รัฐบาลสหรัฐฯ เล็งเข้าถือหุ้นในบริษัท AI ยักษ์ใหญ่โดยสมัครใจเพื่อจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งสาธารณะและจ่ายเงินปันผลลดกระแสต้านจากสังคม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้งานในด้านความปลอดภัยของข้อมูล เสถียรภาพโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และการเข้าถึงเทคโนโลยีของธุรกิจรายย่อย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยข้อกังวลเชิงเศรษฐศาสตร์เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การเมืองแทรกแซง และการพัฒนานวัตกรรมที่อาจล่าช้าลงจากระบบราชการ
รัฐบาลสหรัฐฯ เล็งเข้าถือหุ้นในบริษัท AI ยักษ์ใหญ่

เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ พูดคุยเบื้องต้นกับบริษัท AI ยักษ์ใหญ่ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลกลางจะเข้าถือหุ้นในบริษัทเหล่านี้
- CEO OpenAI ได้หารือเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ (สมัยที่ 2) เป็นระยะ โดยเขาได้เสนอแนวคิดนี้กับทรัมป์โดยตรงตั้งแต่ต้นปี 2025 และเพิ่งมีการหารือซ้ำอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
- รูปแบบการส่งมอบหุ้น: การพูดคุยเน้นไปที่การให้บริษัท AI สละหุ้นให้รัฐบาลโดยสมัครใจไม่ใช่การบังคับซื้อ
· เป้าหมายเพื่อสาธารณะ: ผลตอบแทนจากการลงทุนนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การจ่ายเงินปันผลให้แก่ครัวเรือนชาวอเมริกันทุกคน เพื่อกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ AI ให้ทั่วถึง และลดความกังวลของสังคมที่กลัวว่าเทคโนโลยีนี้จะสร้างความมั่งคั่งให้แค่กลุ่มทุนกลุ่มเล็กๆ
ท่าทีของแต่ละบริษัท
- OpenAI: สนับสนุนแนวคิดนี้ โดยชี้แจงว่าเคยเสนอเรื่องการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งสาธารณะ (Public Wealth Fund) ไว้ในรายงานเมื่อเดือนเมษายน เพื่อให้สิทธิพลเมืองทุกคนมีส่วนร่วมในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI
- Anthropic: แหล่งข่าวระบุว่า ไม่ได้ อยู่ระหว่างการพูดคุยกับรัฐบาลเรื่องการส่งมอบหุ้นให้แต่อย่างใด
แรงจูงใจและความตื่นตัวทางการเมือง
- นโยบายของทรัมป์: ในรัฐบาลสมัยที่ 2 ทรัมป์ผลักดันการเข้าถือหุ้นบางส่วนในบริษัทเอกชนมากกว่ารัฐบาลยุคก่อนๆ เช่น ดีลกับ Intel ที่รัฐบาลเข้าไปลงทุนจนสร้างกำไรให้ภาษีประชาชนถึง 4 เท่า ซึ่งทรัมป์ระบุในเจตนาส่วนตัวว่าอยากให้คนอเมริกันได้ประโยชน์จาก AI เช่นกัน
- แรงกดดันจากฝ่ายซ้ายและขวา:
- เบอร์นี แซนเดอร์ส (สว. อิสระ): เตรียมเสนอกฎหมายเก็บภาษีหุ้นบริษัท AI 50% และให้รัฐบาลเข้าถือหุ้น 50% เพื่อดึงมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ
- สตีฟ แบนนอน (อดีตประธานยุทธศาสตร์ของทรัมป์): มองว่าบริษัท AI กำลังกลัวการตรวจสอบ จึงรีบเข้าหารัฐบาล และเขาเห็นด้วยว่ารัฐควรบังคับเอาหุ้น 50% ไม่ใช่แค่รับ "เงินทิป" เล็กๆ น้อยๆ
- กระแสต้านจากสังคม: โพลระบุว่าชาวอเมริกัน 55% มองว่า AI จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี และเริ่มมีการประท้วงต่อต้านการสร้าง Data Center ในท้องถิ่น ทำให้บริษัทเทคโนโลยีต้องเร่งหาทางซื้อใจประชาชน
ข้อกังวลและอุปสรรค
- ผลประโยชน์ทับซ้อน: หากรัฐบาลเป็นทั้งผู้ถือหุ้น (ที่ต้องการกำไร) และ ผู้กำกับดูแล/ออกกฎหมาย (ที่ต้องเน้นความปลอดภัย) อาจทำให้รัฐบาลหย่อนยานในการบังคับใช้กฎด้านความปลอดภัยเพื่อไม่ให้มูลค่าหุ้นของตัวเองลดลง
- ขัดหลักเสรีนิยม: นักวิชาการฝั่งอนุรักษ์นิยม (เช่น สถาบัน Cato) วิจารณ์ว่าการที่รัฐบาลเลือกปฏิบัติและเข้าไปแทรกแซงถือหุ้นในบริษัทเอกชน ถือเป็นการทำลายหลักการตลาดเสรี
- ความคลุมเครือทางกฎหมาย: ปัจจุบันยังไม่มีกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนในการรองรับให้บริษัท AI โอนหุ้นให้รัฐบาล และการเจรจายังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ซึ่งอาจจะไม่ได้ข้อสรุปในท้ายที่สุด
มุมมองของ InnovestX
ผลประโยชน์ที่ผู้ใช้งานจะได้รับ (ทั้งประชาชนทั่วไปและภาคธุรกิจ)
เราเชื่อว่าหลักๆสามารถช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้
1. ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือและการรักษาข้อมูล
- ลดความกังวล: ลูกค้าจำนวนมาก (โดยเฉพาะในธุรกิจการเงิน สาธารณสุข หรือความมั่นคง) มักจะกังวลเรื่องการส่งข้อมูลสำคัญให้บริษัทเอกชนดูแล
- ตัวช่วย: พอมีรัฐบาลเข้ามาถือหุ้น มันจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส และสร้างความมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่า เทคโนโลยีนี้จะถูกควบคุมให้อยู่ในกรอบของจริยธรรม และลดความเสี่ยงที่ข้อมูลของลูกค้าจะถูกนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง
2. ความเสี่ยงด้านความเสถียรและโครงสร้างพื้นฐาน
- แบ็กอัปที่มั่นคง: ปัจจุบัน AI ยักษ์ใหญ่เจอปัญหาเรื่องการต่อต้านการสร้าง Data Center ในท้องถิ่น และปัญหาพลังงานไม่พอ
- ตัวช่วย: การที่รัฐมีส่วนได้ส่วนเสีย แปลว่ารัฐมีแรงจูงใจที่จะช่วยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ไฟฟ้า, ที่ดิน, เครือข่าย) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ระบบของบริษัท AI จะล่ม หรือไม่มีพลังงานพอที่จะให้บริการลูกค้าในระยะยาว
3. ความเสี่ยงจากการผูกขาดและการเข้าถึงเทคโนโลยี
- กระจายโอกาส: หากปล่อยให้เป็นของเอกชน 100% ในอนาคตบริษัทอาจจะขึ้นราคาค่าบริการจนลูกค้าเอื้อมไม่ถึง หรือเลือกให้บริการเฉพาะกลุ่มทุนใหญ่
- ตัวช่วย: การมีรัฐบาลอยู่ด้วยจะช่วยการันตีได้ว่า เทคโนโลยีระดับ Superintelligence นี้จะถูกกระจายให้ทุกคน หรือธุรกิจขนาดเล็ก สามารถเข้าถึงและนำไปใช้งานเพื่อเพิ่มศักยภาพแข่งขันได้ ไม่ใช่แค่บริการสำหรับมหาเศรษฐี
4. ความเสี่ยงจากการล้มละลายหรือการปิดตัว
- หลักประกันสำหรับผู้ใช้งาน: หากธุรกิจหรือหน่วยงานใดนำ AI ไปผสานเข้ากับระบบหลักของตัวเองแล้ว วันดีคืนดีบริษัท AI เกิดเจ๊งหรือปิดตัวลง ลูกค้าจะเสียหายมหาศาล
- ตัวช่วย: การที่รัฐถือหุ้นจะเพิ่ม Incentive หรือแรงจูงใจให้รัฐบาลเข้ามาโอบอุ้มหรืออุ้มชู หากบริษัทเจอปัญหาวิกฤตศรัทธาหรือวิกฤตการเงิน ทำให้ลูกค้าอุ่นใจได้ว่าระบบที่พวกเขาพึ่งพาจะไม่หายไปในชั่วข้ามคืน
ภาพรวมสรุปข้อดี-ข้อเสีย
มิติความเสี่ยง | ข้อดี (ประโยชน์และสิ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยง) | ข้อเสีย (ความเสี่ยงใหม่และข้อกังวล) |
|---|---|---|
ผลประโยชน์ต่อประชาชน และสังคม | • กระจายความมั่งคั่ง: นำกำไรมาจ่ายปันผลให้ครัวเรือนอเมริกันผ่านกองทุนสาธารณะ • ลดความเหลื่อมล้ำ: ป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์จาก AI ตกอยู่กับกลุ่มทุนกลุ่มเล็ก ๆ | • ขัดหลักการตลาดเสรี: ฝั่งอนุรักษ์นิยมมองว่าเป็นการแทรกแซงและรัฐเลือกปฏิบัติเฉพาะบางบริษัท |
ความมั่นคงของบริการ (สำหรับลูกค้า) | • ป้องกันระบบปิดตัว : รัฐมีแรงจูงใจที่จะเข้าอุ้มชู หากบริษัทวิกฤต ทำให้ลูกค้าอุ่นใจว่าระบบที่ใช้งานจะไม่หายไปกะทันหัน | • นวัตกรรมช้าลง: กระบวนการทำงานอาจกลายเป็นระบบราชการ มีขั้นตอนการตรวจสอบมาก ทำให้ออกฟีเจอร์ใหม่ ๆ ได้ช้าลง |
ความน่าเชื่อถือและการควบคุม (สำหรับลูกค้า) | • เพิ่มความโปร่งใส: รัฐช่วยกำกับดูแลเรื่อง Data Privacy ทำให้น่าเชื่อถือมากขึ้นในการนำข้อมูลสำคัญของธุรกิจมาใช้งาน | • ผลประโยชน์ทับซ้อน: รัฐเป็นทั้งผู้ถือหุ้น และผู้กำกับดูแล อาจไม่กล้าลงโทษหรือสั่งแบนบริษัทหากทำผิด เพราะกลัวมูลค่าหุ้นตัวเองลดลง |
การเข้าถึงเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน | • ป้องกันการผูกขาด: การันตีว่าธุรกิจรายย่อยจะเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูงได้ ไม่โดนโก่งราคา • ไฟเขียวโครงสร้างพื้นฐาน: รัฐช่วยสนับสนุนพลังงานและที่ดินในการสร้าง Data Center ได้ง่ายขึ้น | • การเมืองแทรกแซง: หากเปลี่ยนขั้วรัฐบาล นโยบายการบริหารหรือทิศทางการพัฒนา AI ของบริษัทอาจเปลี่ยนไปตามวาระทางการเมือง |

