Café Invest
Markets

Update FTSE Russell ยืนยันอัพเกรดเวียดนามเป็นหุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เรามีมุมมองที่ดีขึ้นกับตลาดเวียดนาม แต่ยังรอจังหวะการเข้าลงทุน

Update FTSE Russell ยืนยันอัพเกรดเวียดนามเป็นหุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เรามีมุมมองที่ดีขึ้นกับตลาดเวียดนาม แต่ยังรอจังหวะการเข้าลงทุน

Update FTSE Russell ยืนยันอัพเกรดเวียดนามเป็นหุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เรามีมุมมองที่ดีขึ้นกับตลาดเวียดนาม แต่ยังรอจังหวะการเข้าลงทุน

by INVX Investment Products & Strategy

8 เมษายน 2569

สรุปสถานการณ์

FTSE Russell ได้ยืนยันการปรับสถานะเวียดนามจาก “Frontier Market” ขึ้นเป็น “Secondary Emerging Market” โดยมีผลในดัชนี FTSE Global Equity Index Series (GEIS) ตั้งแต่รอบทบทวนเดือนกันยายน 2026 โดยหลังการทบทวนกลางภายในเดือนมีนาคม 2026 ว่ามีความคืบหน้าเพียงพอด้านการเปิดให้โบรกเกอร์ต่างชาติสามารถเข้าถึงตลาดได้

FTSE Russell ระบุว่าเวียดนามถูกบรรจุเข้าบัญชีเฝ้าระวังเพื่ออัปเกรดตั้งแต่ปี 2018 และหลังจากนั้นหน่วยงานกำกับดูแลของเวียดนามได้ทยอยออกมาตรการยกระดับความสามารถในการเข้าถึงตลาด การบริหารความเสี่ยงคู่สัญญา และเพิ่มความโปร่งใสด้านข้อมูลซื้อขาย ด้วยการเปลี่ยนสถานะเป็น Emerging Market ทำให้เวียดนามจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Asia Pacific ex Japan ex China ในชุดดัชนีของ FTSE และเปิดทางให้กองทุนเชิงรับ (passive) ที่ลงทุนตามดัชนีตลาดเกิดใหม่เข้ามาลงทุนได้อย่างเป็นทางการ ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสำนักประเมินว่าการอัปเกรดครั้งนี้สามารถดึงเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าเวียดนามราว 3.5–5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเริ่มต้น

Implication

เรามองว่า ตลาดหุ้นเวียดนามที่ผ่าน FTSE upgrade สู่ EM จะเป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างที่สำคัญต่อภาพระยะกลาง–ยาวของตลาดหุ้นเวียดนาม แต่ในระยะสั้นนักลงทุนอาจให้ความสำคัญกับความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กดดันบรรยากาศการลงทุนมากกว่า ทำให้โหมดการลงทุนโดยรวมอาจยังไม่ Risk-on เต็มที่นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม Active Fund อาจยังไม่เร่งเข้าซื้อหุ้นเวียดนามในทันที แม้จะรับรู้ปัจจัยบวกจากการอัปเกรดแล้ว ส่งผลให้ในระยะสั้นตลาดหุ้นเวียดนามอาจได้รับประโยชน์จาก FTSE upgrade จำกัด

ในฝั่งกองทุนเชิงรับ (Passive fund) ที่อิงดัชนี FTSE จะมีกระแสเงินทุนทยอยไหลเข้าตลาดเวียดนามตามตารางการรีบาลานซ์ดัชนี ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 21 กันยายน 2026 โดยจะถูกรวมเข้ากับดัชนี FTSE Emerging Market อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ FTSE จะใช้แนวทาง “ทยอยเพิ่มน้ำหนักเป็นหลายงวด (multi tranche)” คือค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักเวียดนามเข้าสู่ระดับเป้าหมายในหลายรอบรีบาลานซ์ถัดจากกัน แทนที่จะใส่น้ำหนักเต็มในครั้งเดียว ส่งผลให้เม็ดเงิน Passive จะไม่ไหลเข้ามาเป็นก้อนเดียว แต่กระจายตัวออกเป็นหลายช่วง อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นเวียดนามไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงในครั้งเดียว แต่จะเป็นการค่อยๆทยอยรับประโยชน์จากกระแสเงินทุนที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นสู่ระดับสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่มากดดันเวียดนามในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และมีน้ำมันสำรอง (Oil Reserve) อยู่ในระดับที่ไม่สูง จึงมีความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำมัน ในขณะที่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลต่อเงินเฟ้อและต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนหลายกลุ่มซึ่งมีโอกาสกดดันการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียน ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) เหลือพื้นที่ให้ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้น้อยลง และอาจต้องพิจารณาใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะกดดันเศรษฐกิจเวียดนามในระยะถัดไป นอกจากนี้ความเสี่ยงด้านค่าเงิน VND ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากการนำเข้าน้ำมันที่ราคาสูงเพิ่มความเสี่ยงด้าน FX Risk ให้กับนักลงทุนต่างชาติ ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้กองทุนเชิงรุก (Active fund) มีความระมัดระวังในการเข้าลงทุนเวียดนาม เพิ่มความเสี่ยงที่ Fund Flow จากนักลงทุนต่างชาติยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นเวียดนาม โดยในช่วง YTD ที่ผ่านมา ต่างชาติยังคงขายสุทธิตลาดหุ้นเวียดนามราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ต้องติดตาม Fund flow หลังการอัปเกรด

VN Index แม้มีการปรับฐานในช่วงที่ผ่านมา แต่ระดับ Valuation ยังคงอยู่ที่ราว +0.8 S.D. เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา โดยดัชนีมีระดับ Forward PE อยู่ที่ 11.5 เท่า อย่างไรก็ตามระดับ PE ยังคงต่ำ FTSE EM ที่ 13.8 เท่า ส่งผลให้อาจมีการ Re-rate PE ขึ้นได้ แต่ต้องพิจารณาคู่กับการเติบโตของ EPS ที่อาจถูก Downgrade จากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง

มุมมองการลงทุน

เรามีมุมมองที่ดีขึ้นต่อตลาดเวียดนาม ในขณะที่จังหวะการเข้าลงทุนอาจต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านอื่นๆ และความผันผวนของตลาดประกอบ โดยเรายังคงติดตาม Fund flow จากนักลงทุนต่างชาติหลังการอัปเกรดของ FTSE หาก Fund flow สามารถพลิกกลับมาเป็นบวกได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นเวียดนามกลับมา Outperform นอกจากนี้หากภาวะสงครามในตะวันออกกลางคลี่คลาย หรือราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จะช่วยลดความเสี่ยงให้กับตลาดหุ้นเวียดนามโดยเฉพาะความเสี่ยงที่ EPS ของตลาดหุ้นจะถูก Downgrade ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ใช้พิจารณาเข้าลงทุนในตลาดเวียดนามในระยะถัดไป

ทั้งนี้ความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงอาจนำไปสู่ต้นทุนของบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ SBV มีแนวโน้มต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น และอาจกดดันเศรษฐกิจเวียดนามในระยะถัดไป มีโอกาสจะเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นเวียดนามได้