หุ้นเอเชียร่วงแรง หลัง Bond Yield ระยะยาวพุ่งทั่วโลก แนะลดความกระจุกตัวกลุ่มชิป กระจายสู่ธีม Grid Infrastructure ผ่าน GRID
by INVX Investment Strategy & Research
วันที่ 19 สิงหาคม 2026
หุ้นเอเชียร่วงแรง นำโดยเกาหลีใต้และญี่ปุ่น จากแรงขายหุ้นชิป หลัง Bond Yield ระยะยาวพุ่งและราคาน้ำมันสูงขึ้น แรงกดดันหลักมาจาก Valuation และ Positioning มากกว่าพื้นฐานของกลุ่ม AI ที่ยังแข็งแกร่ง ตลาดกำลังเข้าสู่ Mode Selective Positioning แนะลดความกระจุกตัวในหุ้น Growth/ชิป กระจายสู่กลุ่ม Grid Infrastructure ผ่าน A-GRID หรือ GRID ETF เพื่อคง Exposure ต่อธีม AI ตราสารหนี้เน้นอายุ 3–5 ปี เพื่อรับ Carry Yield และลดความเสี่ยงจาก Duration
สรุปสถานการณ์
ตลาดหุ้นเอเชียเผชิญแรงเทขายรุนแรงในการซื้อขายวันนี้ (19 ส.ค. เวลา 11.14 น.) โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ลบแรงสุดทื่ -5.85% ด้านดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงราว 2.86% และดัชนี TOPIX ลดลง 2.80%
แรงขายกระจุกตัวหนักในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของทั้งสองตลาด โดยหุ้นหลักของตลาดเกาหลีอย่าง SK Hynix, Samsung Electronics และของญี่ปุ่นอย่าง Kioxia และ SoftBank ต่างถูกเทขายอย่างหนัก จุดนี้เองที่ทำให้ตลาดเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งมีน้ำหนักในกลุ่มชิปสูง กลายเป็น ศูนย์กลางของการปรับฐานรอบนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับตัวลงตามตลาดโลกในวงกว้าง
โดยสาเหตุของการปรับตัวลงแรง มี 3 ปัจจัย
1. แรงเทขายในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ เมื่อคืนที่ผ่านมา: ในการซื้อขายภาคค่ำของสหรัฐฯ (18 ส.ค.) ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index (SOX) ปรับตัวลงราว 5% นำโดยหุ้นกลุ่มหน่วยความจำ (Memory) อย่าง Micron และ Western Digital ที่ร่วงลงแรง ซึ่งได้ลามมากดดันห่วงโซ่อุปทานชิปในเอเชียต่อในเช้าวันนี้
2. Bond Yield ระยะยาวพุ่งแตะจุดสูงสุดในรอบ 19 ปี: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับขึ้นแตะราว 5.31% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่อายุ 10 ปี ขยับขึ้นสู่บริเวณ 4.75% สูงสุดในรอบราว 20 เดือน โดยแรงกดดันมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งความกังวลเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน การขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ ปริมาณการออกตราสารหนี้มหาศาลของกลุ่ม AI Hyperscaler (ประเมินราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้) ที่ดัน Term Premium สูงขึ้น รวมถึงท่าที "Hawkish Hold" ของ Fed การปรับขึ้นของ Discount Rate นี้เป็นแรงกดดันโดยตรงต่อหุ้นเติบโตที่มี Valuation สูงทั่วโลก
3. ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่องจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์: ราคาน้ำมัน Brent ปรับขึ้นเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านสิ้นสุดลง (17 ส.ค.) และความเสี่ยงการปิดช่องแคบ Hormuz ยังคงอยู่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตอกย้ำความกังวลเงินเฟ้อและทำให้ Bond Yield ทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง
สาเหตุนี้ทำให้เมื่อคืนในฝั่งสหรัฐฯ ดัชนีหุ้นปิดในแดนลบ นำโดย Nasdaq Composite -1.33% และ S&P 500 -0.69% จุดที่น่าสังเกตคือการที่ Dow Jones (-0.22%) ยืนได้ดีกว่ากลุ่มเติบโตอย่าง Nasdaq อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนการโยกเงินออกจากหุ้นเติบโต Valuation สูงที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ไปสู่หุ้นกลุ่ม Value และ Defensive ที่มีกระแสเงินสดมั่นคงกว่า ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่นำไปสู่คำแนะนำการลงทุนในส่วนถัดไป

