Café Invest
Markets

Costco ยอดขายเดือน ก.ย. แกร่ง กำลังซื้อสหรัฐฯ ยังยืดหยุ่น แต่แตกต่างกันตามประเภทสินค้า

Costco ยอดขายเดือน ก.ย. แกร่ง กำลังซื้อสหรัฐฯ ยังยืดหยุ่น แต่แตกต่างกันตามประเภทสินค้า

Costco รายงานยอดขายสาขาเดิมไม่รวมน้ำมันและค่าเงินเดือน ก.ย. 2026 เติบโต 7.6% สูงกว่าคาด จากจำนวนลูกค้าและยอดใช้จ่ายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น สะท้อนกำลังซื้อสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งในกลุ่มสินค้าที่เน้นความคุ้มค่า ขณะที่ Cargill เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนอาหาร Constellation Brands มีปริมาณขายเบียร์ปลายทางลดลง และ Levi มียอดขายผ่านช่องทางขายตรงชะลอตัว โดย INVX มองว่ากำลังซื้อสหรัฐฯ ยังยืดหยุ่น แต่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึงทุกหมวดสินค้า โดยผู้บริโภคเน้นความคุ้มค่ามากขึ้น จึงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อหุ้นค้าปลีกอย่าง COST และ WMT ที่ได้ประโยชน์จากพฤติกรรมดังกล่าว ขณะที่ระมัดระวังกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องแต่งกายอย่าง STZ และ LEVI ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันด้านความต้องการและการแข่งขัน

1. Costco ยอดขายสูงกว่าคาด สะท้อนการบริโภคยังแข็งแกร่ง

Costco (COST US) รายงานยอดขายเดือน ก.ย. 2026 เพิ่มขึ้น 13% YoY สู่ $30.02bn โดยยอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 11.4% สูงกว่าตลาดคาดที่ 9.9% ขณะที่ยอดขายสาขาเดิมเมื่อไม่รวมผลกระทบจากราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยนเติบโต 7.6% สูงกว่าคาดที่ 6.7% โดยตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญด้วยการเติบโต 8% สูงกว่าคาดที่ 7.2%

ปัจจัยสำคัญคือจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น 4.7% และยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้งเพิ่มขึ้น 2.8% สะท้อนว่าการเติบโตไม่ได้เกิดจากการปรับราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากความสามารถในการดึงดูดผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ยอดขายรวมยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมัน จึงควรให้น้ำหนักกับยอดขายที่ตัดผลกระทบดังกล่าวออกมากกว่า

ตาราง: ผลประกอบการ Costco เดือน ก.ย. 2026

ตัวชี้วัด

ผลจริง

ตลาดคาด

ยอดขายรวม

$30.02bn (+13% YoY)

–

ยอดขายสาขาเดิมทั้งหมด

+11.4%

+9.9%

ยอดขายสาขาเดิมไม่รวมน้ำมันและค่าเงิน

+7.6%

+6.7%

สหรัฐฯ ไม่รวมน้ำมันและค่าเงิน

+8.0%

+7.2%

แคนาดา ไม่รวมน้ำมันและค่าเงิน

+4.9%

+3.7%

ตลาดต่างประเทศอื่น

+7.7%

+5.7%

จำนวนลูกค้าทั่วโลก

+4.7%

–

ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้ง

+2.8%

–

ยอดขายผ่านช่องทางดิจิทัล

+19.0%

–

ประเด็นสำคัญ: การเติบโตที่เกิดจากทั้งจำนวนลูกค้าและยอดซื้อเฉลี่ยสะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจ Costco แต่ไม่ได้หมายความว่ากำลังซื้อโดยรวมของสหรัฐฯ ฟื้นตัวในระดับเดียวกัน เนื่องจากอาจมีส่วนหนึ่งมาจากการแย่งส่วนแบ่งตลาดจากผู้ค้าปลีกรายอื่น

2. Costco เติบโตทั้งสินค้าจำเป็นและสินค้าไม่จำเป็น สะท้อนพฤติกรรมเน้นความคุ้มค่า

รายละเอียดการขายของ Costco พบว่าสินค้าจำเป็นยังมีความต้องการแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอาหารสด เนื้อสัตว์ และเบเกอรี ขณะที่สินค้าไม่จำเป็น เช่น เครื่องใช้ในบ้านและอุปกรณ์กีฬา ยังเติบโตได้ดีเช่นกัน สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้หยุดการใช้จ่าย แต่กำลังเลือกช่องทางที่ให้ความคุ้มค่าสูงกว่าเดิม

ตาราง: การเติบโตของ Costco แยกตามประเภทสินค้า

ประเภทสินค้า

การเติบโต YoY

สิ่งที่สะท้อน

อาหารและของใช้ประจำวัน

ระดับ 5% กลางๆ

ความต้องการสินค้าจำเป็นยังมั่นคง

อาหารสด

ระดับ 5–9%

เนื้อสัตว์และเบเกอรีเป็นแรงขับเคลื่อน

สินค้าไม่จำเป็น

ระดับ 7–9%

ยังมีการใช้จ่ายเมื่อสินค้าให้ความคุ้มค่า

ธุรกิจบริการเสริม

ระดับ 30–39%

ได้แรงหนุนจากน้ำมัน ร้านขายยา และศูนย์อาหาร

ยอดขายน้ำมัน

ระดับ 40–49%

ได้ประโยชน์ทั้งราคาน้ำมันและปริมาณขาย

เมื่อพิจารณาร่วมกัน INVX มองว่า Costco มีความได้เปรียบจากรูปแบบการจำหน่ายสินค้าปริมาณมากในราคาต่อหน่วยต่ำ รวมถึงระบบสมาชิกที่ช่วยรักษาฐานลูกค้าและสนับสนุนการกลับมาซื้อซ้ำ ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสได้รับประโยชน์แม้ในภาวะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย

3. Cargill สะท้อนปัญหาต้นทุนอาหาร มากกว่าการอ่อนตัวของกำลังซื้อโดยตรง

เมื่อเปรียบเทียบกับ Cargill บริษัทด้านสินค้าเกษตรและแปรรูปอาหาร พบว่ากำไรไตรมาสล่าสุดลดลงจากประมาณ $1.94bn เหลือ $927mn โดยเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนโคเนื้อที่สูงขึ้นและผลกระทบจากธุรกิจโกโก้ ขณะที่ผลกำไรของปีก่อนมีปัจจัยพิเศษสนับสนุน จึงไม่ควรตีความการลดลงของกำไรทั้งหมดว่าเกิดจากความต้องการอาหารที่อ่อนแอลง

ความแตกต่างระหว่าง Cargill และ Costco สะท้อนว่า แม้ผู้บริโภคยังมีความต้องการซื้ออาหาร แต่ธุรกิจต้นน้ำต้องเผชิญความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ ขณะที่ผู้ค้าปลีกอย่าง Costco สามารถใช้ขนาดธุรกิจและอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคาได้

ตาราง: ความแตกต่างของแรงกดดันในธุรกิจอาหาร

ประเด็น

Costco

Cargill

บทบาทธุรกิจ

ค้าปลีกสินค้าให้ผู้บริโภค

ค้าสินค้าเกษตรและแปรรูปอาหาร

ความต้องการสินค้า

อาหารสดและสินค้าจำเป็นยังเติบโต

ความต้องการอาหารยังมีอยู่ แต่แตกต่างตามสินค้า

ปัจจัยสำคัญ

ราคาที่คุ้มค่าและจำนวนลูกค้า

ต้นทุนวัตถุดิบและส่วนต่างกำไร

ความเสี่ยง

ต้องรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา

ต้นทุนโคเนื้อและความผันผวนของสินค้าเกษตร

นัยต่อกำลังซื้อ

ผู้บริโภคยังใช้จ่ายกับอาหาร

กำไรที่ลดลงไม่ได้บ่งชี้กำลังซื้ออ่อนแอโดยตรง

ประเด็นสำคัญ: INVX มองว่าความแตกต่างของทั้งสองบริษัทสนับสนุนการลงทุนในผู้ค้าปลีกที่มีอำนาจต่อรองสูง มากกว่าการลงทุนในผู้ผลิตอาหารที่อัตรากำไรอ่อนไหวต่อราคาวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าผู้ค้าปลีกสามารถรักษาระดับราคาที่แข่งขันได้โดยไม่กระทบอัตรากำไรเพียงใด

4. Constellation Brands สะท้อนกำลังซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังไม่ฟื้นตัวทั่วถึง

Constellation Brands (STZ US) รายงานรายได้ไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2027 เพิ่มขึ้น 6% YoY สู่ $2.63bn โดยรายได้ธุรกิจเบียร์เพิ่มขึ้น 5% และปริมาณส่งสินค้าไปยังผู้จัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 5.5% อย่างไรก็ตาม ปริมาณสินค้าที่ผู้จัดจำหน่ายขายต่อเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกกลับลดลง 0.6% สะท้อนว่าการเติบโตของยอดขายบางส่วนมาจากการเติมสินค้าคงคลัง มากกว่าการฟื้นตัวของความต้องการปลายทาง

โดยแบรนด์หลักอย่าง Modelo Especial มีปริมาณขายต่อผ่านผู้จัดจำหน่ายลดลงประมาณ 2% และ Corona Extra ลดลง 5% ขณะที่ Pacifico เพิ่มขึ้น 19% และ Victoria เพิ่มขึ้น 15% แสดงให้เห็นว่าความต้องการภายในหมวดเบียร์ยังแตกต่างกันตามแบรนด์ ส่วนธุรกิจไวน์และสุรายังเติบโตได้ดี โดยรายได้เพิ่มขึ้น 17% และปริมาณขายต่อเพิ่มขึ้น 10.2%

ตาราง: การเติบโตของ Constellation Brands

ตัวชี้วัด

การเปลี่ยนแปลง YoY

ความหมาย

รายได้รวม

+6.0%

ธุรกิจยังขยายตัว

รายได้เบียร์

+5.0%

ได้แรงหนุนจากยอดส่งสินค้า

ปริมาณเบียร์ส่งให้ผู้จัดจำหน่าย

+5.5%

มีการเติมสินค้าคงคลัง

ปริมาณเบียร์ขายต่อเข้าสู่ร้านค้า

-0.6%

ความต้องการปลายทางยังอ่อนตัว

รายได้ไวน์และสุรา

+17.0%

การฟื้นตัวแตกต่างจากเบียร์

ปริมาณไวน์และสุราขายต่อเข้าสู่ร้านค้า

+10.2%

ความต้องการในหมวดนี้แข็งแกร่งกว่า

เมื่อเทียบกับ Costco ที่จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน Constellation สะท้อนว่าการใช้จ่ายในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังเผชิญความท้าทาย แม้บางแบรนด์จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ ทั้งนี้ ปริมาณขายต่อเข้าร้านค้าเป็นเพียงตัวชี้วัดใกล้เคียงกับอุปสงค์ปลายทาง ไม่ใช่ยอดซื้อของผู้บริโภคโดยตรง

5. Levi สะท้อนสินค้าแฟชั่นยังอ่อนไหวต่อกำลังซื้อและกระแสความนิยม

Levi Strauss (LEVI US) รายงานรายได้ไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2026 เพิ่มขึ้น 4% YoY สู่ $1.61bn ต่ำกว่าตลาดคาดที่ $1.62bn เล็กน้อย โดยยอดขายผ่านร้านค้าและเว็บไซต์ของบริษัทเติบโตเพียง 2% จาก 11% ในไตรมาสก่อน ขณะที่ยอดขายช่องทางดังกล่าวในสหรัฐฯ ลดลง 1% และยุโรปลดลง 2% สะท้อนจำนวนลูกค้าที่ลดลงและความสามารถในการกระตุ้นยอดขายที่อ่อนตัว

นอกจากนี้ การทำตลาดกางเกงยีนส์ทรงหลวมไม่สอดคล้องกับกระแสความนิยมกางเกงเอวต่ำในช่วงดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์การตลาดและจัดวางสินค้าใหม่ แม้ Levi ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 2026 เป็น $1.54–1.56 แต่ส่วนหนึ่งได้รับประโยชน์จากการคืนภาษีนำเข้า จึงต้องระมัดระวังในการประเมินความสามารถในการเติบโตของกำไรจากธุรกิจปกติ

ตาราง: ผลประกอบการ Levi ไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2026

ตัวชี้วัด

ผลล่าสุด

ความหมาย

รายได้รวม

$1.61bn (+4%)

ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย

รายได้ช่องทางขายตรง

+2%

ชะลอจาก +11% ไตรมาสก่อน

ช่องทางขายตรงในสหรัฐฯ

-1%

จำนวนลูกค้าอ่อนตัว

ช่องทางขายตรงในยุโรป

-2%

ความต้องการชะลอ

รายได้ช่องทางค้าส่ง

+6%

ยังช่วยประคองภาพรวม

กำไรต่อหุ้นปรับปรุง

$0.48

สูงกว่าคาด $0.36

ผลบวกสุทธิจากคืนภาษีต่อกำไรต่อหุ้น

$0.11

ปัจจัยสนับสนุนที่ไม่เกิดเป็นประจำ

คาดการณ์กำไรต่อหุ้นทั้งปี

$1.54–1.56

ปรับเพิ่มจาก $1.46–1.52

ประเด็นสำคัญ: INVX มองว่า Levi สะท้อนความเปราะบางของการใช้จ่ายสินค้าแฟชั่น ซึ่งขึ้นอยู่กับกำลังซื้อ ความนิยม และการส่งเสริมการขายมากกว่าสินค้าจำเป็น อย่างไรก็ตาม ยอดขายที่ชะลอลงยังมีสาเหตุเฉพาะจากการวางกลยุทธ์สินค้า

6. มุมมองของ INVX

INVX มองว่าผลประกอบการทั้ง 4 บริษัทสะท้อนว่า กำลังซื้อสหรัฐฯ ยังมีความยืดหยุ่น แต่การเติบโตไม่ได้กระจายตัวทั่วถึงทุกหมวดสินค้า โดย Costco แสดงให้เห็นถึงความต้องการซื้อสินค้าจำเป็นและสินค้าไม่จำเป็นในราคาคุ้มค่า ขณะที่ Cargill สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนอาหาร ส่วน Constellation Brands และ Levi สะท้อนการแข่งขันด้านราคา ความนิยม และการใช้จ่ายที่มีความจำเป็นต่ำกว่า ซึ่งส่งผลให้แต่ละอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเติบโตแตกต่างกัน

ตาราง: สรุปกลยุทธ์ลงทุนรายอุตสาหกรรมและหุ้น

อุตสาหกรรม

หุ้น

มุมมอง INVX

เหตุผลและสิ่งที่ต้องติดตาม

ค้าปลีกแบบสมาชิก

COST

เชิงบวก

การเติบโตจากจำนวนลูกค้าและราคาที่คุ้มค่า แต่ต้องระวังมูลค่าหุ้นที่สูง

ค้าปลีกสินค้าจำเป็น

WMT

เชิงบวก

ได้ประโยชน์จากผู้บริโภคที่เน้นราคาประหยัดและฐานสินค้าอุปโภคบริโภค

ผู้ผลิตอาหาร

GIS, KHC, CAG

ระมัดระวัง

ต้นทุนวัตถุดิบและความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนเป็นปัจจัยสำคัญ

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

STZ, TAP

ระมัดระวัง

ต้องติดตามปริมาณขายปลายทางมากกว่ายอดส่งสินค้า

เครื่องแต่งกายและแฟชั่น

LEVI, NKE, UAA

ระมัดระวัง

อ่อนไหวต่อกระแสสินค้า ส่วนลด และความถี่ในการซื้อ

โดย INVX ให้น้ำหนักเชิงบวกต่อ COST และ WMT จากรูปแบบธุรกิจที่ได้ประโยชน์เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ขณะที่ยังระมัดระวังกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องแต่งกายในระยะสั้น สำหรับ COST แม้ผลประกอบการมีคุณภาพดี แต่ควรเน้นทยอยสะสมเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวเพื่อจำกัดความเสี่ยงด้านมูลค่า ส่วน STZ และ LEVI ควรรอหลักฐานการฟื้นตัวของปริมาณขายและความต้องการปลายทางก่อนเพิ่มน้ำหนักการลงทุน

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน