- ตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้น: ตัวเลขขอรับสวัสดิการว่างงานดีกว่าคาดและการลดดอกเบี้ยของ FED หนุนตลาดเข้าสู่ภาวะ risk on ต่อเนื่อง
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน: PBOC ลดดอกเบี้ยและอัตราการกันสำรองธนาคารพาณิชย์ รวมถึงมาตรการสนับสนุนภาคอสังหาฯ และการคลัง
- ผลกระทบต่อหุ้นไทย: ค่าเงินบาทแข็งค่าอาจกระทบผลประกอบการหุ้นส่งออก ราคาน้ำมันปรับลงจากข่าวซาอุฯ เพิ่มการผลิต
INVX Wealth Weekend – มองเวลท์..รายวีค 27 ก.ย. 2567

สรุปภาพรวมการลงทุนสัปดาห์นี้
สัปดาห์นี้หุ้นโลกยังปรับตัวขึ้นได้ต่อ หลังตัวเลขขอรับสวัสดิการว่างงานที่ออกมาดีกว่าคาด ตลาดเข้าสู่ภาวะ risk on ต่อเนื่อง จากการลดดอกเบี้ย FED ในสัปดาห์ก่อน ขณะที่หุ้น EM ปรับขึ้นแรง โดยเฉพาะในเอเชีย ได้ปัจจัยหนุนจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ในสัปดาห์นี้เป้าหมายน่าจะเพื่อหนุน GDP ให้เติบโตได้ตามเป้าที่ 5% ที่ประชุม Politburo ของจีนในวันพฤหัส ระบุความกังวลในส่วนของการเติบโตเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น หลังตัวเลขกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาอ่อนแอ ทั้งนี้ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีการออกมาตรการด้านการเงินและตลาดทุนออกนำมาก่อน ได้แก่ ธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศลดดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร ดอกเบี้ย MLF ดอกเบี้ย LPR และดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน (Mortgage) ในระดับ 20-25 bps และลดอัตราการกันสำรองธนาคารพาณิชย์ (Reserve Requirement Ratio) ระดับ 50 bps รวมถึงมีมาตราการสนับสนุนภาคอสังหาฯ เช่น ลดเงินดาวน์บ้านหลังที่สอง รวมถึงประกาศสนับสนุนเงินให้รัฐบาลท้องถิ่นในการซื้อบ้านที่ขายไม่ออกมาเป็นบ้านเอื้ออาทร 100% จากเดิม 60% นอกจากนั้น PBOC จะสนับสนุนเงินกองทุน 8 แสนล้านหยวน ให้กับบริษัทหลักทรัพย์และกองทุนต่าง ๆ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดหุ้น ด้านรัฐบาลจีนประกาศมาตรการการคลังเพื่อช่วยเหลือคนจนและกลุ่มเปราะบาง โดยจะอัดฉีดเม็ดเงิน 1.55 แสนล้านหยวนเข้าสู่กลุ่มดังกล่าว ด้านตลาดหุ้นไทยทรงตัว จากแรงขายทำกำไรเปลี่ยนตัวเล่น หลังขึ้นมาแรงในช่วงที่ผ่านมา ด้านค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากใน 3Q24 อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของหุ้นส่งออก ราคาน้ำมันปรับลงหลังข่าวซาอุฯ จะกลับมาเน้นเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด ผ่านการผลิตและส่งออกเพิ่ม ทำให้ตลาดกังวลภาวะอุปทานส่วนเกิน
ตลาดหุ้นโลก
ตลาดโลกโดยเฉพาะจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงหลัง ธ. กลางจีน (PBOC) ออกมาตรการการเงินขนาดใหญ่เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ขณะที่เงินทุนไหลเข้าเอเชียรวมถึงไทยทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องท่ามกลางการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการจีนที่สนับสนุนให้เงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ ด้านดัชนี PMI ของประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกเริ่มชะลอตัวลงชัดเจนขึ้น
ตลาดหุ้นไทย
สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้นแต่ชะลอลง โดยมีปัจจัยสำคัญได้แก่ (1) ยอดส่งออกเดือน ส.ค. ขยายตัว 7% ต่อเนื่อง แต่การขยายตัวเริ่มชะลอลง (2) ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาหดตัวที่ 1.9% จากการหดตัวของยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และวัตถุดิบด้านก่อสร้างเป็นหลัก (3) ธปท. ยอมรับเงินบาทผันผวนและแข็งค่ากว่าสกุลอื่นโดยแข็งกว่า 4.9% YTD และพร้อมเข้าดูแลหากพบความผิดปกติ
ตลาดพันธบัตร
ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.79% ขณะที่ ระยะสั้น 2 ปี ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.63% ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ย 2-10 ปี อยู่ที่ 16 bps
ผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี ลดลงที่ 2.48% ขณะที่ระยะสั้น อายุ 2 ปี ทรงตัวที่ 2.14% ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่ 3,236 ล้านบาท
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลงหลังกังวลอุปทานน้ำมันเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีข่าวซาอุดีอาระเบียเตรียมจะเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันใน ธ.ค. ด้านราคาทองคำ (spot) เพิ่มขึ้นที่ 2,695.0 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ทรงตัวที่ 100.91 จุด ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงที่ 144.94 เยน ด้านค่าเงินยูโรทรงตัวที่ 1.11 ดอลลาร์ต่อยูโร ด้านค่าเงินเอเชีย ค่าเงินบาทแข็งขึ้นรุนแรงที่ 32.4 บาท ขณะที่เงินหยวนแข็งค่าขึ้นที่ระดับ 7.01 หยวน
