SAP SE (SAP) บริษัทซอฟต์แวร์ชั้นนำระดับโลกจากเยอรมนีที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE: SAP) กำลังเป็นที่จับตามองของนักลงทุนทั่วโลก ด้วยความเป็นผู้นำด้านระบบการบริหารจัดการองค์กร (Enterprise Resource Planning: ERP) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคคลาวด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง บริษัทแห่งนี้ครองใจองค์กรยักษ์ใหญ่กว่า 400,000 แห่งใน 180 ประเทศ โดยมีส่วนแบ่งรายได้ที่คาดเดาได้ (Predictable Revenue) สูงถึง 86% ซึ่งทำให้ธุรกิจมีความมั่นคงแม้ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน นอกจากนี้ SAP ยังเป็นผู้บุกเบิกการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในระบบธุรกิจ ช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับตัวรับมือกับวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว
SAP ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1972 โดยวิศวกร IBM ห้าคนในเมือง Mannheim ประเทศเยอรมนี ด้วยเป้าหมายในการสร้างซอฟต์แวร์ธุรกิจมาตรฐานที่ทำงานแบบเรียลไทม์ ผลิตภัณฑ์แรกของบริษัทคือระบบบัญชีการเงินที่จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ล้ำสมัยในขณะนั้น และกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบ ERP แบบครบวงจรในปัจจุบัน
ในช่วงทศวรรษ 1980 SAP เปิดตัว SAP R/2 สำหรับคอมพิวเตอร์เมนเฟรม ก่อนจะมีการปฏิวัติครั้งใหญ่ด้วยการเปิดตัว SAP R/3 ในปี 1992 ที่ใช้เทคโนโลยี client-server และระบบเปิด ทำให้เข้าถึงตลาดได้กว้างขวางยิ่งขึ้น บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเมื่อปี 1988 เพื่อหาเงินทุนขยายธุรกิจระดับโลก
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา SAP ได้วิวัฒนาการจากระบบ ERP แบบติดตั้งในองค์กร (On-premises) สู่แพลตฟอร์มคลาวด์อย่าง SAP S/4HANA ที่ผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเช่น AI และ Machine Learning ปัจจุบัน SAP เป็นหนึ่งในบริษัทซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและยังคงเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลสำหรับธุรกิจทั่วโลก
SAP มีโครงสร้างรายได้ที่กระจายความเสี่ยงได้ดี แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
ธุรกิจบริการคลาวด์ที่เป็นแกนหลักของการเติบโต แบ่งเป็น SaaS/PaaS และ Cloud ERP Suite ที่ครอบคลุมระบบ ERP แบบคลาวด์, SAP Business Technology Platform, และโซลูชัน AI ขั้นสูง กลุ่มธุรกิจนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงต่อเนื่องจากเทรนด์การย้ายสู่คลาวด์ขององค์กรทั่วโลกและความต้องการระบบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
ธุรกิจการให้บริการบำรุงรักษาซอฟต์แวร์สำหรับลูกค้าที่ใช้ระบบแบบเดิม ซึ่งให้กระแสเงินสดที่คงที่และคาดเดาได้ แม้จะมีการลดลงตามธรรมชาติเมื่อลูกค้าย้ายไปใช้คลาวด์ แต่ยังคงเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญในระยะกลาง
ธุรกิจให้คำปรึกษาและบริการติดตั้งระบบ ช่วยลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใหม่และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี SAP ได้อย่างเต็มศักยภาพ กลุ่มธุรกิจนี้มีแนวโน้มเติบโตจากความซับซ้อนของการย้ายระบบสู่คลาวด์ที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ธุรกิจขายลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์แบบเดิมที่ติดตั้งในองค์กร ซึ่งมีแนวโน้มลดลงตามกลยุทธ์ของบริษัทที่มุ่งเน้นไปที่บริการคลาวด์
โครงสร้างรายได้ที่กระจายตัวนี้ช่วยให้ SAP มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวเมื่อเผชิญกับความผันผวนในแต่ละตลาด โดยเฉพาะส่วนแบ่งรายได้ที่คาดเดาได้สูงถึง 86% ทำให้ธุรกิจมีความมั่นคงแม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
SAP วางกลยุทธ์การเติบโตที่ชัดเจนผ่านการผลักดันลูกค้าให้ย้ายจากระบบเก่าสู่ SAP S/4HANA บนคลาวด์ ด้วยแพ็กเกจ "RISE with SAP" ที่รวมทุกบริการเอาไว้ในที่เดียว ช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนผ่านได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น จุดแข็งหลักของ SAP คือการมีฐานลูกค้าองค์กรใหญ่ที่มั่นคงและติดใช้ระบบมายาวนาน ทำให้มี Switching Cost สูงและสร้างรายได้แบบคงที่
บริษัทมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผสาน AI เข้ากับระบบ ERP ผ่าน SAP Business AI และ SAP Business Technology Platform ที่ช่วยให้ลูกค้าวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด นอกจากนี้ SAP ยังมีระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขาย ไปจนถึงการให้บริการหลังการขาย ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แบบครบวงจร
เทียบกับ Oracle (ORCL)ในสหรัฐอเมริกา: Oracle Corporation บริษัทเทคโนโลยี ก่อตั้งในปี 1977 โดย Larry Ellison และทีมงาน เป็นผู้นำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลและโซลูชันระบบคลาวด์ ปัจจุบัน Oracle พัฒนาแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมตั้งแต่ Infrastructure-as-a-Service (IaaS), Platform-as-a-Service (PaaS) จนถึง Software-as-a-Service (SaaS) โดยมุ่งให้บริการแก่ธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วโลก
ทั้ง Oracle และ SAP ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์องค์กร มีเป้าหมายคล้ายกันคือการช่วยให้องค์กรเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านโซลูชันดิจิทัล โดยทั้งสองบริษัทแข่งขันกันในกลุ่มลูกค้าองค์กรระดับโลก และมีความแข็งแกร่งในโซลูชันระบบคลาวด์ ERP และฐานข้อมูล ทั้งยังลงทุนต่อเนื่องใน AI, analytics และความปลอดภัยไซเบอร์เพื่อรักษาความได้เปรียบในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ความแตกต่างหลักอยู่ที่โฟกัสผลิตภัณฑ์และแนวทางการเติบโต Oracle เน้นบริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่ผสานฐานข้อมูลแบบดั้งเดิมกับระบบ AI-driven และเน้นการควบรวมกิจการเพื่อขยายผลิตภัณฑ์ เช่น การเข้าซื้อ Cerner ด้าน healthcare IT ขณะที่ SAP มุ่งเน้นการเติบโตแบบยั่งยืนผ่านการพัฒนาซอฟต์แวร์ ERP เชิงลึก โดยเฉพาะ SAP S/4HANA และการผลักดันโมเดล Cloud Subscription ที่สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านองค์กรดิจิทัล ท่ามกลางโครงสร้างรายได้ที่ยังมีความสมดุลระหว่าง License และบริการสนับสนุน
เทียบกับ MFEC Public Company Limited (MFEC): MFEC Public Company Limited บริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศสัญชาติไทย ก่อตั้งในปี 1997 มีความเชี่ยวชาญด้านการวางระบบ IT Infrastructure, Cybersecurity, Cloud Solutions และ Digital Transformation โดยมุ่งให้บริการลูกค้าระดับองค์กรทั้งในภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย
ทั้ง MFEC และ SAP SE ต่างแข่งขันในตลาดที่ต้องการการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยมีฐานลูกค้าหลักคือองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการทำงานด้วยเทคโนโลยี ทั้งคู่ต่างเน้นการสร้างมูลค่าให้ลูกค้าผ่านบริการที่ปรึกษา การวางระบบ และการดูแลหลังการขาย รวมถึงสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้ให้บริการคลาวด์และโซลูชันระดับโลก ความแตกต่างชัดเจนคือ SAP เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ ERP รายใหญ่ที่มีระบบและโครงสร้างรายได้จากการขายลิขสิทธิ์และ subscription ทั่วโลก ส่วน MFEC เป็น system integrator ที่นำโซลูชันจากหลายค่ายมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของลูกค้าในไทย นอกจากนี้ SAP มีกลยุทธ์การเติบโตผ่านการขยาย Global Partner Ecosystem และการพัฒนาแพลตฟอร์มอย่าง S/4HANA และ SAP BTP ขณะที่ MFEC เติบโตผ่านความเชี่ยวชาญเฉพาะในอุตสาหกรรมไทย ความคล่องตัว และการให้บริการแบบครบวงจรที่ตอบโจทย์องค์กรในประเทศ
แม้ SAP จะมีจุดแข็งหลายประการ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ ได้แก่ การแข่งขันที่รุนแรงจากผู้เล่นรายใหม่ที่เสนอโซลูชันคลาวด์ในราคาถูกกว่า เช่น Microsoft, Salesforce และ Workday ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาด SaaS ความท้าทายในการโน้มน้าวลูกค้าให้ยอมจ่ายค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นสำหรับการย้ายสู่คลาวด์ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ความซับซ้อนของการ Migrate ระบบเก่าที่อาจใช้เวลานานและมีความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน นอกจากนี้ การพึ่งพารายได้จากลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ทำให้มีความเสี่ยงจากการสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็วต้องการการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
อนาคตของ SAP ดูสดใสด้วยแนวโน้มการเติบโตจากหลายปัจจัย การเร่งการย้ายสู่คลาวด์ขององค์กรทั่วโลกหลังวิกฤต COVID-19 ทำให้ความต้องการโซลูชันคลาวด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาเทคโนโลยี AI และ Machine Learning ที่สามารถนำมาใช้เพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้าได้มากขึ้น การขยายตัวในตลาดเกิดใหม่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง และการพัฒนา Industry-Specific Solutions ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม นอกจากนี้ SAP ยังมีโอกาสจากการเป็นส่วนหนึ่งของ Digital Transformation ที่องค์กรต่างๆ ต้องปรับตัว และการเป็นผู้นำด้าน Sustainability Software ที่ช่วยองค์กรบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สนใจลงทุนในหุ้น SAP (Ticker: SAP) และหุ้นเทคโนโลยีอื่น ๆ เปิดประสบการณ์ลงทุนไร้ขีดจำกัดกับแอป InnovestX! เข้าถึง 23 ประเทศ 31 ตลาดทั่วโลกได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว เปิดบัญชีลงทุน คลิกเลย! 👉https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน