Café Invest
Ideas

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นพุ่งเกือบ 50%! ทำไมตลาดที่เคยโตช้าถึงกลับมาแรง? ลงทุนหุ้นญี่ปุ่นง่ายๆกับ DR23 กดเลย

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นพุ่งเกือบ 50%! ทำไมตลาดที่เคยโตช้าถึงกลับมาแรง? ลงทุนหุ้นญี่ปุ่นง่ายๆกับ DR23 กดเลย

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาแรง ในรอบ 1 ปี Nikkei 225 พุ่งประมาณ 47% และ TOPIX เพิ่มขึ้นเกือบ 30% โดดเด่นกว่าดัชนีหลักของสหรัฐฯ สะท้อนว่าตลาดที่เคยถูกมองว่าโตช้า กำลังมีโอกาสเติบโตใหม่ที่น่าจับตา

จาก Old Economy สู่โอกาสเติบโตยุคใหม่ ญี่ปุ่นมี 4 ปัจจัยหนุน ทั้งบริษัทที่บริหารเงินทุนดีขึ้น ความเชี่ยวชาญดั้งเดิมที่ต่อยอดสู่ AI การลงทุนภาครัฐในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และดอกเบี้ยที่กลับมาสร้างโอกาสให้ธุรกิจธนาคาร

เปิดโอกาสลงทุนหุ้นญี่ปุ่นผ่าน DR23 จาก InnovestX ด้วยเงินบาท มีให้เลือกถึง 15 หลักทรัพย์ ครอบคลุมหลายธีมการลงทุน

ไม่ต้องมองหาโอกาสลงทุนแค่ในสหรัฐฯ เพราะญี่ปุ่นก็มีบริษัทชั้นนำที่เติบโตไปกับเทรนด์โลก การเพิ่มหุ้นญี่ปุ่นจึงเป็นอีกทางเลือกในการขยายโอกาสการลงทุนสู่เอเชีย ผ่าน DR23 ที่ซื้อขายผ่านกระดานไทย

ถ้าพูดถึงญี่ปุ่น หลายคนคงนึกถึงซูชิสายพานอย่าง Sushiro (SUSHI23) เกมจาก Nintendo (NINTENDO23) หรือผงชูรส Ajinomoto (AJINO23) ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่รู้ไหมว่าเบื้องหลังแบรนด์เหล่านี้ยังมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่นักลงทุนสามารถเข้าถึงได้แล้วผ่าน DR23

ที่น่าสนใจคือ บางบริษัทมีธุรกิจมากกว่าที่เราคิด อย่าง Ajinomoto (AJINO23) ที่ไม่ได้มีดีแค่ธุรกิจอาหาร แต่ยังผลิตวัสดุสำคัญสำหรับชิปประสิทธิภาพสูง หรือ Kioxia (KIOXIA23) ผู้ผลิตหน่วยความจำที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ AI

ที่ผ่านมา หลายคนอาจมองญี่ปุ่นเป็นตลาด Old Economy ที่เต็มไปด้วยบริษัทรถยนต์ ธนาคาร และโรงงานเก่าแก่ หากอยากลงทุนในหุ้นเติบโตหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็มักนึกถึงตลาดสหรัฐฯ ก่อน

แต่รู้ไหมว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับทำผลงานได้โดดเด่นกว่าดัชนีหลักของสหรัฐฯ

ดัชนี Nikkei 225 ปรับขึ้นประมาณ 47% ขณะที่ TOPIX เพิ่มขึ้นเกือบ 30% เทียบกับ S&P 500 ที่เพิ่มขึ้นราว 15% และ Nasdaq-100 ราว 24% ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

Source: TradingView as of 6 October 2026

อะไรทำให้ตลาดที่เคยถูกมองว่าโตช้ากลับมาแรงขนาดนี้? และเราอาจกำลังมองข้ามโอกาสอะไรในญี่ปุ่นอยู่หรือเปล่า?

ที่สำคัญ วันนี้นักลงทุนไทยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีหุ้นต่างประเทศหรือแลกเงินเยนเพื่อเข้าถึงหุ้นญี่ปุ่น เพราะสามารถซื้อขาย DR23 จาก InnovestX ที่อ้างอิงหุ้นญี่ปุ่นได้ถึง 15 หลักทรัพย์ ด้วยเงินบาทบนตลาดหลักทรัพย์ไทย ครอบคลุมตั้งแต่แบรนด์ที่คุ้นเคยอย่าง SUSHI23, NINTENDO23 และ AJINO23 ไปจนถึงบริษัทในธีม AI, Semiconductor, Robotics และ Financials

แต่ก่อนจะไปดูว่ามีหุ้นอะไรน่าสนใจบ้าง ลองมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร และทำไมการเติบโตครั้งนี้จึงน่าจับตา

ญี่ปุ่นวันนี้ อาจไม่ใช่ญี่ปุ่นที่เราคุ้นเคย

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Lost Decades หรือช่วงเวลาหลายสิบปีที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตช้า หลังฟองสบู่แตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ญี่ปุ่นต้องเผชิญทั้งเงินฝืด ดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ และบริษัทที่ระมัดระวังการใช้เงินทุน

ภาพจำเหล่านี้ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นไม่ค่อยถูกมองว่าเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูง

แต่วันนี้หลายอย่างกำลังเปลี่ยนไป ทั้งบริษัทที่เริ่มให้ความสำคัญกับผลตอบแทนผู้ถือหุ้นมากขึ้น อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ต่อยอดสู่ AI การลงทุนภาครัฐ และการกลับมาของเงินเฟ้อกับดอกเบี้ย

หรือเราอาจกำลังใช้ภาพจำของญี่ปุ่นเมื่อ 10–20 ปีก่อน มาประเมินโอกาสลงทุนในญี่ปุ่นวันนี้?

4 เหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาน่าสนใจ

1. บริษัทญี่ปุ่นเริ่มใช้เงินสร้างผลตอบแทนมากขึ้น

ในอดีต บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากมีเงินสดสะสมอยู่ในมือ แต่ค่อนข้างระมัดระวังในการนำเงินไปลงทุนหรือคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น

เรื่องนี้เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อญี่ปุ่นผลักดันการปฏิรูป Corporate Governance โดยตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (Tokyo Stock Exchange) สนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้เงินทุนมากขึ้น

บริษัทจึงเริ่มหันมาพิจารณาทั้งการลงทุนขยายธุรกิจ การซื้อหุ้นคืน และการเพิ่มเงินปันผล เพื่อสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น

สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่แค่ราคาหุ้น แต่เป็นวิธีคิดของบริษัทญี่ปุ่น จากเดิมที่เน้นสะสมเงินสด มาให้ความสำคัญกับการนำเงินทุนไปสร้างผลตอบแทนมากขึ้น

2. จากธุรกิจดั้งเดิม สู่โอกาสเติบโตในยุค AI

ถ้าพูดถึง AI หลายคนคงนึกถึง NVIDIA หรือ Microsoft มากกว่าญี่ปุ่น แต่เบื้องหลังการเติบโตของ AI มีเทคโนโลยีจากบริษัทญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย

จุดแข็งของญี่ปุ่นคือความเชี่ยวชาญด้านวัสดุ เคมี เครื่องจักร และการผลิตที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งหลายบริษัทสะสมความรู้มานานหลายสิบปี และกำลังนำมาต่อยอดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ตัวอย่างเช่น Ajinomoto (AJINO23) ที่พัฒนา Ajinomoto Build-up Film (ABF) วัสดุฉนวนที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ชิปประสิทธิภาพสูง ขณะที่ Advantest (ADVANT23) มีบทบาทด้านระบบทดสอบชิป Tokyo Electron (TEL23) ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และ Kioxia (KIOXIA23) เชี่ยวชาญด้านหน่วยความจำ

เมื่อโลกลงทุนใน AI มากขึ้น บริษัทที่อยู่เบื้องหลังการผลิตชิปและโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก็มีโอกาสได้รับประโยชน์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น

นี่คือจุดแข็งของญี่ปุ่น บริษัทไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นธุรกิจใหม่ทั้งหมด แต่สามารถนำความเชี่ยวชาญเดิมมาต่อยอดเป็นเทคโนโลยีที่โลกยุค AI ต้องการ

3. รัฐบาลญี่ปุ่นเดินหน้าลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ญี่ปุ่นไม่ได้ปล่อยให้ภาคเอกชนเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลยังสนับสนุนอุตสาหกรรมสำคัญอย่าง AI, Semiconductor และ Defense

โดยเฉพาะด้านความมั่นคงที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจสร้างโอกาสให้บริษัทในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น

จากเดิมที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นมักถูกเชื่อมโยงกับรถยนต์และการส่งออก วันนี้กำลังมีการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาว

4. ดอกเบี้ยกลับมา ธนาคารญี่ปุ่นมีโอกาสเติบโต

ญี่ปุ่นอยู่กับดอกเบี้ยใกล้ศูนย์หรือติดลบมานาน แต่เมื่อเงินเฟ้อและค่าจ้างเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จึงทยอยปรับนโยบายการเงินออกจากยุคดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ

แล้วเรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร?

สำหรับธนาคาร ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจช่วยเพิ่มรายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ย หากต้นทุนเงินฝากปรับขึ้นช้ากว่าดอกเบี้ยเงินกู้ จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ หุ้นธนาคารญี่ปุ่นกลับมาน่าจับตา หลังดำเนินธุรกิจในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำมาหลายสิบปี

เมื่อมองทั้ง 4 ปัจจัย จะเห็นว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นไม่ได้มีโอกาสเติบโตจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่มีทั้งการเปลี่ยนแปลงภายในบริษัท เทคโนโลยี การลงทุนภาครัฐ และนโยบายการเงินที่กำลังเปลี่ยนไปพร้อมกัน

ถ้าลงทุนสหรัฐฯ อยู่แล้ว ทำไมไม่ลองมองโอกาสในเอเชียอย่างญี่ปุ่น?

เวลาพูดถึงการลงทุนต่างประเทศ หลายคนอาจเริ่มต้นจากหุ้นสหรัฐฯ เพราะมีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำและแบรนด์ระดับโลกให้เลือกลงทุนมากมาย แต่โอกาสการเติบโตไม่ได้มีอยู่แค่ในสหรัฐฯ เท่านั้น

ญี่ปุ่นเองก็มีบริษัทที่น่าสนใจ ตั้งแต่ผู้ผลิตเครื่องจักรและชิ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรม AI บริษัท Robotics ที่เชี่ยวชาญด้านระบบอัตโนมัติ ธนาคารที่มีโอกาสเติบโตจากการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ย ไปจนถึงแบรนด์ญี่ปุ่นที่มีลูกค้าทั่วโลก

การเพิ่มหุ้นญี่ปุ่นเข้ามาในพอร์ตจึงไม่ใช่การเลือกว่า สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น ตลาดไหนดีกว่ากัน แต่เป็นการ ขยายโอกาสลงทุนจากตลาดสหรัฐฯ มาสู่เอเชีย เพื่อให้พอร์ตมีบริษัทและอุตสาหกรรมที่เติบโตจากปัจจัยแตกต่างกัน แม้บางธุรกิจจะยังได้รับผลกระทบจากเทรนด์โลกเดียวกันก็ตาม

เพราะการกระจายพอร์ตไม่ใช่แค่การถือหุ้นให้มากขึ้น แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เงินลงทุนเติบโตไปกับธุรกิจชั้นนำจากหลายภูมิภาค

อยากลงทุนหุ้นญี่ปุ่นจากไทย มี DR23 ตัวไหนน่าสนใจบ้าง?

ปัจจุบัน InnovestX มี DR23 อ้างอิงหุ้นญี่ปุ่น 15 หลักทรัพย์ ครอบคลุมหลายธีมการลงทุน ให้เลือกศึกษาตามเทรนด์ที่สนใจ

หากสนใจ AI และ Semiconductor สามารถศึกษาบริษัทอย่าง Advantest (ADVANT23), Tokyo Electron (TEL23) และ Kioxia (KIOXIA23) ที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมชิป

หากมองโอกาสจาก Materials & Manufacturing ก็มี FANUC (FANUC23) และ KEYENCE (KEYENCE23) ขณะที่ธีม Stable Income มี Mitsubishi UFJ Financial Group (MUFG23) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านของดอกเบี้ยญี่ปุ่น

นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่คนไทยคุ้นเคยอย่าง Sushiro (SUSHI23), Nintendo (NINTENDO23), Sanrio (SANRIO23) และ Ajinomoto (AJINO23) ซึ่งเปิดโอกาสให้ลงทุนในธุรกิจ Consumer และแบรนด์ญี่ปุ่นที่มีตลาดทั่วโลก

จุดที่น่าสนใจคือ เราไม่จำเป็นต้องลงทุนในญี่ปุ่นด้วยมุมมองเดียว แต่สามารถเลือกศึกษาบริษัทตามธีมที่เชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็น AI, Robotics, Financials หรือ Consumer ผ่าน DR23 ที่ซื้อขายได้ด้วยเงินบาทบนตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นขึ้นมาเกือบ 50% แล้ว สายไปหรือยัง?

หลังตลาดปรับตัวขึ้นมาแรง หุ้นบางกลุ่ม โดยเฉพาะ Semiconductor และ AI อาจสะท้อนความคาดหวังไปบางส่วนแล้ว ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงจากค่าเงินเยน นโยบายดอกเบี้ยของ BOJ และการชะลอตัวของการลงทุนด้าน AI ที่ต้องติดตาม

ดังนั้น การลงทุนญี่ปุ่นหลังจากนี้อาจไม่ใช่การซื้อเพียงเพราะตลาดกำลังขึ้น แต่เป็นการมองว่าการเปลี่ยนแปลงเรื่องไหนยังมีโอกาสเติบโตต่อ และบริษัทใดสามารถเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้กลายเป็นกำไรได้จริง

เพราะสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของญี่ปุ่นในวันนี้ อาจไม่ใช่ Nikkei ที่ขึ้นมาเกือบ 50% ในหนึ่งปี แต่คือ ตลาดที่หลายคนเคยมองว่าไม่มี Growth กำลังมีโอกาสเติบโตใหม่เกิดขึ้นในหลายด้านพร้อมกัน

สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนเพิ่มเติมจากตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่นจึงอาจเป็นอีกตลาดที่ควรกลับมาศึกษา และวันนี้ก็สามารถเริ่มต้นค้นหาโอกาสเหล่านั้นผ่าน DR23 ของ InnovestX ได้ง่ายขึ้น

บางครั้ง โอกาสการลงทุนอาจไม่ได้มาจากการค้นหาตลาดใหม่เสมอไป แต่อาจมาจากการกลับไปมองตลาดเดิมด้วยสายตาใหม่

คำแนะนำจาก DR23 by InnovestX

DR23 ที่อ้างอิงหุ้นญี่ปุ่นซื้อขายได้เฉพาะ Day Session เวลา 10:00–16:30 น. ตามเวลาไทย ไม่มี Night Session แบบ DR ที่อ้างอิงหุ้นสหรัฐฯ

เพื่อให้การซื้อขายมีประสิทธิภาพมากขึ้น นักลงทุนอาจพิจารณาซื้อขายในช่วง 10:30–13:30 น. เพราะเป็นช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวเปิดทำการพร้อมกับ DR23 ราคาหุ้นต้นทางจึงเคลื่อนไหวแบบ Real-time ให้ดูประกอบได้

ช่วง 10:00–10:30 น. ก็น่าสนใจเช่นกัน ตอนนั้นตลาดโตเกียวพักเที่ยง แต่ DR23 เปิดซื้อขายแล้ว หากหุ้นญี่ปุ่นขยับแรงในภาคเช้า นักลงทุนก็ซื้อขายได้ทันก่อนโตเกียวกลับมาเปิดภาคบ่ายและปิดตลาดตอน 13:30 น. โดยมีราคาปิดภาคเช้าของโตเกียวเป็นราคาล่าสุดให้ดูเทียบ

หลัง 13:30 น. ตลาดโตเกียวปิดแล้ว แต่ DR23 ยังซื้อขายได้ต่อจนถึง 16:30 น. เพียงแต่จะไม่มีราคาหุ้นต้นทางแบบ Real-time ให้ดูเทียบ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ DR ก่อนการลงทุน เนื่องจาก DR มีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความผันผวนของราคาของหลักทรัพย์ต่างประเทศ และความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา DR เอง