อุตสาหกรรมพลังงานลมทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากความต้องการที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนด้านนโยบาย โดยจีนเสี่ยงกลับเข้าสู่สงครามราคาหลังคำสั่งซื้อกังหันลมครึ่งแรกปี 2026 ลดลง 25% YoY จากผลตอบแทนการลงทุนที่อ่อนแอและการเปลี่ยนระบบราคาขายไฟฟ้า ขณะที่สหรัฐฯ กลับมาทบทวนใบอนุญาตโครงการ Revolution Wind ของ Ørsted แม้โครงการใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ส่งผลให้แนวโน้มกำไรและการลงทุนในอุตสาหกรรมยังมีความเสี่ยง จึงแนะนำระมัดระวังหุ้นผู้ผลิตพลังงานลมโดยตรง และให้น้ำหนักกับ GEV และ Siemens Energy ซึ่งมีธุรกิจระบบไฟฟ้าและกังหันก๊าซรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว
อุตสาหกรรมพลังงานลมเผชิญแรงกดดัน จีนเสี่ยงสงครามราคา สหรัฐฯ เพิ่มความไม่แน่นอน

อุตสาหกรรมพลังงานลมเผชิญแรงกดดัน จีนเสี่ยงสงครามราคา สหรัฐฯ เพิ่มความไม่แน่นอน
1. อุตสาหกรรมพลังงานลมจีนเสี่ยงเข้าสู่สงครามราคารอบใหม่ หลังคำสั่งซื้อลดลง 25%
อุตสาหกรรมพลังงานลมจีนเผชิญความเสี่ยงต่อการแข่งขันด้านราคารอบใหม่ หลังผลตอบแทนจากการลงทุนลดลงและความต้องการภายในประเทศชะลอตัว โดยสมาคมพลังงานลมจีนเตือนว่าหลายโครงการมีความสามารถในการทำกำไรต่ำจนเข้าใกล้จุดขาดทุน ซึ่งอาจทำให้ผู้ผลิตกังหันลมกลับมาแข่งขันลดราคาเพื่อรักษายอดขายและกำลังการผลิต ส่งผลให้แนวโน้มกำไรของอุตสาหกรรมยังมีแรงกดดันต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญมาจากการยุติเงินอุดหนุนภาครัฐในปี 2021 และการเปลี่ยนระบบกำหนดราคาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดจากผลตอบแทนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าไปสู่ราคาตามกลไกตลาดในปี 2025 ทำให้ผู้พัฒนาโครงการเผชิญความผันผวนของรายได้มากขึ้น ขณะที่ข้อจำกัดด้านโครงข่ายไฟฟ้าส่งผลให้ต้องลดการผลิตไฟฟ้าในบางช่วงเวลา เพิ่มแรงกดดันต่อผลตอบแทนจากการลงทุน
ข้อมูล Wood Mackenzie ระบุว่าคำสั่งซื้อกังหันลมภายในจีนช่วงครึ่งแรกปี 2026 ลดลง 25% YoY นับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นครึ่งปีที่สาม สะท้อนการชะลอการลงทุนของผู้พัฒนาโครงการ หลังเผชิญต้นทุนกังหันลมที่เพิ่มขึ้นก่อนหน้าและความไม่แน่นอนของราคาขายไฟฟ้า ส่งผลให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ต้องเผชิญทั้งการแข่งขันด้านราคาและการใช้กำลังผลิตที่ลดลง
ประเด็นสำคัญ: ความเสี่ยงหลักของอุตสาหกรรมพลังงานลมจีนเปลี่ยนจากการขยายกำลังผลิตไปสู่ความสามารถในการทำกำไร โดยผู้ผลิตที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศสูงมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากกว่าบริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศและโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง
2. ผู้ผลิตจีนเร่งขยายตลาดส่งออกและไฮโดรเจนสีเขียว เพื่อชดเชยความต้องการในประเทศ
ท่ามกลางความต้องการที่ชะลอตัว ผู้ผลิตกังหันลมจีนเริ่มให้ความสำคัญกับการส่งออกและโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งมากขึ้น เนื่องจากมีโอกาสสร้างรายได้จากตลาดที่มีโครงสร้างความต้องการและการแข่งขันแตกต่างจากจีน โดย JPMorgan ระบุว่าหุ้นกลุ่มพลังงานลมจีนบางส่วนปรับตัวลดลงมากถึง 50% นับจากสิ้นไตรมาส 1 ปี 2026 แต่ยังมองเห็นโอกาสในบริษัทที่มีโครงการนอกชายฝั่งหรือมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกสูง จากความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนของผู้ผลิตจีน
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรายใหญ่รวมถึง Goldwind Science & Technology ลงนามสนับสนุนการเพิ่มกำลังผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสีเขียวภายในปี 2030 เพื่อสร้างความต้องการไฟฟ้าจากพลังงานลมในภาคอุตสาหกรรม โดยการนำไฟฟ้าพลังงานลมไปผลิตเชื้อเพลิงสะอาดอาจช่วยรองรับกำลังผลิตส่วนเกิน และลดการพึ่งพาการขายไฟฟ้าผ่านโครงข่ายเพียงช่องทางเดียว
อย่างไรก็ตาม การส่งออกยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ การแข่งขันกับผู้ผลิตท้องถิ่น และความเสี่ยงด้านต้นทุนขนส่ง ขณะที่โครงการไฮโดรเจนสีเขียวยังขึ้นอยู่กับต้นทุนการผลิตและความต้องการเชิงพาณิชย์ จึงมองว่าทั้งสองแนวทางช่วยเพิ่มโอกาสเติบโตระยะยาว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยความอ่อนแอของตลาดภายในประเทศได้ทันที
3. สหรัฐฯ กลับมาทบทวนใบอนุญาตโครงการ Revolution Wind เพิ่มความเสี่ยงอุตสาหกรรม
นอกจากแรงกดดันในจีน อุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่งของสหรัฐฯ ยังเผชิญความไม่แน่นอนด้านนโยบาย หลังรัฐบาล Donald Trump ยื่นคำร้องต่อศาลให้ส่งเรื่องกลับไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาใบอนุญาตโครงการ Revolution Wind ขนาด 704MW ของ Ørsted และ Global Infrastructure Partners อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกับกฎหมายพัฒนาพลังงานนอกชายฝั่งสหรัฐฯ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นแม้โครงการเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบตั้งแต่เดือน มี.ค. 2026 และติดตั้งกังหันครบ 65 ตัวแล้วในเดือน ก.ย. สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านกฎระเบียบยังคงมีอยู่แม้โครงการเข้าสู่ช่วงท้ายของการก่อสร้าง โดยข่าวดังกล่าวกดดันราคาหุ้น Ørsted ลดลงสูงสุดประมาณ 4.4% ระหว่างการซื้อขายวันที่ 14 ต.ค. และเพิ่มความกังวลต่อความเป็นไปได้ที่จะต้องบันทึกด้อยค่าของสินทรัพย์เพิ่มเติม
ประเด็นสำคัญคือการทบทวนใบอนุญาตครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสมาชิกพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันเพิ่งบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อปรับปรุงกระบวนการอนุมัติโครงการโครงสร้างพื้นฐานช่วงปลายเดือน ก.ย. ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามต่อความแน่นอนของนโยบาย แม้โครงการ Revolution Wind จะได้รับความคุ้มครองจากคำสั่งศาลก่อนหน้าและมีความคืบหน้าสูงแล้วก็ตาม
ประเด็นสำคัญ: ความเสี่ยงของอุตสาหกรรมพลังงานลมสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ต้นทุนโครงการ แต่รวมถึงความไม่แน่นอนของใบอนุญาต ซึ่งอาจทำให้การลงทุนใหม่ชะลอลง เพิ่มต้นทุนเงินทุน และกระทบความสามารถในการสร้างผลตอบแทนของผู้พัฒนาโครงการในระยะกลาง
4. แนวโน้มอุตสาหกรรม: จีนเผชิญปัญหากำไร ขณะที่สหรัฐฯ เผชิญความเสี่ยงด้านนโยบาย
แม้อุตสาหกรรมพลังงานลมจีนและสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันแตกต่างกัน แต่ผลกระทบปลายทางคล้ายกัน คือการชะลอการลงทุนและความเสี่ยงต่อผลตอบแทนจากโครงการ โดยจีนได้รับผลกระทบจากอุปทานส่วนเกิน การแข่งขันด้านราคา และราคาขายไฟฟ้าตามกลไกตลาด ขณะที่สหรัฐฯ เผชิญความไม่แน่นอนด้านใบอนุญาตและกฎระเบียบ ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนทางการเงินและยืดระยะเวลาก่อสร้าง
ในระยะ 12–18 เดือนข้างหน้า คาดว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนจากการเร่งเพิ่มกำลังผลิตไปสู่การรักษากระแสเงินสดและผลตอบแทนจากการลงทุน โดยผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำ ฐานลูกค้าหลากหลาย และสัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศสูงจะอยู่ในสถานะดีกว่า ขณะที่ผู้พัฒนาโครงการซึ่งมีภาระหนี้สูงหรือพึ่งพานโยบายสนับสนุนภาครัฐมาก อาจเผชิญความเสี่ยงด้านการลงทุนเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของพลังงานลมไม่ได้หมายความว่าความต้องการไฟฟ้าระยะยาวจะลดลง โดยเฉพาะจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI และการใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจทำให้การลงทุนด้านโครงข่ายไฟฟ้า ระบบส่งกำลัง และแหล่งผลิตไฟฟ้าประเภทอื่นได้รับความสำคัญมากขึ้น เมื่อเทียบกับโครงการพลังงานลมที่ยังมีความไม่แน่นอนด้านผลตอบแทน
5. มุมมอง InnovestX: ระมัดระวังพลังงานลม เน้นผู้ผลิตที่มีรายได้หลากหลาย
มองระมัดระวังต่ออุตสาหกรรมพลังงานลมในระยะสั้นถึงกลาง เนื่องจากจีนมีความเสี่ยงสงครามราคารอบใหม่ ขณะที่สหรัฐฯ ยังเผชิญความไม่แน่นอนด้านนโยบาย แม้ราคาหุ้นหลายบริษัทปรับตัวลดลงมากแล้ว แต่ยังไม่เห็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของกำไรที่ชัดเจน จึงแนะนำเลือกลงทุนในบริษัทที่มีการส่งออก โครงการนอกชายฝั่งที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสม หรือมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับระบบไฟฟ้าที่เติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการลงทุนพลังงานลมเพียงอย่างเดียว
หุ้น | มุมมอง | ผลกระทบและกลยุทธ์ |
|---|---|---|
Goldwind (2208 HK / 002202 CH) | ระมัดระวัง | เสี่ยงจากการแข่งขันด้านราคากังหันลมจีน แต่มีโอกาสจากการส่งออกและไฮโดรเจนสีเขียว |
Ming Yang Smart Energy (601615 CH) | ระมัดระวัง | ได้ประโยชน์จากการขยายพลังงานลมนอกชายฝั่ง แต่เผชิญแรงกดดันด้านราคาและคำสั่งซื้อภายในจีน |
Ørsted (ORSTED DC) | ระมัดระวัง | มีความเสี่ยงจากการทบทวนใบอนุญาตและการด้อยค่าสินทรัพย์ แม้โครงการ Revolution Wind มีความคืบหน้าสูง |
Vestas (VWS DC) | เป็นกลาง | อาจได้รับประโยชน์จากการส่งออกไปตลาดนอกจีน แต่มีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อและการแข่งขันด้านราคา |
Siemens Energy (ENR GR) | บวก | ธุรกิจพลังงานลมยังมีความท้าทาย แต่ธุรกิจกังหันก๊าซและอุปกรณ์โครงข่ายไฟฟ้าช่วยกระจายความเสี่ยง |
GE Vernova (GEV US) | บวก | ธุรกิจพลังงานลมยังเป็นแรงกดดัน แต่ความต้องการกังหันก๊าซและอุปกรณ์ระบบส่งไฟฟ้าช่วยสนับสนุนแนวโน้มกำไร |
เรายังให้น้ำหนักเชิงบวกต่อ GE Vernova (GEV) และ Siemens Energy (ENR) มากกว่าผู้ผลิตกังหันลมโดยตรง เนื่องจากมีโอกาสรับประโยชน์จากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า แม้ธุรกิจพลังงานลมยังมีความเสี่ยง ขณะที่แนะนำระมัดระวัง Goldwind, Ming Yang และ Ørsted จนกว่าจะเห็นสัญญาณฟื้นตัวของคำสั่งซื้อ อัตรากำไร และความชัดเจนด้านนโยบาย
เรามองอุตสาหกรรมพลังงานลมทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากความต้องการที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนด้านนโยบาย โดยจีนเสี่ยงกลับเข้าสู่สงครามราคาหลังคำสั่งซื้อกังหันลมในประเทศครึ่งแรกปี 2026 ลดลง 25% ขณะที่สหรัฐฯ กลับมาทบทวนใบอนุญาตโครงการ Revolution Wind ของ Ørsted แม้ติดตั้งกังหันครบแล้ว สะท้อนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนจากการลงทุนและแนวโน้มกำไรของอุตสาหกรรม จึงมองระมัดระวังต่อผู้ผลิตพลังงานลมโดยตรง และชอบ GEV กับ Siemens Energy ซึ่งมีธุรกิจระบบไฟฟ้าและกังหันก๊าซช่วยสนับสนุนการเติบโตมากกว่า
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

