PDF Available  
Company History

KEYENCE23 DR23 จาก InnovestX กับโอกาสลงทุน Keyence (6861.T): ผู้นำระบบอัตโนมัติโลกจากญี่ปุ่น ที่เติบโตด้วยนวัตกรรมและโมเดลธุรกิจ Fabless

5 Nov 25 9:22 AM
สรุปสาระสำคัญ

Keyence Corp. (KEYENCE23) เริ่มจากบริษัทเซนเซอร์ก่อนพัฒนาเป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกด้าน ระบบอัตโนมัติในโรงงาน (Industrial Automation) ด้วยแนวคิด “แก้ปัญหาหน้างานจริงเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า” บริษัทดำเนินธุรกิจแบบ Fabless มุ่งวิจัยและออกแบบผลิตภัณฑ์ พร้อมระบบขาย (Direct Sales) ที่วิศวกรเข้าพบลูกค้าโดยตรง ปัจจุบัน Keyence มีฐานลูกค้ากว่า 350,000 รายใน 110 ประเทศ และสร้างรายได้กว่า 65% จากต่างประเทศ จุดแข็งอยู่ที่นวัตกรรมระดับ “World’s First” กว่า 70% ของสินค้า และยอดขายจากสินค้าใหม่ราว 30% ต่อปี หนุนด้วยเครือข่ายโลจิสติกส์จัดส่งวันเดียวในหลายประเทศทั่วโลก Keyence จึงเป็นหุ้นคุณภาพที่เติบโตต่อเนื่องจากความต้องการระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมยุคใหม่

ประวัติและวิวัฒนาการของ Keyence Corp.

จาก “บริษัทเซนเซอร์” ในโอซาก้าปี 1974 สู่ยักษ์ใหญ่  industrial automation หรือ ระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม ที่นักลงทุนยกให้เป็นหุ้นคุณภาพ เส้นทางของ Keyence คือตัวอย่างของการ “นำปัญหาหน้างานไปออกแบบสินค้าเพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าสูงสุด” เริ่มจากความเชี่ยวชาญด้าน Sensing ก่อนต่อยอดไปยังสินค้ากลุ่ม ชุดโซลูชันครบวงจร อาทิเช่น เซนเซอร์/มิเตอร์วัดความแม่นยำสูง, Machine Vision Systems, เลเซอร์มาร์กเกอร์ ไปจนถึงดิจิทัลไมโครสโคป การที่สินค้าของบริษัทกว่า 70% เป็นเทคโนโลยีที่บุกเบิกเป็น


รายแรกของโลกหรือรายแรกในอุตสาหกรรมนั้น ไม่ใช่บังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของการวิจัยและพัฒนาเข้มข้นและการขายแบบ “ลงไซต์จริง” ที่วิศวกรฝ่ายขายของบริษัทเข้าไปแก้โจทย์ในสายการผลิตให้ลูกค้าถึงที่ พร้อมโครงข่ายโลจิสติกส์ส่งของ “วันเดียวถึง” จากคลังในหลายประเทศ ทำให้การเติบโตของ Keyence เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง จากผู้นำด้าน Sensing สู่หลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตั้งแต่งานวิจัยจนถึงสายการผลิตและยังมีส่วนแบ่ยอดขายจากสินค้าใหม่ ราว 30% สม่ำเสมอ หนุนด้วยฐานลูกค้ากว่า 350,000 รายในราว 110 ประเทศ

 

โครงสร้างรายได้และธุรกิจหลัก

แม้ Keyence จะรายงานผลประกอบการเป็น “ธุรกิจเดียว (Single Segment)” หรือเป็นผู้จำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประยุกต์ (Electronic Application Equipment) แต่ในเชิงผลิตภัณฑ์จริง บริษัทมีกลุ่มสินค้าที่ครอบคลุมเกือบทุกมิติของระบบอัตโนมัติในโรงงาน

กลุ่มสินค้าของ Keyence ได้แก่

  • Sensing Devices – เซนเซอร์ตรวจจับและควบคุมอัตโนมัติ
  • Measuring Instruments – เครื่องมือวัดความแม่นยำระดับไมครอน
  • Machine Vision Systems – ระบบกล้องและซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพอัตโนมัติ
  • Laser Markers / Code Readers – เครื่องมาร์กด้วยเลเซอร์หรือการทำเครื่องหมายถาวรบนผลิตภัณฑ์และเครื่องอ่านบาร์โค้ด
  • Digital Microscopes – กล้องจุลทรรศน์ดิจิทัลสำหรับการวิจัยและพัฒนาและงานควบคุมคุณภาพ

โครงสร้างรายได้โดยประมาณแบ่งได้เป็น 2 ส่วน

  • รายได้จากต่างประเทศ-  65% ของรายได้รวม ทั้งตลาดเอเชีย จีน สหรัฐฯ และยุโรป
  • รายได้จากในญี่ปุ่น- 35% ของรายได้รวม

 

Screenshot-2025-11-05-092730.png

 

กลยุทธ์การเติบโตและจุดแข็งที่โดดเด่น

  1. โมเดลธุรกิจแบบ Fabless และ Direct Sales

Keyence ใช้โมเดล Fabless คือไม่ตั้งโรงงานผลิตเอง แต่มุ่งเน้นที่การออกแบบ วิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ แล้วส่งให้ผู้ผลิตภายนอก (Contract Manufacturers) ประกอบตามมาตรฐานที่กำหนด สิ่งนี้ช่วยให้บริษัทลดต้นทุนคงที่และปรับตัวได้เร็วต่อภาวะตลาด

แต่จุดแข็งที่แท้จริงอยู่ที่ ระบบขาย (Direct Sales System) โดยวิศวกรฝ่ายขายของ Keyence จะลงพื้นที่จริง เข้าไปถึงหน้างานของลูกค้า (on-site) เพื่อสาธิตและแก้ปัญหา ทำให้บริษัทไม่เพียงแค่ “ขายสินค้า” แต่ “ขายโซลูชัน” ที่ตอบปัญหาหน้างานได้แบบเฉพาะตัว แนวทางนี้ช่วยให้ Keyence เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งและการเสริมความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างใกล้ชิด

 

  1. บริษัทนวัตกรรมที่มี “World’s First” คือมาตรฐาน

กว่า 70% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เป็นนวัตกรรมที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลกหรือครั้งแรกในอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เป็นผลจากการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง

แนวคิดนี้ทำให้บริษัทมีสัดส่วน ยอดขายจากสินค้าใหม่ ราว 30% ของรายได้รวมทุกปี ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการพัฒนาและปรับพอร์ตผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

 

  1. เครือข่ายโลจิสติกส์ระดับโลก จัดส่งรวดเร็วภายในวันเดียว

Keyence รู้ดีว่า “เวลาของโรงงานคือเงิน” จึงลงทุนในระบบกระจายสินค้า (logistics network) ที่ครอบคลุมกว่า 44 ประเทศทั่วโลก โดยสามารถจัดส่งสินค้าได้ภายในวันเดียว สำหรับผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ สิ่งนี้กลายเป็นจุดแข็งสำคัญในตลาดระบบอัตโนมัติในโรงงาน เพราะลูกค้าทั่วโลกมั่นใจได้ว่าสายการผลิตจะไม่ต้องหยุดรออะไหล่

 

  1. ฐานลูกค้ากว้าง กระจายความเสี่ยงดีเยี่ยม

ปัจจุบัน Keyence ให้บริการลูกค้ามากกว่า 350,000 รายในกว่า 110 ประเทศ ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม การกระจายตัวนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง และเปิดทางให้บริษัทสามารถเติบโตไปพร้อมกับทุกคลื่นของการเปลี่ยนแปลงในโลกอุตสาหกรรมอัตโนมัติ

 

เปรียบเทียบกับคู่แข่งระดับโลก

เทียบกับ Cognex Corporation (CGNX) ใน อเมริกา: Cognex เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่เชี่ยวชาญด้าน Machine Vision และระบบตรวจสอบอัตโนมัติ (Automation Inspection Systems) ซึ่งช่วยให้เครื่องจักรทำงานและประมวลผลได้เอง ผ่านกล้องอุตสาหกรรมและซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพขั้นสูง จุดแข็งของ Cognex อยู่ที่เทคโนโลยี Deep Learning และฐานลูกค้าอุตสาหกรรมที่เหนียวแน่นในตลาดสหรัฐฯ ขณะที่ Keyence มีความได้เปรียบจากพอร์ตสินค้าที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่เซนเซอร์ เครื่องมือวัด เลเซอร์มาร์กเกอร์ ไปจนถึงไมโครสโคป อีกทั้งยังมีระบบขายที่เข้าถึงหน้างานลูกค้าโดยตรง ทำให้สามารถนำเสนอโซลูชันแบบครบวงจร ตอบโจทย์การผลิตได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

 

เปรียบเทียบกับธุรกิจในประเทศไทย

เทียบกับ บริษัท พัฒน์กล จำกัด (มหาชน) (PK): บริษัท พัฒน์กล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำด้าน เครื่องจักรและระบบทำความเย็นอุตสาหกรรมครบวงจรของไทย ที่เชี่ยวชาญการออกแบบ ผลิต และติดตั้งระบบในลักษณะ Turnkey Solution ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องทำน้ำแข็ง เครื่องแปรรูปอาหาร ไปจนถึงระบบทำความเย็นในโรงงานอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่ Keyence จากญี่ปุ่น เป็นบริษัท Fabless ที่ไม่ผลิตเอง แต่เน้นออกแบบและวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติในโรงงาน จุดร่วมของทั้งสองคือการเป็น โซลูชันเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมและการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าผ่านบริการเฉพาะทาง แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ Keyence สร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีอัตโนมัติระดับโลก ขณะที่ PK สร้างคุณค่าจากความเชี่ยวชาญเชิงวิศวกรรมและการให้บริการแบบครบวงจรในภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

 

อนาคตและโอกาสของ Keyence Corp.

แม้เศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน แต่คลื่นเทคโนโลยีใหม่กำลังกลายเป็นแรงส่งสำคัญให้ Keyence เร่งขยายการเติบโตในระดับโลก บริษัทมองเห็นโอกาสจากความต้องการระบบอัตโนมัติ, ระบบควบคุมคุณภาพและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่เพิ่มขึ้นในทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก Keyence เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยผสานเทคโนโลยี AI, Vision System และ Sensor รุ่นใหม่ เข้ากับกลยุทธ์ขาย (Direct Sales) ที่สร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับลูกค้าทั่วโลก พร้อมขยายฐานธุรกิจในตลาดต่างประเทศ เพื่อผลักดันการเติบโตระยะกลางถึงยาวอย่างยั่งยืน

 

ความท้าทายและความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

Keyence เผชิญความท้าทายจากทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน ท่ามกลางความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ที่อาจเกิดจากนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายของประเทศอื่น ๆ ซึ่งอาจชะลอการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงความผันผวนของค่าเงิน ที่ส่งผลโดยตรงต่อรายได้กว่า 35% จากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน การขยายธุรกิจไปยังหลายภูมิภาคทั่วโลกก็ต้องเผชิญความเสี่ยงด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ กฎระเบียบ และความแตกต่างของสภาวะเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค นอกจากนี้ ยังรวมถึงคุณภาพสินค้าและประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน ที่หากเกิดความล่าช้าหรือปัญหาการผลิต จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของลูกค้าโดยตรง

 

 

 

สนใจลงทุนในหุ้น Keyence Corp (KEYENCE23, 6861.T) และหุ้นเติบโตอื่น ๆ เปิดประสบการณ์ลงทุนไร้ขีดจำกัดกับแอป InnovestX! เข้าถึง 23 ประเทศ 31 ตลาดทั่วโลกได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว เปิดบัญชีลงทุน

 

คลิกเลย! 👉 https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b

 

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5