม.มีดังนี้:
- ขนาดโครงการและงบประมาณ: จำนวนสิทธิปรับเพิ่มเป็น 1.0 ล้านสิทธิ (จากเดิม 500,000 สิทธิ) ภายใต้งบประมาณรวม 3.5 พันลบ.
- จำนวนสิทธิตอคน: ผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิได้สูงสุด 5 สิทธิ (5 คืน) ต่อคน
- เงื่อนไขการสนับสนุนค่าห้องพัก (การสนับสนุนค่าที่พักแบบอัตราคงที่ ไม่ใช่การร่วมจ่าย): รัฐบาลจะสนับสนุนค่าห้องพักตามจริงสูงสุดไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืนต่อสิทธิ หากค่าห้องพักต่ำกว่า 1,500 บาท รัฐบาลจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่หากค่าห้องพักสูงกว่า 1,500 บาท ผู้ใช้สิทธิจะเป็นผู้รับผิดชอบส่วนต่าง โดยมีวงเงินสนับสนุนรวมสูงสุด 7,500 บาทต่อคนตลอดโครงการ
- เงื่อนไขการสนับสนุน E-Coupon (ร่วมจ่ายแบบคนละครึ่ง): ผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้ E-Coupon หลังเช็กอินสำหรับค่าอาหาร บริการสปา การเดินทาง ทัวร์ และของที่ระลึก โดยวงเงินสนับสนุนแบ่งตามพื้นที่ ได้แก่ สูงสุด 1,500 บาทต่อคืนสำหรับเมืองหลัก และสูงสุด 2,000 บาทต่อคืนสำหรับเมืองรอง
- กรอบเวลาและการดำเนินการ: ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ได้ระหว่างวันที่ 1-25 ต.ค. 2026 ขณะที่การใช้สิทธิและการเดินทางจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2026 เป็นต้นไป โครงการจะมีระยะเวลา 3-4 เดือน และมีช่วงงดใช้สิทธิในเทศกาลปีใหม่ (ประมาณวันที่ 15 ธ.ค. 2026 ถึง 15 ม.ค. 2027)
มุมมองของเรา
- ประเด็นหลักสำคัญ คือ การสนับสนุนค่าที่พักแบบอัตราคงที่สูงสุดไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืนต่อสิทธิ ซึ่งแตกต่างจากโครงการก่อนหน้าที่ใช้ระบบร่วมจ่าย เราคาดว่ากลไกดังกล่าวจะจูงใจให้นักท่องเที่ยวเลือกโรงแรมระดับกลางและโรงแรมราคาประหยัดมากกว่าโรงแรมระดับบน เนื่องจากผู้ใช้สิทธิจะจ่ายค่าที่พักเองเพียงเล็กน้อยหรืออาจไม่ต้องจ่ายเลย เรามองว่า ERW จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์รายหลัก เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากตลาดโรงแรมในประเทศไทยสูง มีฐานลูกค้าไทยจำนวนมาก และมีโรงแรมที่ครอบคลุมทั้งระดับบน ระดับกลาง และราคาประหยัด คือ แบรนด์ HOP INN
- ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ การอนุมัติอย่างเป็นทางการจาก ครม. โดยรายละเอียดสุดท้าย เช่น วงเงินการใช้จ่าย E-Coupon ต่อวัน และการจัดประเภทจังหวัดเมืองหลักและเมืองรอง คาดว่าจะถูกเสนอให้ ครม. พิจารณาภายในสัปดาห์หน้า หรืออย่างช้าที่สุดคือวันที่ 22 ก.ย. 2026
- เราคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว โดยได้รับแรงหนุนจากช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึง มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ และงานอีเวนต์ใหญ่ระดับโลก อาทิ IMF-World Bank Group Annual Meetings (12-18 ต.ค. 2026) และ Tomorrowland Thailand (11-13 ธ.ค. 2026) หุ้นเด่นของเราคือ ERW (ราคาเป้าหมาย 4.3 บาท) CENTEL (ราคาเป้าหมาย 47 บาท) และ AOT (ราคาเป้าหมาย 72 บาท)

