Café Invest
Markets

สรุปผลการหารือระหว่างสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ และนัยต่อไทย

สรุปผลการหารือระหว่างสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ และนัยต่อไทย

สรุปผลการหารือระหว่างสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ และนัยต่อไทย


By INVX Investment Strategy


23 ก.ค.68

การประชุมทวิภาคีระหว่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและความร่วมมือที่สำคัญในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

1. การกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตและความมั่นคง
ตอกย้ำความเป็นพันธมิตร: ทั้งสองผู้นำยืนยันความสัมพันธ์ที่ "แน่นแฟ้นมาก" (ironclad) ระหว่างสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ โดยทรัมป์กล่าวถึงการฟื้นฟู "ความสัมพันธ์ทางทหารที่ยอดเยี่ยม" ขณะที่มาร์กอส จูเนียร์ ย้ำว่าสหรัฐฯ คือ "พันธมิตรตามสนธิสัญญาเพียงรายเดียว" และ "น่าเชื่อถือที่สุด" ตลอดช่วงเวลากว่าศตวรรษ

การปรับปรุงกองทัพและยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ: ฟิลิปปินส์ยืนยันการพัฒนากองทัพโดยเน้นความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและการปกป้องอธิปไตย รวมถึงความเป็นไปได้ในการติดตั้งระบบขีปนาวุธของสหรัฐฯ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในทะเลจีนใต้

ศูนย์เก็บกระสุนของสหรัฐฯ ในฟิลิปปินส์: สหรัฐฯ มีแผนตั้งศูนย์เก็บกระสุนในอ่าวซูบิกและนีสัน คอร์ริดอร์ ซึ่งได้รับการอนุมัติงบประมาณแล้ว เพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดวางอาวุธยุทธศาสตร์ในภูมิภาค

ความร่วมมือด้านต่อต้านการก่อการร้าย: ทรัมป์กล่าวถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในการช่วยฟิลิปปินส์ปราบกลุ่ม ISIS และผู้ก่อการร้าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเสถียรภาพให้ประเทศ

2. ความคืบหน้าด้านเศรษฐกิจและการค้า
ข้อตกลงทางการค้าใกล้บรรลุผล: ทั้งสองฝ่ายใกล้จะสรุป "ข้อตกลงการค้าขนาดใหญ่" โดยทรัมป์ชื่นชมผู้นำฟิลิปปินส์ว่าเป็น "นักเจรจาที่แข็งแกร่ง"

ประกาศภาษีนำเข้าจากฟิลิปปินส์ 19%: ในช่วงท้ายการแถลงข่าว ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทจากฟิลิปปินส์ในอัตรา 19% โดยให้เหตุผลว่าเพื่อ “ปกป้องผลประโยชน์ของแรงงานและอุตสาหกรรมในประเทศ” แม้จะไม่กระทบความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง แต่ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาระของผู้ส่งออกฟิลิปปินส์และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

3. จุดยืนของฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน (ปี 2026)
นโยบายต่างประเทศแบบอิสระ: มาร์กอส จูเนียร์ ยืนยันว่าฟิลิปปินส์ไม่มีความจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ เพราะดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบอิสระโดยยึดหลักอธิปไตย

การสร้างพันธมิตรพหุภาคี: ฟิลิปปินส์มีเป้าหมายในการสร้างความร่วมมือกับประเทศที่มีค่านิยมและหลักนิติธรรมสากลในทิศทางเดียวกัน

ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อความสัมพันธ์ฟิลิปปินส์-จีน: ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะทรัมป์ไม่แสดงท่าทีขัดขวางหากฟิลิปปินส์ยังรักษาความสัมพันธ์กับจีน พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ เองก็มีความสัมพันธ์ที่ "ดีมาก" กับจีน และย้ำว่าผู้นำฟิลิปปินส์ควร "ทำในสิ่งที่ดีที่สุดต่อประเทศของเขา"

4. นัยต่อไทย หลังประเทศในอาเซียนทยอยประกาศดีลกับสหรัฐฯ
การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากฟิลิปปินส์ 19% แม้จะเป็นพันธมิตรทางทหารใกล้ชิดของสหรัฐฯ สะท้อนแนวโน้มใหม่ที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซียต่างมีความคืบหน้าในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ไทยซึ่งยังไม่มีข้อตกลงรูปธรรม อาจเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกลดบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก หากไม่เร่งวางยุทธศาสตร์ด้านการค้าระหว่างประเทศอย่างชัดเจนและแข่งขันได้มากขึ้น เราจึงยังแนะนำ “wait and see” ต่อการลงทุนในหุ้นไทย หลังจากที่ได้แนะนำ “Take Profits” กองทุนหุ้นไทยไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (21 ก.ค. 68) ก่อนที่ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงแรงวานนี้

สรุปผลการหารือระหว่างสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ และนัยต่อไทย | Café Invest