Café Invest
Markets

Core CPI สหรัฐฯ เร่งตัวขึ้น MoM ตามที่ตลาดคาด IMF ระบุนโยบายการเงินไทยควรผ่อนคลายเพิ่มเติม TISA ความสำเร็จจากญี่ปุ่นสู่ไทย

Core CPI สหรัฐฯ เร่งตัวขึ้น MoM ตามที่ตลาดคาด IMF ระบุนโยบายการเงินไทยควรผ่อนคลายเพิ่มเติม TISA ความสำเร็จจากญี่ปุ่นสู่ไทย

สรุปประเด็น Core CPI สหรัฐฯ เร่งตัวขึ้น MoM ตามตลาดคาด, IMFระบุนโยบายการเงินไทยควรผ่อนคลายเพิ่มเติม, วิเคราะห์ TISA

  • ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สหรัฐฯ เดือน ม.ค. เพิ่มขึ้น 0.17%MoM ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 0.3% และต่ำกว่า 0.3% เดือนก่อน หรือ เพิ่มขึ้น 2.4%YoY ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 2.5% และต่ำกว่า 2.7% เดือนก่อน ด้านดัชนี Core CPI (ไม่รวมอาหารและพลังงาน) เพิ่มขึ้น 0.3%MoM เท่ากับตลาดคาดแต่เร่งจาก 0.23% เดือนก่อน หรือเพิ่มขึ้น 2.5%YoY เท่ากับตลาดคาดและต่ำกว่า 2.6% เดือนก่อน
  • Core goods (ไม่รวมรถมือสอง) เพิ่มขึ้น 0.35%MoM สูงสุดตั้งแต่ต้นปี 2023 อาจสะท้อนการปรับราคาต้นปีและแรงกดดันจากภาษีนำเข้า โดยเฉพาะสินค้า electronics (+2.2%MoM)
  • Core services (ไม่รวม rent, OER และ airfare) เพิ่มขึ้น 0.39%MoM ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2025 ที่ 0.60%MoM สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อฝั่งบริการเริ่มชะลอ
  • ตลาดไม่ได้ตอบสนองกับตัวเลข CPI ที่ออกมาต่ำกว่าคาดมากนัก โดยมองโอกาสการลดดอกเบี้ยของ Fed ในเดือน มี.ค. ใกล้เคียงก่อนตัวเลขออกที่ราว 8% ทั้งนี้เรายังคงคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้งในปี 2026 โดยมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นในการประชุมเดือน มิ.ย. 2026 ตามเหตุผลใน Macro Making Sense (12 Feb)
  • IMF Article IV Consultation Thailand 2025 ชี้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลง ระบุนโยบายการเงินไทยควรผ่อนคลายเพิ่มเติม โดยรวม รายงานนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ low growth, low inflation, tight credit ซึ่งต้องอาศัยทั้ง monetary easing และ fiscal policy ที่มีคุณภาพควบคู่ structural reforms เพื่อหลีกเลี่ยงการชะลอตัวเชิงโครงสร้างในระยะกลาง
  • ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเผยพร้อมจะผลักดัน TISA (Thailand Individual Savings Account) มาช่วยกระส่งเสริมการออมและการลงทุน
  • เรามองว่า TISA จะเข้ามาช่วยปัญหาทางโครงสร้างหลายประการทั้งการสร้างความมั่งคั่งผ่านการย้ายเงินฝากมายัง financial assets , พัฒนาตลาดทุน, รองรับสังคมผู้สูงอายุในการด้านการลดภาระภาครัฐด้านสวัสดิการในอนาคต ทั้งนี้สิทธิประโยชน์ที่คาดว่าจะดึงดูดเงินออมของประชาชนให้มาลงทุนมากขึ้นคือ การหักลดหย่อนภาษีได้ 1.3 เท่า สำหรับผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ทำให้คาดว่าจะมีการย้ายเงินออมของผู้มีรายได้ปานกลางเข้ามาสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น และการยกเว้นภาษีเงินปันผลซึ่งจะสร้างความน่าดึงดูดต่อหุ้นที่มีปันผลสูงและมีความผันผวนต่ำ
  • ประกอบกับ ISA เป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ที่สามารถเพิ่มผู้ใช้ NISA เพิ่มขึ้นจาก 8.3 ล้านบัญชีในปี 2014 เป็น 25.6 ล้านบัญชีในปี 2024 รวมถึงเพิ่มสัดส่วนประชากรวัย 20s ที่ลงทุนเติบโตขึ้นจาก 13% ในปี 2016 สู่ 36% ในปี 2024
  • แม้ว่าในปัจจุบัน (15/02/2026) ยังไม่ได้ข้อสรุปของนโยบายที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามการออกแบบ TISA ในปัจจุบันยังถือว่ามีความท้าทายสำคัญ 3 ด้าน (1) ประเด็นตัวคูณภาษี 0.7 เท่าของผู้มีรายได้เกินกว่า 1.5 ล้านบาท อาจสร้างแรงต้านและลดแรงจูงใจออม รัฐอาจกำหนดสินทรัพย์เป้าหมายที่มีการลดหย่อนพิเศษ (เช่น ESG/โครงสร้างพื้นฐาน) เพื่อจูงใจการลงทุน (2) เงื่อนไขถอนอายุ 55 ปี อาจยาวเกินไปสำหรับวัยเริ่มทำงาน การลดระยะถือครองขั้นต่ำ (~5 ปี แบบ LTF เดิม) จะเพิ่มอัตราการเข้าร่วม (3) แรงจูงใจส่วนใหญ่ครอบคลุมเฉพาะผู้เสีย PIT ปัจจุบันแรงงานเสียภาษีเพียง ~4 ล้านจาก 40 ล้านคน รัฐอาจใช้กลไกสมทบเงิน (matching contribution) แบบ กอช. เพื่อจูงใจแรงงานนอกระบบและเพิ่มการเข้าถึงการออมและการลงทุนระยะยาว
Core CPI สหรัฐฯ เร่งตัวขึ้น MoM ตามที่ตลาดคาด IMF ระบุนโยบายการเงินไทยควรผ่อนคลายเพิ่มเติม TISA ความสำเร็จจากญี่ปุ่นสู่ไทย | Café Invest