ยอดส่งมอบ Tesla 3Q26 ที่ 486,532 คันและสูงกว่าคาดเป็นสัญญาณว่าธุรกิจรถยนต์หลักเริ่มมีเสถียรภาพ ขณะที่ Rivian เติบโตแรงจาก R2 แต่ตลาดยังต้องการเห็นการเพิ่มเป้าหมายทั้งปี ฝั่ง GM, Ford และ Stellantis ยังถูกกดดันจากยอด EV ที่ลดลงหลังหมดสิทธิ์ภาษี แต่รถกระบะและ SUV ช่วยพยุงรายได้และกำไร ส่วน Volvo อ่อนแอที่สุดจากยอดขายจีนที่ลดลงแรงและการถอนเป้าหมายปี 2026 INVXมองบวกต่อ TSLA สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ โดยใช้จังหวะอ่อนตัวสะสมมากกว่าซื้อไล่ราคา
ยอดขายกลุ่มรถยนต์ 3Q26: Tesla เด่น ขณะที่ GM, Ford และ Stellantis ยอด EV ลดลง

1. Tesla เป็นจุดเด่นหลัก หลังยอดส่งมอบดีกว่าคาดชัดเจน
Tesla ส่งมอบรถใน 3Q26 จำนวน 486,532 คัน เพิ่มขึ้นราว 1% QoQ แต่ยังลดลงประมาณ 2% YoY และสูงกว่าตลาดคาดที่ราว 464,000 คัน สะท้อนว่าธุรกิจรถยนต์หลักเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังเผชิญยอดขายอ่อนตัวต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า โดย Model 3/Y ยังเป็นแรงขับหลัก คิดเป็นยอดส่งมอบ 478,237 คัน ขณะที่ยอดขายในยุโรปฟื้นตัวดีกว่าคาดและช่วยชดเชยการแข่งขันที่รุนแรงในจีนได้บางส่วน
อย่างไรก็ตาม ยอดส่งมอบยังต่ำกว่าปีก่อน และการแข่งขันในจีนยังสูง ทำให้ประเด็นสำคัญถัดไปไม่ใช่เพียงจำนวนรถที่ขายได้ แต่เป็นความสามารถในการรักษาราคาและกำไร ขณะเดียวกัน Tesla ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่า $25bn ในปีนี้สำหรับโรงงาน รถไร้คนขับ แบตเตอรี่ และหุ่นยนต์ ทำให้กระแสเงินสดจากธุรกิจรถยนต์ยังมีความสำคัญมาก
2. Rivian โตแรงกว่า Tesla แต่ตลาดต้องการเห็นการปรับเพิ่มเป้าหมาย
Rivian ส่งมอบรถ 19,248 คัน ใน 3Q26 เพิ่ม 46% YoY และ 58% QoQ สูงกว่าตลาดคาดที่ 17,600–18,000 คัน โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มกำลังผลิตรุ่น R2 ซึ่งมีราคาต่ำกว่า R1 และเข้าถึงตลาดวงกว้างกว่า บริษัทผลิตรถได้ 19,751 คันในไตรมาสเดียวกัน
แม้ตัวเลขแข็งแรง แต่บริษัทคงเป้าส่งมอบทั้งปีไว้ที่ 65,000–70,000 คัน ทำให้ตลาดผิดหวัง เพราะหลังตัวเลขไตรมาสดีกว่าคาด นักลงทุนต้องการเห็นการปรับเพิ่มเป้าหมายด้วย ประเด็นสำคัญใน 4Q26 จึงอยู่ที่การเร่งผลิต R2 ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินทั้งการเติบโตของยอดขายและโอกาสที่กำไรขั้นต้นจากธุรกิจรถยนต์จะกลับมาเป็นบวก
3. ตลาดสหรัฐฯ เปลี่ยนจาก “ซื้อ EV เร่งก่อนหมดสิทธิ์” เป็นเลือกความคุ้มค่า
ภาพรวมตลาดรถยนต์สหรัฐฯ เริ่มเห็นแรงกดดันจากราคารถและดอกเบี้ยอย่างชัดเจน โดยราคารถใหม่เฉลี่ยสูงกว่า $50,000 และค่างวดเฉลี่ยแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ $821 ต่อเดือน ทำให้ผู้บริโภคหันไปมองรถราคาต่ำกว่า รถขนาดเล็ก และรถไฮบริดมากขึ้น ส่งผลให้ Toyota และ Hyundai ได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ผลิตสหรัฐฯ
อีกด้านหนึ่ง การหมดสิทธิ์ลดหย่อนภาษีรถ EV ของสหรัฐฯ หลัง 3Q25 ทำให้ฐานเปรียบเทียบของปีที่แล้วสูงผิดปกติ และส่งผลให้ยอด EV ของผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมลดลงแรงในปีนี้ ต่างจาก Tesla และ Rivian ที่ยังสามารถรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งในตลาด EV ได้ดีกว่า
4. GM ยอดขายลด แต่รถกระบะและ SUV ยังช่วยประคองกำไร
GM มียอดขายในสหรัฐฯ 670,974 คัน ลดลง 5.5% YoY โดยถูกกดดันจากตลาด EV ที่หดตัวแรง โดยเฉพาะ Equinox EV และ Blazer EV ขณะที่รถเครื่องยนต์ปกติและรถขนาดใหญ่ยังช่วยประคองผลประกอบการได้
จุดแข็งยังอยู่ที่รถกระบะและ SUV ซึ่งทำกำไรสูง โดยยอด Chevrolet Silverado เพิ่มราว 13% และบริษัทเตรียมเปิดตัวรถกระบะรุ่นใหม่ใน 4Q26 อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เพราะหากอยู่ในระดับสูงนาน ผู้บริโภคอาจหันไปหารุ่นที่ประหยัดน้ำมันกว่า และทำให้จุดแข็งของ GM ในรถขนาดใหญ่กลายเป็นแรงกดดันได้
5. Ford อ่อนตัวจากการยุติบางรุ่นและ EV ลดแรง แต่รถกระบะยังแข็งแรง
Ford มียอดขาย 3Q26 ที่ 509,764 คัน ลดลง 6.6% YoY ส่วนหนึ่งเกิดจากการยุติการผลิต Escape และ Lincoln Corsair หากตัดผลของสองรุ่นนี้ออก ยอดขายรวมแทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่อุตสาหกรรมโดยรวมลดลงประมาณ 1%
ปัจจัยลบสำคัญคือยอดขาย EV ลดลงถึง 80% YoY เหลือ 6,047 คัน หลังหมดแรงหนุนจากสิทธิ์ภาษี ขณะที่จุดแข็งยังอยู่ที่ F-Series, Bronco และรถกระบะไฮบริด แม้ F-150 จะได้รับผลกระทบจากปัญหาผู้ส่งมอบบางช่วง แต่บริษัทยังยืนยันว่าผลกระทบอยู่ในกรอบเป้ากำไรทั้งปีเดิม
6. Stellantis เริ่มฟื้นจาก Ram แต่ภาพรวมยังไม่แข็งแรงทั่วทั้งกลุ่ม
Stellantis มียอดขายในสหรัฐฯ 324,277 คัน ทรงตัว YoY แต่ภายในมีความแตกต่างสูง โดยยอดขายแบรนด์ Ram เพิ่ม 29% และ Ram 1500 เพิ่มถึง 73% YoY ขณะที่ Jeep ลดลง 20%
จึงยังเร็วเกินไปที่จะมองว่า Stellantis ฟื้นตัวเต็มที่ เพราะแรงส่งมาจากรถกระบะเพียงบางกลุ่ม ขณะที่ Jeep, Fiat และ Alfa Romeo ยังอ่อนตัว แต่การกลับมาของ Ram โดยเฉพาะรุ่นที่มีราคาสูงถือเป็นสัญญาณบวกต่อกำไรในอเมริกาเหนือ หากบริษัทสามารถรักษาราคาและขยายการฟื้นตัวไปยังแบรนด์อื่นได้
7. Volvo อ่อนแอที่สุด หลังจีนทรุดและต้องถอนเป้าทั้งปี
Volvo Cars มียอดขายทั่วโลก 141,609 คัน ลดลง 10.7% YoY โดย Greater China ลดลงถึง 40.6% และ Americas ลดลง 14% แม้ยุโรปยังค่อนข้างแข็งแรงจากความต้องการรถไฟฟ้า
ความอ่อนแอทำให้บริษัทถอนเป้ายอดขายและกระแสเงินสดปี 2026 โดยไม่ให้กรอบใหม่ สะท้อนว่าความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในจีนที่การแข่งขันด้านราคาจากผู้ผลิตท้องถิ่นรุนแรงขึ้น ดังนั้นการฟื้นตัวในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับความสำเร็จของ EX60 และมาตรการลดต้นทุนเป็นหลัก
บริษัท | ยอดส่งมอบ/ยอดขาย 3Q26 | YoY | เทียบคาด |
|---|---|---|---|
Tesla | 486,532 คัน | -2% | ดีกว่าคาด ~5% |
Rivian | 19,248 คัน | +46% | ดีกว่าคาด ~7–9% |
GM | 670,974 คัน | -5.5% | ใกล้กรอบที่ตลาดมองว่ายอดขายลดลง |
Ford | 509,764 คัน | -6.6% | ภาพรวมใกล้เคียงคาด |
Stellantis | 324,277 คัน | ทรงตัว | ดีกว่าภาพที่คาดว่ายอดขายจะลดลง |
Volvo Cars | 141,609 คัน | -10.7% | อ่อนแอกว่าภาพเดิม และถอนเป้าปี 2026 |
มุมมองของ InnovestX
- INVX มองกลุ่มรถยนต์โดยรวมยังเผชิญแรงกดดัน เพราะตลาดกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านยอดขาย EV ไปสู่การแข่งขันด้าน ราคา ความคุ้มค่า อัตรากำไร และกระแสเงินสด โดยผู้ผลิตดั้งเดิมอย่าง GM, Ford และ Stellantis ยังต้องพึ่งรถกระบะและ SUV ที่ทำกำไรสูงเพื่อชดเชยยอด EV ที่อ่อนตัว ขณะที่ Volvo มีความเสี่ยงสูงจากจีนและการถอนเป้าทั้งปี
- สำหรับ Tesla (TSLA) เรามองว่าตัวเลขส่งมอบ 3Q26 สูงกว่าคาดราว 5% เป็นสัญญาณบวกว่าธุรกิจรถยนต์หลักเริ่มทรงตัว หลังยอดขายอ่อนแอในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญถัดไปคือการรักษาราคาและอัตรากำไร เพราะการแข่งขันยังสูงและบริษัทมีแผนลงทุนมากกว่า $25bn ในปีนี้ และ มูลค่าหุ้น Tesla ปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับธุรกิจรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่ผูกกับความสำเร็จของ Robotaxi, FSD, Optimus และ AI มากขึ้น INVX มองบวกต่อ TSLA สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ โดยใช้จังหวะอ่อนตัวสะสมมากกว่าซื้อไล่ราคา
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

