เริ่มต้นเทรด Futures ในตลาด TFEX ต้องรู้อะไรบ้าง
Futures หรือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า เป็นเครื่องมือทางการเงินที่น่าสนใจและมีประสิทธิภาพสูงสำหรับการทำกำไรและบริหารความเสี่ยง แต่หลายคนอาจรู้สึกว่า Futures เป็นเรื่องซับซ้อนเกินไป บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจหลักการพื้นฐานของ Futures ได้ภายใน 10 นาที พร้อมตัวอย่างการคำนวณที่เข้าใจง่าย
ทำไม Futures ถึงน่าสนใจ
- สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง โดยเปิดสถานะซื้อ (Long) หรือขาย (Short) ได้
- ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อสินทรัพย์จริง เพราะวางหลักประกันแค่บางส่วน
- ใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินทรัพย์ เช่น ธุรกิจนำเข้าส่งออก
- มีสภาพคล่องสูง ซื้อขายง่าย เพราะมีผู้ลงทุนจำนวนมาก
การทำกำไรจากการคาดการณ์ว่าจะขึ้น เปิด Long Position
หากคุณคาดว่าราคาของสินทรัพย์อ้างอิงจะเพิ่มขึ้น ในอนาคต คุณจะเปิดสถานะ Long (ซื้อ) Futures ไว้
ตัวอย่าง: สมมติคุณซื้อ SET50 Index Futures (สัญญา S50U25) ที่ราคา 850 จุด และต่อมาราคาปรับขึ้นเป็น 860 จุด เป็นไปตามคาดนักลงทุนสามารถปิดสถานะเพื่อทำกำไร (SET50 Index Futures ตัวคูณคือ 200 บาทต่อจุด)
กำไร: (ราคาปิดสถานะ - ราคาเปิดสถานะ) × ตัวคูณของสัญญา
กำไร = (860 - 850) × 200 = 10 × 200 = 2,000 บาท *
การทำกำไรจากการคาดการณ์ว่าจะลงเปิด Short Position
หากคุณคาดว่าราคาของสินทรัพย์อ้างอิงจะ ลดลง ในอนาคต คุณจะเปิดสถานะ Short (ขาย) Futures ไว้
ตัวอย่าง: สมมติคุณขาย SET50 Index Futures (สัญญา S50U25) ที่ราคา 850 จุด และต่อมาราคาปรับลงเป็น 840 จุด
กำไร: (ราคาเปิดสถานะ - ราคาปิดสถานะ) × ตัวคูณของสัญญา
กำไร = (850 - 840) × 200 = 10 × 200 = 2,000 บาท *
อัตราทด หรือ Leverage
หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นของ Futures คือ Leverage (อัตราทด) ช่วยให้คุณมีมูลค่าการลงทุนสูงกว่าเงินลงทุนจริงที่คุณมีอยู่หลายเท่าตัว
การคำนวณ Leverage:
Leverage = (มูลค่าสัญญา) ÷ (เงินหลักประกันที่วาง)
ตัวอย่างการคำนวณ Leverage SET50 Index futures S50U25 ราคา 850 จุด (multiplier = 200) โดยนักลงทุนเลือกวางเงินที่จำนวน 20,000 บาท
Leverage = (850 × 200) / 20,000 = 8.5 เท่า
หมายความว่า หากสินค้าอ้างอิงเพิ่มขึ้น 1% พอร์ตเราจะเพิ่มขึ้น 8.5% ในทางกลับกัน หากสินค้าอ้างอิงลดลง -1% พอร์ตเราจะลดลง -8.5%
ข้อดีของ Leverage
- เพิ่มโอกาสในการทำกำไร: หากคุณคาดการณ์ทิศทางตลาดได้ถูกต้อง กำไรที่คุณได้รับจะเพิ่มตามอัตราทด ทำให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนโดยตรงในสินทรัพย์อ้างอิงด้วยเงินเท่ากัน
- ใช้เงินลงทุนน้อย: ไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนจำนวนมากก็สามารถเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงได้
การวางหลักประกัน (Margin)
การเทรดฟิวเจอร์สใช้ระบบเงินหลักประกัน (Margin) ซึ่งเป็นเงินที่คุณต้องวางไว้กับโบรกเกอร์เพื่อประกันความเสี่ยงจากการเทรด การวางหลักประกันนี้แบ่งออกเป็น
- Initial Margin (IM): หลักประกันเริ่มต้น เป็นเงินขั้นต่ำที่คุณต้องวางไว้ในบัญชีซื้อขายฟิวเจอร์สก่อนที่จะสามารถเปิดสถานะซื้อขายได้ เงินส่วนนี้จะถูกกำหนดโดยตลาดหลักทรัพย์และโบรกเกอร์ โดยขึ้นอยู่กับประเภทของสัญญาฟิวเจอร์สและระดับความผันผวนของตลาด
- วัตถุประสงค์: เพื่อให้แน่ใจว่านักลงทุนมีเงินเพียงพอที่จะครอบคลุมความเสี่ยงเบื้องต้นจากการเคลื่อนไหวของราคา
- ตัวอย่าง: หาก Initial Margin สำหรับ SET50 Index Futures อยู่ที่ 20,000 บาท คุณต้องมีเงินอย่างน้อย 20,000 บาทในบัญชีเพื่อเปิดสถานะ 1 สัญญา
- Maintenance Margin (MM): หลักประกันรักษาสภาพ เป็นระดับหลักประกันขั้นต่ำที่คุณต้องรักษามูลค่าไว้ในบัญชีหลังจากที่คุณเปิดสถานะไปแล้ว ค่านี้จะต่ำกว่า Initial Margin เล็กน้อย หากมูลค่าเงินหลักประกันในบัญชีของคุณลดลงต่ำกว่าระดับ Maintenance Margin คุณจะถูกเรียกให้เติมเงินหลักประกันเพิ่ม
- Margin Call: การเรียกหลักประกันเพิ่ม หากราคาของสินทรัพย์อ้างอิงเคลื่อนไหวสวนทางกับที่คุณคาดการณ์ไว้ ทำให้ขาดทุนและเงินหลักประกันในบัญชีของคุณลดลงต่ำกว่าระดับ Maintenance Margin โบรกเกอร์จะแจ้งการ Margin Call มายังคุณ นี่คือการแจ้งเตือนให้คุณเติมเงินเข้ามาในบัญชีเพื่อให้หลักประกันกลับมาอยู่ในระดับ Initial Margin หรืออย่างน้อยที่สุดคือ Maintenance Margin
- สิ่งที่คุณต้องทำ: คุณมีทางเลือกสองทาง คือ เติมเงินเข้ามาในบัญชีให้เพียงพอ หรือปิดสถานะบางส่วนหรือทั้งหมดเพื่อลดภาระเงินหลักประกัน
- Force Close Margin (Forced Liquidation): การบังคับปิดสถานะ หากคุณไม่สามารถเติมเงินตาม Margin Call ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ปกติคือภายในวันทำการถัดไป) โบรกเกอร์มีสิทธิ์ที่จะ บังคับปิดสถานะ ของคุณทั้งหมดหรือบางส่วนโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดทุนที่เกินกว่าเงินหลักประกันที่คุณมีอยู่
- ผลกระทบ: การ Force Close มักจะเกิดขึ้น ณ ราคาตลาดในขณะนั้น ซึ่งอาจทำให้คุณขาดทุนจำนวนมากและควบคุมไม่ได้
การบริหารจัดการความเสี่ยง
การบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการเทรดฟิวเจอร์ส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมี Leverage สูง ซึ่งสามารถขยายผลกำไรและขาดทุนได้ในอัตราส่วนที่เท่ากัน
- กำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss): ตั้งจุดราคาที่คุณยอมรับการขาดทุนได้ และจะปิดสถานะทันทีเมื่อราคาถึงจุดนั้น เพื่อจำกัดความเสียหายไม่ให้บานปลาย
- จัดการเงินทุน (Money Management): ไม่ควรลงทุนในปริมาณที่มากเกินไปเมื่อเทียบกับเงินทุนทั้งหมดที่คุณมี เริ่มต้นด้วยเงินจำนวนน้อยที่คุณพร้อมจะสูญเสียได้เสมอ
- ศึกษาข้อมูลและฝึกฝน: ทำความเข้าใจตลาดฟิวเจอร์ส สินค้าที่คุณจะเทรด และกลยุทธ์การลงทุนอย่างถ่องแท้
สรุป
ฟิวเจอร์สเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและมีประโยชน์มากในการลงทุน หากคุณเข้าใจหลักการพื้นฐาน การคำนวณกำไร-ขาดทุน หลักประกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจในเรื่อง Leverage คุณจะสามารถใช้ฟิวเจอร์สเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างชาญฉลาด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง จึงควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ฝึกฝน และเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนน้อยที่คุณพร้อมจะสูญเสียได้เสมอ
หวังว่าคู่มือเริ่มต้นฉบับย่อนี้จะช่วยให้คุณมีความเข้าใจใน Futures มากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการศึกษาเพิ่มเติมในตลาดนี้ หากมีคำถามเพิ่มเติม อย่าลังเลที่จะสอบถามนะครับ
เมื่อคุณเข้าใจหลักการพื้นฐานของการเปิด Long/Short Futures แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง เช่น การใช้กลยุทธ์ Short Futures เมื่อดัชนีอยู่ในภาวะ “อ่อนแรง” ซึ่งช่วยให้คุณทำกำไรจากขาลงอย่างมีระบบ พร้อมเทคนิคจับจังหวะ Pullback และการจัด Position Size อย่างมืออาชีพ
https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/investsnack/product-basic-knowledge/tfex-derivatives/derivatives-25072025
TFEX
🚀 ลงทุน TFEX เข้าถึงโอกาสทำกำไรในตลาดอนุพันธ์ได้อย่างง่ายดายแค่ปลายนิ้ว
เพียงแค่เปิดบัญชีกับ InnovestX และ Activate บัญชี TFEX
1. เปิดบัญชี InnovestX 👉 https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b
2. Activate TFEX: อ่านขั้นตอนการเปิดใช้บริการ 👉 https://www.innovestx.co.th/products/derivatives/product-tfex
⚠️ คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งที่รับประกันผลงานในอนาคต เงินลงทุนอาจสูญหาย และควรศึกษาความเสี่ยงก่อนลงทุน