PDF Available  
Company History

ADVANT23 DR23 จาก InnovestX กับโอกาสลงทุน Advantest (6857.T): เสาหลักเทคโนโลยีทดสอบชิปญี่ปุ่น กับโอกาสเติบโตจากคลื่น AI ทั่วโลก

4 Nov 25 10:02 AM
สรุปสาระสำคัญ

Advantest Corporation (ADVANT23) คือผู้นำระดับโลกด้านเครื่องทดสอบชิปจากญี่ปุ่น ที่เติบโตจากผู้ผลิตเครื่องวัดอิเล็กทรอนิกส์เล็กๆ สู่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ด้วยฐานลูกค้าหลักอย่าง TSMC และ Samsung โครงสร้างรายได้หลักมาจากธุรกิจทดสอบเซมิคอนดักเตอร์กว่า 70% เสริมด้วยกลุ่ม mechatronics และบริการหลังการขาย จุดแข็งของบริษัทอยู่ที่การ integrate ผลิตภัณฑ์เครื่องทดสอบให้เป็นระบบครบวงจร (Integrated Test-Cell Solution) ที่สร้างรายได้ต่อเครื่องได้สูง พร้อมกลยุทธ์ Outpace the Core Market ที่เน้นนวัตกรรม การเชื่อมต่อระบบอัตโนมัติ และการขยายบริการใหม่ๆ ขณะที่ความเสี่ยงหลักยังอยู่ที่วัฏจักรอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ แต่ในระยะยาว Advantest ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการของชิป AI และการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก

ประวัติและวิวัฒนาการของ Advantest Corp.

 

แอดแวนเทสต์ (Advantest) เริ่มต้นจาก “ทาเคดะ ริเค็น” ผู้ผลิตเครื่องวัดอิเล็กทรอนิกส์ในเมืองโทะโยฮะชิ ก่อตั้งในปี 1954 ก่อนจะรวมกับโทชินโคเงียวในปี 1974 และรีแบรนด์เป็น Advantest Corporation เมื่อ 1 ตุลาคม 1985 และเข้าสู่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกชัดเจนตั้งแต่จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นโตเกียวในปี 1983 หลังจากนั้นในปี 1985 ขยายฐานไปต่างประเทศอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการตั้งบริษัทย่อยในสหรัฐฯ เยอรมนี สิงคโปร์ และไต้หวัน ขณะที่บริษัทในญี่ปุ่นเองก็เร่งเสริม R&D และการผลิต เปิดโรงงานกุนมะในปี 1984 ตามด้วยศูนย์วิจัยที่ไซตามะ โอโตเนะ และในปี 1996 ศูนย์ R&D กุนมะกลายเป็นโรงงานไอเดียที่เสริมสร้างนวัตกรรมสู่ธุรกิจทดสอบชิปอย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2000 Advantest เดินหน้ากลยุทธ์สู่การเติบโตระดับโลกอย่างจริงจัง โดยจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ในปี 2001 เพื่อขยายฐานนักลงทุนต่างชาติ และเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน ในปีเดียวกัน บริษัทได้ลงทุนขยายศูนย์ R&D ที่จังหวัดกุนมะ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรมเครื่องทดสอบชิป ต่อมาในปี 2011 Advantest เข้าซื้อกิจการ Verigy จากสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน SoC Test Systems เสริมพอร์ตผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องทดสอบหน่วยความจำจนถึงระบบทดสอบขั้นสูงครบวงจร และในเดือนเมษายน 2022 บริษัทได้ปรับสถานะเข้าสู่ “Prime Market” ของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว สะท้อนบทบาทของ Advantest ในฐานะเสาหลักเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ที่เติบโตจากผู้ผลิตเครื่องมือวัดสู่ผู้นำนวัตกรรมการทดสอบชิปในระดับโลก

 

โครงสร้างรายได้และธุรกิจหลัก

 

Advantest มีโครงสร้างรายได้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจ

 

  1. กลุ่มธุรกิจ Semiconductor and Component Test System - 76.7% ของรายได้รวม

กลุ่มธุรกิจหลักของ Advantest คือผลิตและจำหน่าย เครื่องทดสอบอัตโนมัติ (Automated Test Equipment - ATE) สำหรับตรวจสอบคุณภาพของชิปประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น SoC (System-on-Chip หรือ semiconductor แบบบูรณาการที่รวมวงจรอิเล็กทรอนิกส์หลายส่วน เช่น CPU, GPU, หน่วยความจำ, วงจรอนาล็อก และเซนเซอร์ ต่างๆ)  หน่วยความจำ เซนเซอร์ภาพ ไดรเวอร์จอภาพ และอุปกรณ์กำลังไฟฟ้า (Power Devices)


ผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมตั้งแต่ เครื่องทดสอบหน่วยความจำแบบขนานความเร็วสูงและระบบ burn-in (การทดสอบความทนทานของชิปโดยเปิดให้ทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน) ไปจนถึง เครื่องทดสอบ SoC แบบ multi-site ที่รองรับอุปกรณ์ที่มีจำนวนขาสัญญาณ (pins) มาก รวมถึงเครื่องทดสอบเฉพาะทางสำหรับเซนเซอร์และอุปกรณ์ความถี่สูง ทั้งหมดได้รับการสนับสนุนด้วยงบวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เท่าทันกับเทคโนโลยีชิปที่ขนาดเล็กลงและซับซ้อนขึ้นอยู่เสมอ


ในเชิงพาณิชย์ ความต้องการในกลุ่มนี้จะเคลื่อนไหวตามรอบการลงทุน (Capex) ของลูกค้าและแนวโน้มตลาด เช่นตลาดคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน data center รถยนต์ไฟฟ้า และระบบการเชื่อมต่อความเร็วสูง โดยตลาดนี้มีผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย เช่น ผู้ผลิตชิปรายใหญ่และโรงงาน Foundry (โรงงานผลิตชิปให้คนอื่นตามแบบ) ดังนั้น การรักษาและขยายฐานลูกค้าหลักเช่น TSMC และ Samsung จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโต

 

  1. กลุ่มธุรกิจ Mechatronics System Segment – 9.4% ของรายได้รวม

ในกลุ่ม Mechatronics System ถือเป็นส่วนสนับสนุนรอบข้าง ของเครื่องทดสอบหลักของ Advantest โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ระบบทดสอบชิปทำงานได้ครบวงจรเช่น เครื่องจัดการทดสอบชิป (Test Handlers) และผลิตภัณฑ์ mechatronics อื่นๆ ที่ใช้ในการเคลื่อนย้าย จัดตำแหน่ง และควบคุมอุณหภูมิของอุปกรณ์ระหว่างการทดสอบ รวมถึง Device Interfaces ซึ่งเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อทางกายภาพระหว่างชิปกับเครื่องทดสอบ เพื่อให้การวัดผลมีความแม่นยำและเสถียรสูงสุด

 

งานผลิตในกลุ่มนี้ดำเนินการทั้งโดย Advantest เองและพันธมิตรภายนอกบางส่วน ส่วนงานขายใช้ทีมเดียวกับกลุ่ม Semiconductor & Component Test Systems ทำให้ยอดขายของทั้งสองฝ่ายเคลื่อนไหวสอดคล้องและส่งเสริมกันโดยตรง ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี (R&D) บริษัท Advantest เป็นผู้ดำเนินการหลัก เพื่อคงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี mechatronics ขั้นสูง

 

  1. กลุ่มธุรกิจ Services, Support and Others Segment – 13.9% ของรายได้รวม

กลุ่มธุรกิจบริการและสนับสนุนอื่นๆ ของบริษัท เป็นส่วนที่ดูแลลูกค้าแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่โซลูชันทดสอบระดับระบบ (System-Level Test) สำหรับสินค้าต่างๆ เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์และ module (ชิ้นส่วนที่รวมเอาชิปหลายตัวเข้าด้วยกันในบอร์ดเดียว เพื่อให้พร้อมใช้งานในระบบใหญ่) ไปจนถึงบริการหลังการขาย การจำหน่ายวัสดุสิ้นเปลือง (consumables) อุปกรณ์มือสอง รวมถึงธุรกิจให้เช่าเครื่องทดสอบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ช่วยต่อยอดและดูแลลูกค้าในทุกขั้นตอนหลังการขาย เพื่อให้การใช้งานอุปกรณ์ของ Advantest ราบรื่นและคุ้มค่าที่สุด

 

Screenshot-2025-11-04-100837.png

 

กลยุทธ์การเติบโตและจุดแข็งที่โดดเด่น

 

  1. โตให้แซงตลาดหลัก (Outpace the Core Market)

ในส่วนของตลาด ATE Advantest มองเห็นโอกาสใหม่จากการผลิตชิปที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความซับซ้อนของชิปที่สูงขึ้น และความต้องการประสิทธิภาพที่แรงขึ้น เพื่อคว้าโอกาสนี้ บริษัทจึงมุ่งที่จะสร้างคุณค่าใหม่ให้ลูกค้าผ่านแนวคิด Automation of Test หรือการทำให้การทดสอบชิปมีประสิทธิภาพสูงสุด


Advantest ไม่ได้แค่พัฒนาเครื่องทดสอบให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์และโซลูชันต่างๆ ให้เข้าด้วยกัน รวมถึงการจับมือกับพันธมิตรภายนอก เพื่อให้เติบโตเร็วกว่าตลาดโดยรวม

 

  1. ขยายธุรกิจรอบข้างและธุรกิจใหม่ (Expand Adjacently / New Businesses)

เมื่อชิปยุคใหม่มีประสิทธิภาพสูงและซับซ้อนขึ้น ลูกค้าต้องการโซลูชันทดสอบที่ครบวงจรมากขึ้น Advantest จึงขยายเข้าสู่ธุรกิจ System-Level Test และอุปกรณ์เสริมการทดสอบ บริษัทยังใช้ฐานจำนวนเครื่องที่ติดตั้งทั่วโลกในการผลักดันบริการภาคสนาม (Field Service) และโซลูชันคลาวด์ Advantest Cloud Solutions™ พร้อมทีม Applied Research & Venture Team ที่ช่วยสร้างธุรกิจใหม่ๆ

 

  1. ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Drive Operational Excellence)

Advantest ตั้งเป้าเป็นบริษัทที่มีประสิทธิภาพครบทุกด้าน ทั้งผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และการดำเนินงานภายใน โดยใช้เทคโนโลยีและความรู้ในองค์กร บริษัทเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Digital Transformation (DX) สร้างซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น ลงทุนในบุคลากร ผ่านการสรรหาคนเก่งและอบรมเพิ่มศักยภาพ รวมถึงใช้ AI และ Data Analytics เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในองค์กร

 

  1. สร้างความยั่งยืนให้มั่นคง (Enhance Sustainability)

Advantest เชื่อว่าการสร้างคุณค่าระยะยาวต้องมาพร้อมความยั่งยืน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาล บริษัทจึงเดินหน้าด้วยแนวคิดที่จะเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ ทั้งการปฏิบัติตามกฎหมาย ธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง และการบริหารความเสี่ยงอย่างโปร่งใส นอกจากนี้ยังมุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรและค่านิยมร่วม (Shared Values) เพื่อให้พนักงานทุกคนมีจุดยืนเดียวกันในการขับเคลื่อนความยั่งยืน

 

เปรียบเทียบกับคู่แข่งระดับโลก

 

เทียบกับ Teradyne (สหรัฐฯ): Teradyne เป็นผู้เล่น ATE ระดับโลกที่ธุรกิจภายใต้บริษัทที่กว้างกว่าการทดสอบชิปเพียงอย่างเดียว โครงสร้างธุรกิจแบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ Semiconductor Test, System Test (board/storage & defense/aerospace), Wireless Test (LitePoint) และ Robotics (Universal Robots, MiR) ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นต่อวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์ ขณะเดียวกันยังมีสายผลิตภัณฑ์ทดสอบ SoC ชั้นนำอย่าง UltraFLEX/UltraFLEXplus และซอฟต์แวร์ IG-XL ที่เน้น throughput (ประสิทธิภาพในการทดสอบที่สูงขึ้นทั้งด้านจำนวนชิปที่ทดสอบได้ต่อหน่วยเวลา และความเร็วในการพัฒนาและรันโปรแกรมทดสอบรุ่นใหม่) และความง่ายในการพัฒนาโปรแกรมใหม่ในอนาคต

 

ในทางกลับกัน Advantest วางตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ แบบเน้นลึกใน chain ทดสอบ ตั้งแต่ ATE สำหรับ SoC/Memory ไปจนถึงอุปกรณ์รอบเครื่อง (Mechatronics: test handlers และ device interfaces) รวมถึง System-Level Test (SLT) ซอฟต์แวร์ บริการ และวัสดุสิ้นเปลือง ทำให้ Advantest เป็นโซลูชันทดสอบครบวงจร (Integrated Test-Cell Solution) ที่สามารถสร้างรายได้ต่อการติดตั้งหนึ่งระบบได้สูงกว่า และขยับตัวสอดคล้องไปกับรอบการลงทุนของลูกค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ รายงานทางการของบริษัทระบุชัดว่า Teradyne คือคู่แข่งหลักโดยตรงในตลาด ATE (พร้อมผู้เล่นจีน/เกาหลี/สหรัฐฯ รายอื่นใน handlers/interfaces) ขณะเดียวกัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ Mechatronics และ System-Level Test (SLT) ของ Advantest ถูกออกแบบให้ทำงานเชื่อมโยงกับยอดขายเครื่องทดสอบหลักอย่างเป็นระบบ เสริมประสิทธิภาพและรายได้ต่อเนื่องจากการติดตั้งของลูกค้า ตอกย้ำความแตกต่างจาก Teradyne ซึ่งขยายธุรกิจไปสู่สาย Wireless, System Test และ Robotics เพื่อกระจายพอร์ตให้หลากหลายกว่า โดยสรุป Advantest เด่นในด้านความลึกและการบูรณาการในระบบทดสอบ ส่วน Teradyne โดดเด่นด้านการกระจายตัวของธุรกิจ

 

อนาคตและโอกาสของของ Advantest Corp.

 

ในอนาคตระยะสั้น Advantest มองว่าความต้องการในตลาดเซมิคอนดักเตอร์จะยังคงขับเคลื่อนโดย ชิป AI เป็นหลัก จากการที่เทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้ในวงกว้างทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระบุว่าความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอกยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของค่าเงิน บริษัทจึงตั้งเป้าที่จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นในระยะกลางถึงยาว Advantest จะเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

 

ในเชิงกลยุทธ์ บริษัทได้ต่อยอดโปรเจค Grand Design หรือวิสัยทัศน์ระยะยาว ภายใต้เป้าหมาย การเป็นบริษัทโซลูชันทดสอบที่ได้รับความไว้วางใจและมีมูลค่าที่สุดใน supply chain เซมิคอนดักเตอร์ พร้อมมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจ เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ และโครงสร้างประชากร วิสัยทัศน์นี้เป็นกรอบสำคัญในการกำหนดทิศทางของบริษัทในระยะกลางและระยะยาว

 

ความท้าทายและความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

 

  1. วัฏจักรอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และความผันผวนของความต้องการในตลาด

รายได้ของ Advantest ผูกกับงบลงทุน (capex) ของผู้ผลิตชิปเป็นหลัก ซึ่งเปลี่ยนไปตามความต้องการชิปและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก เมื่อวงจรอุตสาหกรรมชะลอ การลดงบประมาณลงทุมจะส่งผลให้คำสั่งซื้อเครื่องทดสอบลดลงและเสี่ยงที่จะต้องลดราคาสินค้าในสต็อก ปัจจัยที่กระทบมีตั้งแต่สมาร์ตโฟน อุปกรณ์สวมใส่ เซิร์ฟเวอร์ data center ไปจนถึงยานยนต์ และการแพทย์

 

เพื่อลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของความต้องการในตลาด บริษัทได้ขยายไปธุรกิจใกล้เคียงใน supply chain ของเซมิคอนดักเตอร์ เช่น ออกแบบ ประเมินผล และ System-Level Test และใช้การผลิตแบบ outsource เพิ่ม และสร้างรายได้ประจำจากงานบริการให้กับลูกค้า

 

  1. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และการทำธุรกิจต่างประเทศ

ยอดขายของ Advantest กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ส่งออกไปเอเชีย ไต้หวัน จีน เกาหลีใต้เป็นหลัก ซึ่งความขัดแย้งการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ทำให้มีมาตรการควบคุมส่งออก/นำเข้า ใบอนุญาต ภาษีตอบโต้ และประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ปัจจัยนี้อาจมีผลกระทบกับอุปสงค์แทรกแซงซัพพลายชิ้นส่วน และกำลังผลิตได้ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากวิกฤตการเมือง การเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษี ความยากในการบังคับใช้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตของประเทศคู่ค้าบางแห่งที่ยังไม่แข็งแรง บริษัทจึงเฝ้าติดตามความเสี่ยงทั่วโลกแบบเรียลไทม์ กระชับความสัมพันธ์ลูกค้า ซัพพลายเออร์ ผลักดันซัพพลายเชนที่โปร่งใส เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำสัญญาชิ้นส่วนเฉพาะทาง และกระจายช่องทางจัดซื้อ/ฐานการผลิต เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยการเมือง เศรษฐกิจจุดเดียว

 

  1. ความเสี่ยงซัพพลายเชน

ชิ้นส่วนสำคัญหลายรายการพึ่งผู้ขายรายเดียวหรือไม่กี่ราย และมักไม่ได้ทำสัญญาซื้อระยะยาว หากซัพพลายเออร์ส่งไม่ทัน หยุดผลิต หรือเจอภัยพิบัติ การหาอะไหล่ทดแทนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ส่งผลให้ส่งมอบเครื่องทดสอบไม่ทันเวลา เสี่ยงเสียลูกค้ารายใหญ่ ยกเลิกหรือเลื่อนออเดอร์ และกระทบส่วนแบ่งตลาดโดยตรง

 

 

สนใจลงทุนในหุ้น Advantest Corp. (ADVANT23, 6857.T) และหุ้นเติบโตอื่น ๆ เปิดประสบการณ์ลงทุนไร้ขีดจำกัดกับแอป InnovestX! เข้าถึง 23 ประเทศ 31 ตลาดทั่วโลกได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว เปิดบัญชีลงทุน

 

คลิกเลย! 👉 https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b

 

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5