Advantest Corporation (ADVANT23) คือผู้นำระดับโลกด้านเครื่องทดสอบชิปจากญี่ปุ่น ที่เติบโตจากผู้ผลิตเครื่องวัดอิเล็กทรอนิกส์เล็กๆ สู่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ด้วยฐานลูกค้าหลักอย่าง TSMC และ Samsung โครงสร้างรายได้หลักมาจากธุรกิจทดสอบเซมิคอนดักเตอร์กว่า 70% เสริมด้วยกลุ่ม mechatronics และบริการหลังการขาย จุดแข็งของบริษัทอยู่ที่การ integrate ผลิตภัณฑ์เครื่องทดสอบให้เป็นระบบครบวงจร (Integrated Test-Cell Solution) ที่สร้างรายได้ต่อเครื่องได้สูง พร้อมกลยุทธ์ Outpace the Core Market ที่เน้นนวัตกรรม การเชื่อมต่อระบบอัตโนมัติ และการขยายบริการใหม่ๆ ขณะที่ความเสี่ยงหลักยังอยู่ที่วัฏจักรอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ แต่ในระยะยาว Advantest ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการของชิป AI และการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก
แอดแวนเทสต์ (Advantest) เริ่มต้นจาก “ทาเคดะ ริเค็น” ผู้ผลิตเครื่องวัดอิเล็กทรอนิกส์ในเมืองโทะโยฮะชิ ก่อตั้งในปี 1954 ก่อนจะรวมกับโทชินโคเงียวในปี 1974 และรีแบรนด์เป็น Advantest Corporation เมื่อ 1 ตุลาคม 1985 และเข้าสู่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกชัดเจนตั้งแต่จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นโตเกียวในปี 1983 หลังจากนั้นในปี 1985 ขยายฐานไปต่างประเทศอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการตั้งบริษัทย่อยในสหรัฐฯ เยอรมนี สิงคโปร์ และไต้หวัน ขณะที่บริษัทในญี่ปุ่นเองก็เร่งเสริม R&D และการผลิต เปิดโรงงานกุนมะในปี 1984 ตามด้วยศูนย์วิจัยที่ไซตามะ โอโตเนะ และในปี 1996 ศูนย์ R&D กุนมะกลายเป็นโรงงานไอเดียที่เสริมสร้างนวัตกรรมสู่ธุรกิจทดสอบชิปอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2000 Advantest เดินหน้ากลยุทธ์สู่การเติบโตระดับโลกอย่างจริงจัง โดยจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ในปี 2001 เพื่อขยายฐานนักลงทุนต่างชาติ และเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน ในปีเดียวกัน บริษัทได้ลงทุนขยายศูนย์ R&D ที่จังหวัดกุนมะ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรมเครื่องทดสอบชิป ต่อมาในปี 2011 Advantest เข้าซื้อกิจการ Verigy จากสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน SoC Test Systems เสริมพอร์ตผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องทดสอบหน่วยความจำจนถึงระบบทดสอบขั้นสูงครบวงจร และในเดือนเมษายน 2022 บริษัทได้ปรับสถานะเข้าสู่ “Prime Market” ของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว สะท้อนบทบาทของ Advantest ในฐานะเสาหลักเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ที่เติบโตจากผู้ผลิตเครื่องมือวัดสู่ผู้นำนวัตกรรมการทดสอบชิปในระดับโลก
Advantest มีโครงสร้างรายได้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจ
กลุ่มธุรกิจหลักของ Advantest คือผลิตและจำหน่าย เครื่องทดสอบอัตโนมัติ (Automated Test Equipment - ATE) สำหรับตรวจสอบคุณภาพของชิปประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น SoC (System-on-Chip หรือ semiconductor แบบบูรณาการที่รวมวงจรอิเล็กทรอนิกส์หลายส่วน เช่น CPU, GPU, หน่วยความจำ, วงจรอนาล็อก และเซนเซอร์ ต่างๆ) หน่วยความจำ เซนเซอร์ภาพ ไดรเวอร์จอภาพ และอุปกรณ์กำลังไฟฟ้า (Power Devices)
ผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมตั้งแต่ เครื่องทดสอบหน่วยความจำแบบขนานความเร็วสูงและระบบ burn-in (การทดสอบความทนทานของชิปโดยเปิดให้ทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน) ไปจนถึง เครื่องทดสอบ SoC แบบ multi-site ที่รองรับอุปกรณ์ที่มีจำนวนขาสัญญาณ (pins) มาก รวมถึงเครื่องทดสอบเฉพาะทางสำหรับเซนเซอร์และอุปกรณ์ความถี่สูง ทั้งหมดได้รับการสนับสนุนด้วยงบวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เท่าทันกับเทคโนโลยีชิปที่ขนาดเล็กลงและซับซ้อนขึ้นอยู่เสมอ
ในเชิงพาณิชย์ ความต้องการในกลุ่มนี้จะเคลื่อนไหวตามรอบการลงทุน (Capex) ของลูกค้าและแนวโน้มตลาด เช่นตลาดคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน data center รถยนต์ไฟฟ้า และระบบการเชื่อมต่อความเร็วสูง โดยตลาดนี้มีผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย เช่น ผู้ผลิตชิปรายใหญ่และโรงงาน Foundry (โรงงานผลิตชิปให้คนอื่นตามแบบ) ดังนั้น การรักษาและขยายฐานลูกค้าหลักเช่น TSMC และ Samsung จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโต
ในกลุ่ม Mechatronics System ถือเป็นส่วนสนับสนุนรอบข้าง ของเครื่องทดสอบหลักของ Advantest โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ระบบทดสอบชิปทำงานได้ครบวงจรเช่น เครื่องจัดการทดสอบชิป (Test Handlers) และผลิตภัณฑ์ mechatronics อื่นๆ ที่ใช้ในการเคลื่อนย้าย จัดตำแหน่ง และควบคุมอุณหภูมิของอุปกรณ์ระหว่างการทดสอบ รวมถึง Device Interfaces ซึ่งเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อทางกายภาพระหว่างชิปกับเครื่องทดสอบ เพื่อให้การวัดผลมีความแม่นยำและเสถียรสูงสุด
งานผลิตในกลุ่มนี้ดำเนินการทั้งโดย Advantest เองและพันธมิตรภายนอกบางส่วน ส่วนงานขายใช้ทีมเดียวกับกลุ่ม Semiconductor & Component Test Systems ทำให้ยอดขายของทั้งสองฝ่ายเคลื่อนไหวสอดคล้องและส่งเสริมกันโดยตรง ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี (R&D) บริษัท Advantest เป็นผู้ดำเนินการหลัก เพื่อคงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี mechatronics ขั้นสูง
กลุ่มธุรกิจบริการและสนับสนุนอื่นๆ ของบริษัท เป็นส่วนที่ดูแลลูกค้าแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่โซลูชันทดสอบระดับระบบ (System-Level Test) สำหรับสินค้าต่างๆ เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์และ module (ชิ้นส่วนที่รวมเอาชิปหลายตัวเข้าด้วยกันในบอร์ดเดียว เพื่อให้พร้อมใช้งานในระบบใหญ่) ไปจนถึงบริการหลังการขาย การจำหน่ายวัสดุสิ้นเปลือง (consumables) อุปกรณ์มือสอง รวมถึงธุรกิจให้เช่าเครื่องทดสอบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ช่วยต่อยอดและดูแลลูกค้าในทุกขั้นตอนหลังการขาย เพื่อให้การใช้งานอุปกรณ์ของ Advantest ราบรื่นและคุ้มค่าที่สุด

ในส่วนของตลาด ATE Advantest มองเห็นโอกาสใหม่จากการผลิตชิปที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความซับซ้อนของชิปที่สูงขึ้น และความต้องการประสิทธิภาพที่แรงขึ้น เพื่อคว้าโอกาสนี้ บริษัทจึงมุ่งที่จะสร้างคุณค่าใหม่ให้ลูกค้าผ่านแนวคิด Automation of Test หรือการทำให้การทดสอบชิปมีประสิทธิภาพสูงสุด
Advantest ไม่ได้แค่พัฒนาเครื่องทดสอบให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์และโซลูชันต่างๆ ให้เข้าด้วยกัน รวมถึงการจับมือกับพันธมิตรภายนอก เพื่อให้เติบโตเร็วกว่าตลาดโดยรวม
เมื่อชิปยุคใหม่มีประสิทธิภาพสูงและซับซ้อนขึ้น ลูกค้าต้องการโซลูชันทดสอบที่ครบวงจรมากขึ้น Advantest จึงขยายเข้าสู่ธุรกิจ System-Level Test และอุปกรณ์เสริมการทดสอบ บริษัทยังใช้ฐานจำนวนเครื่องที่ติดตั้งทั่วโลกในการผลักดันบริการภาคสนาม (Field Service) และโซลูชันคลาวด์ Advantest Cloud Solutions™ พร้อมทีม Applied Research & Venture Team ที่ช่วยสร้างธุรกิจใหม่ๆ
Advantest ตั้งเป้าเป็นบริษัทที่มีประสิทธิภาพครบทุกด้าน ทั้งผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และการดำเนินงานภายใน โดยใช้เทคโนโลยีและความรู้ในองค์กร บริษัทเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Digital Transformation (DX) สร้างซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น ลงทุนในบุคลากร ผ่านการสรรหาคนเก่งและอบรมเพิ่มศักยภาพ รวมถึงใช้ AI และ Data Analytics เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในองค์กร
Advantest เชื่อว่าการสร้างคุณค่าระยะยาวต้องมาพร้อมความยั่งยืน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาล บริษัทจึงเดินหน้าด้วยแนวคิดที่จะเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ ทั้งการปฏิบัติตามกฎหมาย ธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง และการบริหารความเสี่ยงอย่างโปร่งใส นอกจากนี้ยังมุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรและค่านิยมร่วม (Shared Values) เพื่อให้พนักงานทุกคนมีจุดยืนเดียวกันในการขับเคลื่อนความยั่งยืน
เทียบกับ Teradyne (สหรัฐฯ): Teradyne เป็นผู้เล่น ATE ระดับโลกที่ธุรกิจภายใต้บริษัทที่กว้างกว่าการทดสอบชิปเพียงอย่างเดียว โครงสร้างธุรกิจแบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ Semiconductor Test, System Test (board/storage & defense/aerospace), Wireless Test (LitePoint) และ Robotics (Universal Robots, MiR) ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นต่อวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์ ขณะเดียวกันยังมีสายผลิตภัณฑ์ทดสอบ SoC ชั้นนำอย่าง UltraFLEX/UltraFLEXplus และซอฟต์แวร์ IG-XL ที่เน้น throughput (ประสิทธิภาพในการทดสอบที่สูงขึ้นทั้งด้านจำนวนชิปที่ทดสอบได้ต่อหน่วยเวลา และความเร็วในการพัฒนาและรันโปรแกรมทดสอบรุ่นใหม่) และความง่ายในการพัฒนาโปรแกรมใหม่ในอนาคต
ในทางกลับกัน Advantest วางตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ แบบเน้นลึกใน chain ทดสอบ ตั้งแต่ ATE สำหรับ SoC/Memory ไปจนถึงอุปกรณ์รอบเครื่อง (Mechatronics: test handlers และ device interfaces) รวมถึง System-Level Test (SLT) ซอฟต์แวร์ บริการ และวัสดุสิ้นเปลือง ทำให้ Advantest เป็นโซลูชันทดสอบครบวงจร (Integrated Test-Cell Solution) ที่สามารถสร้างรายได้ต่อการติดตั้งหนึ่งระบบได้สูงกว่า และขยับตัวสอดคล้องไปกับรอบการลงทุนของลูกค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ รายงานทางการของบริษัทระบุชัดว่า Teradyne คือคู่แข่งหลักโดยตรงในตลาด ATE (พร้อมผู้เล่นจีน/เกาหลี/สหรัฐฯ รายอื่นใน handlers/interfaces) ขณะเดียวกัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ Mechatronics และ System-Level Test (SLT) ของ Advantest ถูกออกแบบให้ทำงานเชื่อมโยงกับยอดขายเครื่องทดสอบหลักอย่างเป็นระบบ เสริมประสิทธิภาพและรายได้ต่อเนื่องจากการติดตั้งของลูกค้า ตอกย้ำความแตกต่างจาก Teradyne ซึ่งขยายธุรกิจไปสู่สาย Wireless, System Test และ Robotics เพื่อกระจายพอร์ตให้หลากหลายกว่า โดยสรุป Advantest เด่นในด้านความลึกและการบูรณาการในระบบทดสอบ ส่วน Teradyne โดดเด่นด้านการกระจายตัวของธุรกิจ
ในอนาคตระยะสั้น Advantest มองว่าความต้องการในตลาดเซมิคอนดักเตอร์จะยังคงขับเคลื่อนโดย ชิป AI เป็นหลัก จากการที่เทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้ในวงกว้างทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระบุว่าความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอกยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของค่าเงิน บริษัทจึงตั้งเป้าที่จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นในระยะกลางถึงยาว Advantest จะเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
ในเชิงกลยุทธ์ บริษัทได้ต่อยอดโปรเจค Grand Design หรือวิสัยทัศน์ระยะยาว ภายใต้เป้าหมาย การเป็นบริษัทโซลูชันทดสอบที่ได้รับความไว้วางใจและมีมูลค่าที่สุดใน supply chain เซมิคอนดักเตอร์ พร้อมมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจ เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ และโครงสร้างประชากร วิสัยทัศน์นี้เป็นกรอบสำคัญในการกำหนดทิศทางของบริษัทในระยะกลางและระยะยาว
รายได้ของ Advantest ผูกกับงบลงทุน (capex) ของผู้ผลิตชิปเป็นหลัก ซึ่งเปลี่ยนไปตามความต้องการชิปและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก เมื่อวงจรอุตสาหกรรมชะลอ การลดงบประมาณลงทุมจะส่งผลให้คำสั่งซื้อเครื่องทดสอบลดลงและเสี่ยงที่จะต้องลดราคาสินค้าในสต็อก ปัจจัยที่กระทบมีตั้งแต่สมาร์ตโฟน อุปกรณ์สวมใส่ เซิร์ฟเวอร์ data center ไปจนถึงยานยนต์ และการแพทย์
เพื่อลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของความต้องการในตลาด บริษัทได้ขยายไปธุรกิจใกล้เคียงใน supply chain ของเซมิคอนดักเตอร์ เช่น ออกแบบ ประเมินผล และ System-Level Test และใช้การผลิตแบบ outsource เพิ่ม และสร้างรายได้ประจำจากงานบริการให้กับลูกค้า
ยอดขายของ Advantest กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ส่งออกไปเอเชีย ไต้หวัน จีน เกาหลีใต้เป็นหลัก ซึ่งความขัดแย้งการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ทำให้มีมาตรการควบคุมส่งออก/นำเข้า ใบอนุญาต ภาษีตอบโต้ และประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ปัจจัยนี้อาจมีผลกระทบกับอุปสงค์แทรกแซงซัพพลายชิ้นส่วน และกำลังผลิตได้ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากวิกฤตการเมือง การเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษี ความยากในการบังคับใช้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตของประเทศคู่ค้าบางแห่งที่ยังไม่แข็งแรง บริษัทจึงเฝ้าติดตามความเสี่ยงทั่วโลกแบบเรียลไทม์ กระชับความสัมพันธ์ลูกค้า ซัพพลายเออร์ ผลักดันซัพพลายเชนที่โปร่งใส เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำสัญญาชิ้นส่วนเฉพาะทาง และกระจายช่องทางจัดซื้อ/ฐานการผลิต เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยการเมือง เศรษฐกิจจุดเดียว
ชิ้นส่วนสำคัญหลายรายการพึ่งผู้ขายรายเดียวหรือไม่กี่ราย และมักไม่ได้ทำสัญญาซื้อระยะยาว หากซัพพลายเออร์ส่งไม่ทัน หยุดผลิต หรือเจอภัยพิบัติ การหาอะไหล่ทดแทนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ส่งผลให้ส่งมอบเครื่องทดสอบไม่ทันเวลา เสี่ยงเสียลูกค้ารายใหญ่ ยกเลิกหรือเลื่อนออเดอร์ และกระทบส่วนแบ่งตลาดโดยตรง
สนใจลงทุนในหุ้น Advantest Corp. (ADVANT23, 6857.T) และหุ้นเติบโตอื่น ๆ เปิดประสบการณ์ลงทุนไร้ขีดจำกัดกับแอป InnovestX! เข้าถึง 23 ประเทศ 31 ตลาดทั่วโลกได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว เปิดบัญชีลงทุน
คลิกเลย! 👉 https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน