Café Invest
Markets

Update ลุ้น Fed ลดดอกเบี้ยครั้งแรกของปี และเข้าสู่ Easing cycle หลัง Stephan Miran เข้าร่วม FOMC

Update ลุ้น Fed ลดดอกเบี้ยครั้งแรกของปี และเข้าสู่ Easing cycle หลัง Stephan Miran เข้าร่วม FOMC

Update ลุ้น Fed ลดดอกเบี้ยครั้งแรกของปี และเข้าสู่ Easing cycle หลัง Stephan Miran เข้าร่วม FOMC

By INVX Investment Products & Strategy
16 กันยายน 2025

เฟดที่มีแนวโน้มกลับมาลดดอกเบี้ยครั้งแรกของปี 2025 ในการประชุม 17 ก.ย. หลังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 9 เดือนเต็ม สะท้อนมุมมองของคณะกรรมการที่เปลี่ยนจุดสนใจจากความกังวลด้านเงินเฟ้อที่สูงมาสู่ตลาดแรงงานที่อ่อนแอ โดยตลาดมีมุมมองว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือน ก.ย. นี้ ขณะที่ สตีเฟน มิแรน (Stephen Miran) ซึ่งใกล้ชิดทรัมป์เข้าร่วม FOMC ถูกมองว่าจะเพิ่มแรงกดดันให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไป เราประเมินการกลับมาลดอัตราดอกเบี้ยแม้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง จะยังคงสามารถหนุนบรรยากาศให้นักลงทุนอยู่ในโหมดเปิดรับความเสี่ยง (Risk on) หนุนหุ้นเทคโนโลยีโลก หุ้นสหรัฐฯ และหุ้นนอกสหรัฐฯ (Rest of the world) โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM) ขณะเดียวกันทองคำ-REITs ได้แรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ลดลง ด้านตราสารหนี้โลกอายุ 3-5 ปี ยังเป็นจุดเหมาะสมรับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง ท่ามกลางความกังวลด้านเงินเฟ้อและการขาดดุลการคลังของสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้น

หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หยุดการลดดอกเบี้ยไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4.25-4.50% มาตลอด 9 เดือนของปี 2025 ตลาดกำลังจับตาดูการประชุมครั้งสำคัญในวันที่ 17 กันยายน 2025 ซึ่งคาดว่าเฟดจะกลับมาใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายอีกครั้งด้วยการลดดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง อ้างอิงจากดัชนี CPI เดือนสิงหาคม 2025 ที่ 2.9% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างมีนัยสำคัญ แต่ความกังวลเรื่องตลาดแรงงานที่อ่อนแอลงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เฟดพร้อมจะเปลี่ยนจุดสนใจจากการควบคุมเงินเฟ้อมาเป็นการสนับสนุนการจ้างงาน

ในภาพรวมตลาดให้น้ำหนักส่วนใหญ่ต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้ที่ 0.25% ในขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่ามีโอกาสที่เฟดจะปรับลดได้ถึง 0.50% แต่ยังคงให้น้ำหนักไม่มาก ทั้งนี้ FOMC ยังเหลือการประชุมอีก 2 ครั้งในปีนี้ หลังการประชุมเดือน กันยายน ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้อีก 1 ครั้ง ส่งผลให้ตลาดหุ้นตอบสนองในเชิงบวกไปล่วงหน้า และอาจตามมาด้วยการเกิด Sell on Fact หลังมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจริง แต่เราประเมินว่าจะเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าสะสมสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องด้วยเศรษฐกิจโลก และสหรัฐฯ ที่ยังคงขยายตัวและไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย พร้อมกับกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโต การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะยังคงเป็นปัจจัยส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้ราคามีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อได้

นอกจากนี้ สตีเฟน มิแรน (Stephen Miran) ที่ได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการของเฟดและสามารถเข้าร่วมการประชุม FOMC ในวันที่ 16-17 กันยายน นี้ได้ ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะกดดันให้เฟดลดดอกเบี้ยมากขึ้น เนื่องจาก Miran เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาเศรษฐกิจชั้นนำของ Trump จึงถูกมองว่า จะเป็นกระบอกเสียงของฝั่งบริหารในการประชุม FOMC และผลักดันเฟดให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมทั้งอาจมีการรายงานความเห็นเกี่ยวกับมุมมองนโยบายการเงินของคณะกรรมแต่ละท่านให้กับทรัมป์ ซึ่งจะนำไปสู่แรงกดดันต่อคณะกรรมการเฟดที่คัดค้านการลดดอกเบี้ยได้

อย่างไรก็ตาม หากผลการประชุมผิดคาดด้วยการคงอัตราดอกเบี้ย (เราประเมินว่า มีโอกาสต่ำมาก) มีแนวโน้มทำให้สินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นปรับตัวลดลงแรง สะท้อนความผิดหวังของนักลงทุน ส่งผลให้นักลงทุนยังคงต้องติดตามการประชุมในรอบนี้อย่างใกล้ชิด

เรื่องราวของการหยุดพักของเฟด: จากธันวาคม 2024 ถึงสิงหาคม 2025

การที่เฟดคงดอกเบี้ยนโยบายตลอดปี 2025 มีสาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ที่อาจผลักดันให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 เฟดได้ประชุมไป 5 ครั้งและตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ทุกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าต้องรอดูผลกระทบจากนโยบายใหม่ของทรัมป์ก่อนตัดสินใจ ประธานเฟด Jerome Powell เคยกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อเดือนมกราคมว่า "คณะกรรมการเฟดอยู่ในโหมด Wait and see" เพราะมีความไม่แน่นอนของนโยบายด้านภาษี การอพยพ การคลัง และกฎระเบียบ ทำให้คณะกรรมการเลือกชะลอการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินไปก่อน

จุดเปลี่ยนที่ Jackson Hole: เมื่อความเสี่ยงเริ่มเอียงไปทางการจ้างงาน

จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงเมื่อ Powell กล่าวสุนทรพจน์ในงาน Jackson Hole Economic Symposium เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2025 โดยระบุว่าความสมดุลของความเสี่ยงมีแนวโน้มเปลี่ยนไป ซึ่งก่อนหน้านี้เฟดให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อเป็นหลัก แต่ปัจจุบันเห็นความเสี่ยงฝั่งตลาดแรงงานและเศรษฐกิจอ่อนแรงที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น โดย Powell อธิบายว่าแม้ตลาดแรงงานจะดูเหมือนอยู่ในภาวะสมดุล แต่เป็นสมดุลแบบแปลก ๆ ที่เกิดจากการชะลอตัวทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทานแรงงาน Powell เตือนว่าสถานการณ์ผิดปกตินี้อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แย่กว่าคาด และหากความเสี่ยงเกิดขึ้นจริง อาจเห็นการเลิกจ้างจำนวนมากและการว่างงานพุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน

ตลาดแรงงานส่งสัญญาณเตือน: ตัวเลขที่ทำให้เฟดต้องกังวล

ข้อมูลตลาดแรงงานที่ออกมาในช่วงฤดูร้อนปี 2025 เริ่มส่งสัญญาณที่น่าเป็นห่วง รายงานการจ้างงานเดือนสิงหาคม 2025 ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 กันยายน แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐสร้างงานใหม่เพียง 22,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 75,000 ตำแหน่ง ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคืออัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นเป็น 4.3% ในเดือนสิงหาคม จากระดับ 4.2% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี นอกจากนี้ข้อมูลการขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกยังพุ่งขึ้นเป็น 263,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2021

วัฏจักรใหม่ในบริบทที่แตกต่าง: การกลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้งท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังสูง

วัฏจักรการลดดอกเบี้ยที่กำลังจะเริ่มขึ้นในกันยายน 2025 มีลักษณะพิเศษ เนื่องจากเป็นการกลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้งท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างมีนัยสำคัญ การตัดสินใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการมองของเฟดที่เริ่มให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านการจ้างงานมากกว่าความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก มองว่า ในขณะนี้เงินเฟ้อเป็นเพียงเรื่องรอง แต่ตลาดแรงงานคือเรื่องหลัก สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ และมีแนวโน้มที่จะปรับลดเพิ่มเติมอีกในการประชุมครั้งถัดๆ ไป

ย้อนประวัติศาสตร์: เมื่อเฟดกลับมาลดดอกเบี้ยท่ามกลางเงินเฟ้อสูง

การกลับมาลดดอกเบี้ยในช่วงที่เงินเฟ้อยังสูงกว่า 2% แม้ไม่เกิดขึ้นบ่อย แต่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเฟด หากย้อนกลับไปจะพบว่ามีหลายเหตุการณ์ที่เฟดเลือกให้ความสำคัญกับการประคับประคองเศรษฐกิจมากกว่าการกดเงินเฟ้อ เช่น กรณีปี 1986: หลังจากเฟดเริ่มลดดอกเบี้ยในปี 1984 แล้วหยุดพักก่อนที่เฟดจะกลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปี 1986 แม้ขณะนั้นเงินเฟ้อยังอยู่กว่า 2% การตัดสินใจนี้เกิดจากความต้องการสนับสนุนเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงหลังจากภาวะถดถอยรุนแรงในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ซึ่งภายหลังจากเฟดที่กลับมาปรับลดดอกเบี้ย ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ในขณะที่ทองคำปรับตัวพร้อมกับค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า

สินทรัพย์ที่เตรียมรับประโยชน์: โอกาสในวัฏจักรดอกเบี้ยลดลง

เมื่อเฟดกลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้ง (Resuming rate cut) สินทรัพย์หลายประเภทที่ได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำลงจะกลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุน ดังนี้

หุ้นเทคโนโลยีโลก

การลดดอกเบี้ยมักสร้างบรรยากาศการลงทุนเชิงบวก (risk-on sentiment) และกระตุ้นการไหลเข้าของเม็ดเงินสู่สินทรัพย์เสี่ยง หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกในฐานะกลุ่มเติบโต (growth stocks) มักตอบสนองได้แรงกว่าตลาด เนื่องจากมูลค่าหุ้นขึ้นกับกำไรในอนาคต ซึ่งจะยิ่งโดดเด่นเมื่ออัตราคิดลดปรับลดลง ภายใต้สภาวะการเงินที่ผ่อนคลาย หุ้นเทคโนโลยีโลกจึงมักปรับตัวนำตลาดและกลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุน

1757998226712-e78e8005066b465c85443a7548fcc708a0eaeecaa84b14a72f986dc89f36c629.png

Source: InnovestX Investment Products & Strategy, Bloomberg

หมายเหตุ: ใช้ดัชนี Nasdaq composite เป็นตัวแทนของหุ้นเทคโนโลยีโลก เนื่องจากมีข้อมูลยาวนานถึงปี 1970 ซึ่งดัชนี Nasdaq composite มีความสัมพันธ์ (Correlation) กับดัชนี Global Technology มากถึง 97% ในช่วง 10 ปีผ่านมา

ดัชนี Nasdaq composite มี Correlation กับดัชนี Global Technology มากถึง 97%

1757998302872-c9c72859b3ed9e427c5bd58fa60a320171fba55870ed14e2484d301e813d6d4f.png

Source: InnovestX Investment Products & Strategy, Bloomberg

หุ้นสหรัฐฯ ( US Equity )

วัฏจักรการลดดอกเบี้ยของเฟดมักสร้างบรรยากาศการลงทุนเชิงบวก (risk-on sentiment) ต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดหุ้นที่ได้ผลบวกโดยตรงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ลดต้นทุนทางการเงินและเพิ่มกำไรบริษัทจดทะเบียน หนุนให้ระดับ Valuation สามารถขยายตัวต่อได้ผ่าน Discount rate ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาตลอด 3 ปี ส่งผลให้ระดับ Valuation ตึงตัว การขยายตัวของ Valuation มีความจำกัดมากขึ้น และต้องพึ่งพาอัตราการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนเป็นหลัก

1757998384466-0921643333da6ed610bd1d18728605b4eff98913761622c89c123dc4bf42afdc.png

Source: InnovestX Investment Products & Strategy, Bloomberg

หุ้นโลกนอกสหรัฐฯ (Rest of World – ROW)

ขณะเดียวกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ มักนำไปสู่การอ่อนค่าของดอลลาร์ถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นโลกไม่รวมสหรัฐฯ (ROW) โดยเฉพาะหุ้นในตลาดเกิดใหม่ (EM) สถิติในอดีตชี้ว่า ตลาดหุ้น ROW มีแนวโน้มปรับตัวได้สอดคล้องกับตลาดสหรัฐฯ ในช่วงที่เฟดหันกลับมาลดดอกเบี้ย อีกทั้ง เมื่อเปรียบเทียบด้านมูลค่า (valuation) ในปัจจุบัน ตลาดหุ้น ROW ซื้อขายในระดับที่ถูกกว่าสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การเติบโตของกำไรในปี 2026 คาดใกล้เคียงกัน เราจึงประเมินว่าการลงทุนในตลาดหุ้น ROW ดูมีความน่าสนใจมาก

ตัวเลือกการลงทุนที่น่าสนใจใน ROW ได้แก่ ตลาดหุ้นจีน A-Shares ที่โดดเด่นจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว และการทยอยออกมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ โดยเราแนะนำกองทุน KFCSI300-A ในพอร์ต Satellite ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2025 อีกตลาดที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นไทย ซึ่งยังคงมีระดับมูลค่าที่ถูกและราคา Laggard กว่าตลาดเกิดใหม่ (EM) โดยรวม ขณะเดียวกันยังได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ เราจึงแนะนำกองทุน TISCOWB-A ที่เน้นลงทุนในหุ้นไทยอิงดัชนี SET Well-being เข้าพอร์ต Satellite เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2025

1757998451595-96e35bf6b8d5f73cf7c5e49214ea270661796f166f7d1d70fa8aa22f25d51f60.png

Source: InnovestX Investment Products & Strategy, Bloomberg

ตราสารหนี้

ตราสารหนี้โลกมักเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดโดยอ้างอิงจากในอดีต อัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ของพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปีมักปรับตัวลดลง หลังเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามภาวะปัจจุบันอาจมีความแตกต่างออกไป จากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงประกอบกับการขาดดุลการคลังของสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้น ยังคงหนุนให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรที่มากขึ้น และกระทบกับฐานะทางการคลังของสหรัฐฯ ปัจจัยเหล่านี้มีแนวโน้มให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯปรับตัวลดลงได้จำกัด และอาจมีความผันผวนเกิดขึ้น

ในด้านอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้น จะเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลง ภาวะดังกล่าวจึงส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) มีแนวโน้มชันมากขึ้น การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุสั้นเกินไปจึงต้องเผชิญกับความเสี่ยงการลงทุนต่อ (Reinvestment risk) คือ การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีผลตอบแทนลดลง เมื่อตราสารหนี้ครบกำหนด

การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุไม่ยาว และไม่สั้นจนเกินไป ช่วง 3-5 ปี จึงมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดและช่วยลดความผันผวนจาก Bond Yield ที่มีโอกาสผันผวนตามที่ได้กล่าวมา

1757998521677-5f41b8154f46786bd8b720965230245b4a448dc115e761059e4c215a4c1b5b22.png

Source: InnovestX Investment Products & Strategy, Bloomberg

ทองคำ

ทองคำมีความน่าสนใจในวัฏจักรการลดดอกเบี้ยของเฟด เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real yields) มีแนวโน้มปรับลดลง ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองลดลง ขณะเดียวกัน การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ช่วยกระตุ้นความต้องการทองจากนักลงทุน อีกทั้ง หากเฟดต้องเผชิญข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยเพราะเงินเฟ้อยังสูง ทองคำยังถูกมองว่าเป็นทางเลือกในการป้องกันความเสี่ยง (inflation hedge) จึงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับแรงหนุนทั้งในภาวะดอกเบี้ยลดลงและเงินเฟ้อคงอยู่ กองทุนแนะนำ UOBSG - H ที่เราได้มีการแนะนำลงทุนทองคำในพอร์ต Satellite เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2025

1757998569857-e9a5b23e8433e7c1b6507cde7a8d66dabe547babf68c322c968ff5a2ee9be162.png

Source: InnovestX Investment Products & Strategy, Bloomberg

หุ้นอสังหาริมทรัพย์ (REITs)

REITs กลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุนอีกครั้งในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาลง เนื่องจากให้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลที่มั่นคง และมีลักษณะคล้ายพันธบัตร การที่ต้นทุนการเงินลดลงช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกัน ส่วนต่างผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend yield spread) เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลมีแนวโน้มกว้างขึ้น สร้างแรงดึงดูดให้ REITs กลับมามีความน่าสนใจในเชิงกลยุทธ์ ทั้งนี้ เราประเมินว่า TH REITs มีความน่าสนใจมากที่สุด จากการที่ไทยอยู่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงเช่นเดียวกับสหรัฐฯ ขณะที่อัตราเงินปันผลและ Dividend yield spread อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ อีกทั้ง ภาพรวมตลาดหุ้นไทยดูดีขึ้นทำให้ TH REITs น่าจะ Catch up ตลาดหุ้นไทยที่รีบาวน์ได้ดีในช่วงก่อนหน้า กองทุนแนะนำ MPDIVMF ที่เราได้มีการแนะนำลงทุน TH REITs ในพอร์ต Satellite เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2025